บทที่ 2
กำแพงสหายสูงสิบเจ็ดปี
ในห้องทำงานของหวงตี้ลี่กุนจวิ้นเฉินมีการตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหราด้วยโทนสีขาวดำเหมือนหยินหยางให้ความรู้สึกสงบเหมาะสมแก่การใช้สมาธิเรียงรายไปด้วยชั้นหนังสือและภาพวาดล้ำค่าหายากทว่าใน่เวลาแห่งที่บ้านเมืองสงบสุข เ้าของห้องกลับไม่มีสิ่งอื่นใดให้จดจ่อนอกจากเื่ของหัวใจ
“ชงซานเจิ้นทำถูกแล้วใช่หรือไม่ที่เลิกตามใจนาง”ลี่กุนจวิ้นเฉินเอ่ยถามขณะนั่งจ้องมองแผ่นกระดาษว่างเปล่าส่วนจิตใจกำลังคิดย้อนไปยังเหตุการณ์เมื่อ่เที่ยง
ชงซาน...คนที่เป็ทั้งที่ปรึกษาส่วนตัวและสหายสนิท เงยหน้าขึ้นจากหนังสือไม้ไผ่ในมือด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเขามีท่าทีสุขุมและสีหน้าที่คล้ายไม่สนใจสิ่งใดแต่เห็นท่าทีสุขุมเช่นนั้นของเขากำลังคิดคำนวณเื่ที่อีกฝ่ายถามอยู่
“หวงโฮ่วมิได้ถามฝ่าาหรือว่าเหตุใดถึงไม่ว่าง” ต้นตอของแผนการบุรุษใจแข็งเอ่ยถามผลลัพธ์
“ไม่...นางแค่หาทางปั่นหัวนางสนมวิธีใหม่โดยที่ไม่ดึงเจิ้นเข้าไปเกี่ยวข้องอีก”
ชงซานนั่งเงียบจมอยู่กับความคิดจะบอกว่าหวงตี้รูปงามดึงดูดไม่พอก็ไม่น่าใช่ รูปโฉมเช่นเขานับว่าเป็ของหายากในแผ่นดินไม่ว่าสตรีนางใดได้พบยังต้องเก็บไปฝันถึงกันทุกราย แต่กับหวงโฮ่ว... นางเหมือนจะเห็นอีกฝ่ายเป็เหมือนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจนมองข้ามความหล่อเหลาคมคายไปจนสิ้นแม้หวงตี้จะทำดีด้วยเพียงใด นางก็ยังคิดว่าเื่ธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ
“หวงโฮ่วมีท่าทีอย่างไรตอนที่ฝ่าาบอกปฏิเสธ”
“นางมีสีหน้าประหลาดใจแต่เจิ้นมองไปลึก ๆ แล้ว...เหมือนนางจะเ็ปอยู่นิด ๆ”
รู้สึกผิดหวัง...อย่างน้อย ๆก็พอรู้ได้ว่าหวงโฮ่วยังไม่ได้ตายด้านต่อหวงตี้เสียทีเดียวหากเป็ดังว่ายังพอมีความหวัง เพราะถ้าเกิดนางไม่รู้สึกอะไรเลยการถูกปฏิเสธคงไม่กระทบจิตใจเป็แน่
“ฝ่าาเริ่มต้นได้ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ชงซานกล่าวชม
“ดีอย่างไรเจิ้นเพิ่งทำร้ายจิตใจนางไปนะ”
“หรือฝ่าาจะยึดแผนเดิมที่ว่าพาหวงโฮ่วไปเที่ยวกลางสวนดอกไม้และสารภาพความในใจออกมาขณะที่กลีบดอกไม้โปรยปรายแล้วบอกไปว่าในใจของท่านหลงรักนางั้แ่เพียงแรกเห็นที่พบหน้าหัวใจท่านรู้สึกถึงรักอันเป็นิรันดร...”
