บทที่17
หรือว่านี่จะคือพรหมลิขิต
เหมือนกับว่า์ประทานโชคดีมาให้ฟางหนิงฮวาไม่คิดว่าการที่ตัวเองทะลุมิติมาอยู่ที่นี่จะได้พบคนใฝ่ฝันแต่ว่าเขามีบรรดาหญิงสาวรายล้อมมากมายดังนั้นจึงไม่ใช่เื่ง่ายเลยหากว่านางจะเข้าถึงตัวเขาแม้แต่พวกคุณหนูจวนขุนนางต่างก็ยังไม่ได้แม้แต่จะใกล้ชิดนับประสาอะไรกับบุตรสาวร้านขายซาลาเปาอย่างนางเล่ามากสุดก็คงไม่ต่างจากชาติที่แล้วตอนที่เป็ได้แฟนคลับของเขาเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าท่านเ้าเมืองหายจากอาการาเ็แล้วเปลี่ยนไปนะจะว่านี่เป็ครั้งแรกที่เขายิ้มเลยกก็ว่าได้”หญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนมุงอยู่ด้านหน้าของฟางหนิงฮวาพูดขึ้น
“ใช่ข้าก็รู้สึกเช่นนั้นรู้สึกว่าท่านเ้าเมืองดูมีความเมตตาแล้วก็ร่าเริงกว่าเมื่อก่อนมาก”หญิงสาวอีกคนเสริม
“ดูท่าทีแล้วน่าจะไม่หยิ่งเหมือนแต่ก่อนแล้วด้วย”หญิงสาวในชุดสีฟ้าที่อยู่ข้างกันก็พูดขึ้นมาเช่นกันกัน
ก่อนหน้านี้เ้าของร่างเดิมมีเอาแต่ป่วยอยู่ในบ้านเลยไม่รู้ถึงความเป็ไปสักเท่าไรแม้แต่ท่านเ้าเมืองหน้าตาเป็อย่างไรก็ยังไม่เคยเห็นดังนั้นในความทรงจำของนางจึงไม่มีเื่ของเขาอยู่เลย อย่าว่าแต่เื่ของเขาเื่ความเป็ไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองถู่หยางนางก็รู้น้อยมากหากว่าบิดากับมารดาไม่เล่าให้ฟังก็คงแทบไม่รู้ข่าวอะไรเลยแต่ตอนนี้นางเป็ฟางหนิงฮวาคนใหม่แล้ว เื่ที่ควรรู้ก็ต้องรู้ไว้ นางจึงอดที่จะถามหญิงสาวเ่าั้ไม่ได้
“พี่สาวเมื่อก่อนท่านเ้าเมืองเป็อย่างไรหรือเ้าคะพวกท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่” ฟางหนิงฮวาเอ่ยถาม
“เ้าไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ยถึงได้ไม่รู้จักท่านเ้าเมือง”หญิงสาวคนหนึ่งถามอย่างุนงง เพราะหญิงสาวที่เมืองนี้ย่อมรู้จักเขากันทั้งนั้นฟางหนิงฮวาเป็คนแรกที่ถามคำถามแบบนี้
ฟางหนิงฮวายิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะตอบ “ั้แ่เด็กจนโตข้าป่วยหนักอยู่แต่ในบ้านไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าท่านเ้าเมือง วันนี้เพิ่งได้เห็นเขาครั้งแรกเ้าค่ะ”
“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง”หญิงสาวคนเดิมตอบ “เมื่อก่อนท่านเ้าเมืองเป็คนที่ดุมากเขาจะมีสีหน้าที่จริงจังตลอดเวลา ทั้งยังไม่สนใจหญิงใดในเมืองเลยแม้แต่คุณหนูหลี่บุตรสาวคหบดีที่รวยที่สุดของเมืองนี้เขาก็ยังไม่สนใจทั้งชีวิตเขามีแต่งานเท่านั้น”
“แล้วตอนนี้พวกท่านสังเกตว่าเขาเปลี่ยนไป?”ฟางหนิงฮวาเลิกคิ้ว