“หยุด ๆ หยุดพูดแค่นั้นแหละ”ลี่กุนจวิ้นเฉินร้องเสียงดังกลบเสียงชงซานขณะที่ตนเองเร่งขยับเท้าเดินสำรวจรอบห้องเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟัง“เ้าเป็คนบอกเจิ้นเองไม่ใช่หรือ หากทำแบบนั้นไปคนที่จะถูกปฏิเสธกลับมาต้องเป็เจิ้นแน่ ๆ”หวงตี้หนุ่มแทบแยกเขี้ยว
“ก็ถ้าหากฝ่าาสงสัยวิธีการของกระหม่อมแล้วจะกลับไปยึดวิธีการเดิมกระหม่อมก็พร้อมที่จะย้ำเตือนแผนการนั้นให้ฟังอีกรอบอย่างไรเล่า ฝ่าา”
ลี่กุนจวิ้นเฉินนึกอยากจะโขกศีรษะกับชั้นหนังสือแทบทันทีไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนรอบข้างแต่ละคนจึงมีนิสัยประหลาดคนหนึ่งเป็สตรีรูปงามที่ชมชอบโฉมของสตรีด้วยกันเองส่วนอีกคนก็เป็บุรุษที่ทำตัวเป็เหมือนชั้นหนังสือเดินได้ ไร้อารมณ์รู้จักแต่พูดจาตรง ๆไม่ไว้หน้าคนฟัง
“ชงซาน”
“ในฐานะคนนอกที่คอยสังเกตพฤติกรรมของฝ่าากับหวงโฮ่วมาตลอดระยะเวลาสิบเจ็ดปีกระหม่อมมั่นใจว่าหวงโฮ่วมีใจให้ฝ่าา เพียงแต่ยังไม่รู้ตัวเท่านั้น”
“แล้ว?”หวงตี้เลิกคิ้วขึ้นสูงขณะที่ปล่อยให้หนังสือเดินได้พูดต่อไป
“แล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฝ่าาคราวนี้จะทำให้หวงโฮ่วเริ่มรู้ใจตัวเองอย่างแน่นอน”
ถามว่าลี่กุนจวิ้นเฉินไว้ใจชงซานหรือไม่เขาคงตอบได้ไม่เต็มปาก แต่กับเสวี่ยฮุ่ยิ่ ด้วยระยะเวลาห้าปีที่แต่งงานกันมาเขายังไม่เคยได้แตะต้องนางเลยสักครา แล้วถ้ายังยื้อเวลาต่อไปอีกเขากลัวว่าตนเองจะปกป้องนางไม่ได้หาก ‘เื่ร้ายนั้น’มาถึง เื่ที่เขาไม่อาจควบคุม...
ด้วยเหตุดังกล่าวต่อให้ชงซานไม่น่าเชื่อถือในเื่แผนการความรักมากเพียงใดแต่ลี่กุนจวิ้นเฉินก็พร้อมที่จะลองเสี่ยง
“เจิ้นหวังว่าเ้าจะคิดถูกเพราะนี่ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเจิ้น แต่มันเพื่อตัวนางเองด้วย”
ลี่กุนจวิ้นเฉินเปลี่ยนสีหน้าเป็เคร่งเครียดในพริบตาถ้าวันที่เื่ร้ายนั้นมาถึงเข้าจริง ๆ เขาเองก็ไม่อยากฝืนใจช่วยหากนางไม่เต็มใจ สาเหตุเพราะคำว่ารักเขาถึงอยากให้เสวี่ยฮุ่ยิ่ได้ทำตามอิสระที่ใจ้าและเพื่อเป็การทดแทนที่ครอบครัวเขาพรากชีวิตอิสระไปจากเด็กสาวคนหนึ่ง
และตัวเขาก็ไม่รู้ว่าจะปกป้องนางไปได้อีกนานแค่ไหน...
“ฟ้าจะมืดแล้วฝ่าาจะไปตำหนักฮุ่ยิ่เลยไหมพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม...”
ลี่กุนจวิ้นเฉินมองดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังลับขอบฟ้าผ่านทางหน้าต่างเหมือนกับเป็แสงความหวังสุดท้ายที่เขาจะคว้าเอาไว้ ได้แต่หวังว่าแผนพิชิตใจนางจะสำเร็จก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
“หยาเอ๋อร์เหตุใดมื้อเย็นของเปิ่นกงถึงได้มีอาหารเยอะถึงเพียงนี้” เสวี่ยหวงโฮ่วเอ่ยถามหลังออกมาจากห้องนอนในสภาพผมยาวตรงถูกปล่อยสยายกลางหลัง
ยามบ่ายหลังจากที่หวงตี้กลับไปแล้วด้วยความเกียจคราน เสวี่ยฮุ่ยิ่จึงเข้าไปนอนกลางวันลากยาวยันฟ้ามืดจนถึงเวลาอาหารค่ำแต่แล้วกลับต้องแปลกใจเมื่อบนโต๊ะมีอาหารจำนวนมากเกินกว่าจำนวนปกติที่นางมักทานอยู่คนเดียว...
“ใครจะมาจะไปทำไมเ้าไม่แจ้งเปิ่นกง” น้ำเสียงหวานนุ่มพูดดุหยาเอ๋อร์ถ้อยคำแฝงสำเนียงไม่พอใจของนางส่งผลให้นางกำนัลตัวน้อยหวั่นใจจนมือสั่นเบา ๆ
“หม่อมฉันนึกว่าฝ่าาบอกหวงโฮ่วแล้วเพคะ...”ถึงจะใจสั่น แต่หยาเอ๋อร์ยังควบคุมอารมณ์ได้ดีขณะตอบเสวี่ยหวงโฮ่ว
“เพิ่งจะรู้ว่าหวงโฮ่วของเจิ้นก็มีมุมดุดันเหมือนกัน”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มอันคุ้นเคยที่เสวี่ยฮุ่ยิ่รู้จักเป็อย่างดีก็ดังแทรกบทสนทนาตามมาด้วยการปรากฏตัวของชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์เขาเดินเข้ามาด้วยมาดขี้เล่นที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มมีเสน่ห์ เขายังคงสวมใส่ชุดสีดำตัวเดิมแต่บรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไป มันดูลึกลับน่าค้นหา กระทั่งเสวี่ยฮุ่ยิ่เผลอมองจนลืมตัวไปชั่วขณะ
“เป็อะไรไปคิดถึงเจิ้นจนลืมตัวไปแล้วหรือ”
หวงตี้เดินเข้าไปใกล้ร่างบางในชุดสีครามที่ยังตาค้างด้วยความงุนงงก่อนจะค่อย ๆโอบตัวนางแล้วเชยคางขึ้นชื่นชมใบหน้างามด้วยความคุ้นเคย
“ข้า...”
เสวี่ยฮุ่ยิ่สมองเบลอไปชั่วขณะความรู้สึกที่ถูกมือหนาััชวนให้รู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างจนสติเริ่มหลุดลอยนางไม่คุ้นชินกับการที่ลี่กุ้นจวิ้นเฉินขึ้นเป็ฝ่ายควบคุมแต่ยามที่อยู่ท่ามกลางสายตาคนอื่นนางจำเป็ต้องโอนอ่อนทำตาม
“ฝ่าาจะมาหาหม่อมฉันเหตุใดถึงไม่บอกกันก่อน”
ถ้าจำไม่ผิดเขาบอกเองมิใช่หรือว่าคืนนี้ไม่ว่าง ถึงขนาดปฏิเสธแผนการของนางอย่างไม่ไยดี
“เจิ้นได้ยินมาว่าเ้ากำลังหลับฝันหวานเลยไม่อยากจะเข้าไปขัดขวาง่เวลาแห่งความสุข”
“ฝ่าาก็พูดเกินไปจะมี่เวลาใดที่ดีไปกว่าการได้อยู่กับฝ่าาอีกล่ะเพคะ”เสียงของเสวี่ยฮุ่ยิ่หวานจับใจ ขณะที่มองไปยังั์เนตรพระจันทร์เสี้ยวด้วยแววตาลึกซึ้ง
ลี่กุนจวิ้นเฉินได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่สตรีในอ้อมกอดแสดงออกมาในยามนี้เป็เื่จริง
“ปากหวานเสมอยอดดวงใจของเจิ้น”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ยิ้มค้าง
ยอดดวงใจ?ลี่กุนจวิ้นเฉินไม่เคยใช้คำนี้กับนางมาก่อน ...ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าใครเป็คนเป่าหูเขา
ดวงตาคมกล้าดั่งหงส์ของเสวี่ยหวงโฮ่วเหลือบไปมองชงซานก่อนหันไปหาหยาเอ๋อร์
“หยาเอ๋อร์บอกให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด อีกครึ่งชั่วยามค่อยกลับเข้ามา”