“ก็ใช่น่ะสิ”หญิงสาวทั้งสามตอบพร้อมกัน
“ที่พวกเราเห็นในวันนี้น่ะแตกต่างจากท่านเ้าเมืองก่อนหน้าที่จะได้รับาเ็กลับมาอย่างสิ้นเชิงเลยล่ะไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร” หญิงสาวตอบ
“แล้วพวกท่านมีทางที่จะได้ใกล้ชิดกับท่านเ้าเมืองหรือไม่”คำถามนี้ฟางหนิงฮวาอยากถามเป็ที่สุด
“ที่เ้าถามแบบนี้แสดงว่าชื่นชอบท่านเ้าเมืองเข้าแล้วล่ะสิข้าจะบอกให้นะว่าในเมืองนี้ไม่มีหญิงใดที่สามารถเข้าใกล้เขาได้หรอกแม้แต่สาวใช้ในจวนของเขายังใกล้ชิดเขาได้ยากเลยพวกเรานะก็แค่กลุ่มหญิงสาวที่ตั้งกันขึ้นมาเพื่อมรวบรวมคนที่คลั่งไคล้เขาเท่านั้นแหละเป็กลุ่มไม่เล็กไม่ใหญ่มีประมาณห้าสิบกว่าคน เ้าอยากจะเข้ากลุ่มกับพวกเราไหมล่ะ”
ฟางหนิงฮวาฟังดูแล้วก็รู้สึกคุ้นๆ “แล้วกลุ่มของพวกท่านทำอะไรกันบ้างหรือเ้าคะ”
หญิงสาวคนเดิมครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ“ก็มีรวมตัวกันไปต้อนรับเวลาท่านเ้าเมืองกลับมาหรือไม่ก็ไปส่งเวลาเขาไปราชการหรือออกไปรบมีรวมกลุ่มกันทำของขวัญส่งไปที่จวนของเขาบ้างหรือไม่เวลาที่มีงานเลี้ยงงานเทศกาลต่าง ๆหากว่าจวนเ้าเมือง้าความช่วยเหลือพวกเราก็จะไปช่วย ก็ประมาณนี้แหละ”
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”ฟางฟนิงฮวาพยักหน้า ในใจก็คิดว่านี่มันกลุ่มแฟนคลับชัด ๆทำกันเหมือนกับกลุ่มแฟนคลับของพวกเธอในชาติที่แล้วเลยยิ่งคิดก็ยิ่งแอบหัวเราะในใจเพราะไม่คิดว่ายุคสมัยนี้จะมีเื่เช่นนี้ด้วย
“แล้วเ้าคิดว่าอย่างไรล่ะจะเข้าร่วมกลุ่มผู้คลั่งไคล้ท่านเ้าเมืองกับพวกเราไหม” หญิงสาวถามอีกสองคนก็มองฟางหนิงฮวาอย่างรอคำตอบ
“เข้าเ้าค่ะ”ฟางหนิงฮวาตอบอย่างกระตือรือร้น
“วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายจะเป็วันประชุมกลุ่มเ้าไปประชุมมกับพวกเราด้วนล่ะที่หอน้ำชาฮวาอี้นะ” หญิงสาวพูด
“เ้าค่ะ”ฟางหนิงฮวารับคำ
หลังจากที่แยกกับหญิงสาวกลุ่มผู้คลั่งไคล้ท่านเ้าเมืองแล้วฟางหนิงฮวาก็เดินกลับบ้านระหว่าทางก็ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรให้เซียวป๋อเหวินหันมาสนใจตัวเองให้ได้เพราะการได้เข้าร่วมกลุ่มนั้นน่าจะยังไม่เพียงพอที่ผ่านมาเซียวป๋อเหวินเองก็ไม่ได้สนใจหญิงสาวในกลุ่มผู้คลั่งไคล้ตัวเองเลยแม้แต่น้อย
และแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองมีหน้าที่ที่จะต้องไปส่งซาลาเปาที่จวนเ้าเมืองทุกวันนี่แหละคือข้อได้เปรียบทว่าไปที่จวนเ้าเมืองก็หลายครั้งก็ยังไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นหน้าของเขาเลยนางครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ว่าจะทำอย่างไรดี และแล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