“เพคะหวงโฮ่ว”
ถึงจะอยู่ในวังมาทั้งชีวิตคุ้นชินกับการได้รับการปรนนิบัติมาทุกฝีก้าวแต่เสวี่ยฮุ่ยิ่และลี่กุนจวิ้นเฉินยังคง้า่เวลาส่วนตัวอยู่เสมอเพื่อจะได้ถอดหน้ากากหวงตี้หวงโฮ่วออก แล้วใช้ชีวิตเป็แค่บุรุษกับสตรีธรรมดาที่ไม่ต้องคิดเื่การเมืองหรือวังหลังให้ปวดหัว
“หม่อมฉันจำได้ว่าฝ่าามีธุระไม่ใช่หรือเพคะ”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ละสายตาออกจากใบหน้าคมสันผิวแก้มของนางร้อนผ่าวกะทันหันจากการถูกรุกล้ำด้วยประกายแวววาวแฝงความนัยอันลึกซึ้งของหวงตี้หนุ่ม
บุรุษผู้นี้อยากจะมาก็มาอยากจะไปก็ไป เสวี่ยฮุ่ยิ่ไม่เคยว่า ขอแค่ให้เขาช่วยทำตามคำขอของนางก็เพียงพอแต่ครั้งนี้เขาปฏิเสธ ซ้ำร้ายยังจะมาหานางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้หน้าตาเฉย
“ไยเ้าต้องพูดจาห่างเหินกับข้าถึงเพียงนั้นด้วยเล่าฮุ่ยิ่ มานี่เถิด มาทานข้าวเป็เพื่อนข้าหน่อย”หวงตี้หนุ่มกล่าวพลางพยุงร่างบางไปนั่งที่เก้าอี้อย่างเบามือ
ถึงแม้เสวี่ยฮุ่ยิ่อาจยังไม่เห็นค่าเขาในสายตาแต่อีกไม่นาน นางต้องกลายเป็ฝ่ายที่ถามหาเขาก่อน
“ฮุ่ยิ่”น้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกเอ่ยเรียกหญิงสาวขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศต้องมนต์
“หืม?”เสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบกลับเสียงสูงนับเป็ครั้งแรกที่รู้จักลี่กุนจวิ้นเฉินแล้วนางไม่สามารถคาดเดาความคิดของบุรุษตรงหน้า
“ข้าเคยบอกเ้าหรือยังว่านางสนมทั่วทั้งวังหลัง ยังไม่มีผู้ใดงดงามเทียบเคียงเ้าได้เลย”
เสวี่ยฮุ่ยิ่กะพริบตาปริบ ๆ จนคำพูดไปชั่วขณะอดคิดไปไม่ได้ว่ามีิญญาตนไหนแอบเข้ามาสิงร่างหวงตี้แคว้นช่างหรือไม่
“ท่านไม่สบายหรือเปล่าให้ข้าตามหมอหลวงมาดีหรือไม่”
ในฐานะภรรยาที่ดีย่อมเห็นสุขภาพของสามีเป็เื่สำคัญ อาการผิดปกติเล็กน้อยของลี่กุนจวิ้นเฉินย่อมไม่รอดพ้นสายตาของเสวี่ยฮุ่ยิ่ไปได้ ยิ่งอยู่ด้วยกันมานานยิ่งมองเห็นได้ชัดเจน
“ข้าสบายดี”ลี่กุนจวิ้นเฉินตอบ ส่วนภายในใจกลับนึกคาดโทษชงซานไปเรียบร้อย“ชมเ้าว่างามมันทำให้ข้าดูตลกอย่างนั้นหรือ”
เสวี่ยฮุ่ยิ่นิ่งคิดก่อนจะถอนหายใจ
ชงซาน...เ้าโง่นั่น
“ใช่มันทำให้ท่านดูน่าขันยิ่ง” เสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบออกมาตามตรง “แต่บุรุษรูปงามทำสิ่งใดย่อมไม่น่าขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุรุษที่เป็ถึงหวงตี้”