“ข้าจะต้องทำซาลาเปาให้มีความโดดเด่นจนท่านเ้าเมืองประหลาดใจให้ได้เช่นนั้นแล้วเขาถึงจะเรียกข้าเข้าพบบางทีอาจจะถูกใจซาลาเปาของข้าจนคิดตบรางวัลให้ก็เป็ได้”ฟางหนิงฮวาพูดคนเดียวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นบรรดาคนที่เดินผ่านนางไปมาต่างก็มองนางด้วยสายตาแปลก ๆ ราวกับจะมองว่านางเป็บ้าอย่างไรอย่างนั้น
ฟางหนิงฮวาเปลี่ยนใจไม่กลับไปที่ร้านทว่าเดินตรงไปที่ริมแม่น้ำเพื่อที่จะเก็บดอกไม้สีสันต่างๆ แทนในยุคนี้ไม่มีสีผสมอาหารดังนั้นหาก้าจะทำให้อาหารมีสีสันได้นั้นต้องอาศัยสีจากธรรมชาติครั้งนี้นางตั้งใจจะทำซาลาเปารูปแบบต่างๆที่ไม่มีในยุคนี้เพื่อจะเอาไปให้เซียวป๋อเหวินลองชิม
ฟางหนิงฮวาเดินเก็บดอกไม้ที่ริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอดอกโบตั๋นสีชมพูขึ้นอยู่ไม่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำดอกโบตั๋นนั้นมีสีชมพูสดสวยงามเป็อย่างยิ่งหากว่านำไปทำซาลาเปารูปดอกบัวแล้วละก็สีจะต้องสวยงามน่ากินเป็แน่นางจึงไม่รอช้าตรงไปทางต้นดอกโบตั๋นต้นนั้นทันที
แต่ก่อนที่จะถึงต้นดอกโบตั๋นก็จำเป็จะต้องปีนข้ามโขดหินก่อนฟางหนิงฮวาพยายามปีนป่ายขึ้นไปแต่ด้วยความที่ไม่ระวัดระวังและโขดหินนั่นก็มีตะไคร่น้ำเกาะอยู่มากทำให้ลื่นตกลงมานางะโเสียงดังก่อนที่จะหงายหลังลงไปไปในแม่น้ำ
“อ้ากกก...ใครก็ได้ช่วยข้าที”ฟางหนิงฮวาผลุบโผล่ศีรษะขึ้นมาจากน้ำเป็ระยะยังดีที่นางว่ายน้ำเป็จึงไม่ถึงขั้นจมน้ำแต่ว่ากระแสน้ำพัดค่อนข้างแรงทำให้การที่จะเอาตัวเองกลับเข้าฝั่งนั้นเป็ไปได้ยากยิ่ง
“เ้าเกาะกิ่งไม้นี้ไว้” ชายคนหนึ่งยื่นกิ่งไม้ขนาดพอดีมือให้กับฟางหนิงฮวา
ฟางหนิงฮวาถูกน้ำเข้าตาจึงไม่ทันได้มองว่าผู้มาช่วยเป็ใครเห็นราง ๆ ว่ามีคนยื่นกิ่งไม้มาให้ก็รีบคว้าเอาปลายด้านหนึ่งของกิ่งไม้ทันทีจากนั้นจึงลืมตามองบุรุษที่อยู่ตรงหน้า
“ยะ...หยาง”หญิงสาวใมากถึงกับเผลอปล่อยกิ่งไม้หลุดมือ เพราะมัวแต่ตะลึงกับบุรุษที่ยื่นกิ่งไม้ให้นางตนอยู่ซึ่งก็คือคนที่นางใฝ่ฝันอยากเจอ อยากอยู่ใกล้ชิดมาโดยตลอด
“เ้าจะปล่อยมือทำไมเล่ารีบคว้าเอาไว้สิ” เซียวป๋อเหวินพูดไปด้วยพลางวิ่งตามนาง ยื่นกิ่งไม้ให้นางไปด้วย
เมื่อตั้งสติได้แล้วฟางหนิงฮวาก็คว้าปลายกิ่งไม้นั้นไว้อีกครั้ง
เซียวป๋อเหวินถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะสาวกิ่งไม้ดึงนางขึ้นมาจากแม่น้ำ