“ประเด็นที่เ้าจะพูดคืออะไร”ลี่กุนจวิ้นเฉินเลิกคิ้วขึ้นสูงรอฟังประโยคถัดไปจากหญิงสาว
“ข้าเคยบอกท่านไปแล้วข้าน่ะ... ไม่สนใจว่าตนเองจะงดงามหรือไม่ เพราะมนุษย์ทุกคนต่างรู้ดีว่าสักวันความงามย่อมต้องมีการสูญสลายไปตามกาลเวลาแม้ข้ารับใช้คอยกรอกหูว่าอายุมากแต่ยังสวยไม่สร่างถึงกระนั้นภายในใจย่อมรู้ดีว่านั่นเป็เื่โป้ปดการที่ท่านมาชมรูปร่างหน้าตาข้าว่างามย่อมไม่ต่างจากคำหวานที่พูดออกมาแล้วก็หายไป”
ลี่กุนจวิ้นเฉินยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากั์ตาทอดมองเสวี่ยฮุ่ยิ่ด้วยความหลงใหลเขาไม่ได้หลงใหลนางเพราะหน้าตาแต่เป็เพราะความคิด
หลายปีมานี้เสวี่ยฮุ่ยิ่ไม่สนใจหน้าตาตัวเองมากมายเท่าใดนักแม้จะพยายามแต่งตัวให้งดงามแต่ก็เพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่ง ทุกครั้งที่ได้รับเครื่องประทินโฉมและของบำรุงผิวพรรณล้ำค่าจากลี่กุนจวิ้นเฉินนางมักจะไม่เก็บไว้ใช้เอง หากแต่จะส่งมอบมันให้กับเหล่านางสนมแจกจ่ายทุกคนตามที่นางเห็นว่าดี ต่อให้ไม่ใช่หนึ่งในสี่พระมเหสีเป็แค่นางกำนัลตัวเล็ก ๆถ้านางอยากจะมอบสิ่งนั้นให้ ก็ให้โดยไม่สนใจสายตาผู้ใด
“ที่ข้าจะพูดก็คือ...”เสวี่ยฮุ่ยิ่เว้นวรรค
“คือ?”
“ชงซานเป่าหูอะไรท่านมาอีก”
ลี่กุนจวิ้นเฉินสำลักน้ำชาฉับพลันเมื่อเจอคำถามตรงไปตรงมาจากสตรีข้างกาย
“เ้าพูดอะไรน่ะ”เขาถามก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน
“อย่าทำเป็เฉไฉท่านและชงซานชอบคิดอะไรประหลาด ๆ อยู่เสมอ ใช่ว่าข้าจะไม่รู้ เพียงแต่เห็นพวกท่านเป็ผู้ชายจึงไม่อยากจะยื่นมือเข้าไปเกี่ยวก็เท่านั้น”
“ทำไมเ้าไม่คิดว่าเป็ข้าเองนี่แหละที่อยากชมเ้า”
เสวี่ยฮุ่ยิ่หัวเราะร่าทันทีที่ได้ยินคำพูดของหวงตี้หนุ่ม
“ฮ่า ๆ ท่านเนี่ยนะพูดจาหวานเสนาะหูเป็กับผู้อื่นด้วยจวิ้นเฉิน ข้าอยู่กับท่านมานานแค่ไหนแล้วนิสัยสุภาพบุรุษพูดแต่เื่มีประโยชน์อย่างท่านไม่เคยเสียเวลาพูดจาหยอดสตรีเป็แน่นอกเสียจากมีคนข้างกายท่านคอยเป่าหู”
“ชงซานไม่ใช่คนข้างกายข้า”ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง
“อ้อ...เช่นนั้นจะเป็ใครไปได้ล่ะ” เสวี่ยฮุ่ยิ่ฉีกยิ้มร้าย
ลี่กุนจวิ้นเฉินจ้องมองไปในดวงตาหงส์คู่งามด้วยความเคืองโกรธมันจริงอย่างที่ชงซานว่าไว้ หากเขายังปล่อยให้นางเป็ฝ่ายควบคุมต่อให้ตายอีกสิบชาติเขาก็เป็ได้แค่สหายอยู่วันยังค่ำ
“เ้า...เป็เ้าที่อยู่ข้างกายข้า”