บทที่ 2ลานฝึก
ในทุกๆวันยามเฉิน*เด็กรุ่นเยาว์ของตระกูลจ้าวจะมารวมตัวกันบนลานฝึกยุทธ์ เพื่อทำการฝึกทักษะยุทธ์และบ่มเพาะพลังของพวกเขาหลายคนอยู่ในระดับ “นักยุทธ์ขั้นสี่” ซึ่งเป็ขั้นมาตรฐานของนักยุทธ์ในเมืองตงเฟิง
นักยุทธ์รุ่นเยาว์เหล่านี้ถือเป็กำลังหลักของตระกูลจ้าวต่อไปในอนาคต
แต่สิ่งเหล่านี้หาได้เกี่ยวข้องอะไรกับจ้าวเฟยหลงไม่เพราะลูกของคนถูกทิ้งย่อมไม่เป็ที่ต้อนรับในลานฝึกแห่งนี้ดังนั้นเขาจึงไปที่ห้องหนังสือแทนเพราะที่นี่เงียบสงบน้อยครั้งที่จะมีคนมาที่นี่ สาเหตุก็เนื่องจากที่นี่เก็บเพียงคัมภีร์วิชาการปรัชญา และประวัติศาสตร์เท่านั้น จึงไม่ดึงดูดใจเท่าหอคัมภีร์
ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงเป็์ของจ้าวเฟยหลงเขาได้เรียนรู้หลักวิชาต่างๆอย่างมีความสุขแต่สิ่งที่ดึงดูดใจเขามากที่สุดก็คือเื่ราวของการฝึกยุทธ์“ข้าก็คงได้แค่อ่านเท่านั้น” เขาคิดในใจก็พลางพลิกหนังสือไปทีละหน้าการฝึกยุทธ์ของดินแดนไท่ชางแบ่งผู้ฝึกยุทธ์เป็สิบระดับ
ได้แก่ “นักยุทธ์” “จอมยุทธ์”“จ้าวยุทธ” “บรรพชนยุทธ์” “ปรมาจารย์ยุทธ์”“ปราชญ์ยุทธ์”
“ราชันยุทธ์” “จักรพรรดิยุทธ์” “เซียนยุทธ” และ “เทพยุทธ์”โดยแต่ละระดับแบ่งเป็เก้าขั้น
นักยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองตงเฟิงคือจ้าวตระกูลใหญ่ทั้งสี่ทั้งหมดอยู่ในขั้นจ้าวยุทธ์ขั้นสอง ซึ่งตัวตนของจอมยุทธ์นั้นสูงส่งและยิ่งใหญ่มากในเมืองนี้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงระดับจ้าวยุทธ์พวกเขาถือเป็ตำนานและจะปรากฏตัวในเมืองใหญ่ๆเท่านั้นเมืองเล็กๆอย่างเมืองตงเฟิงน้อยครั้งนักจะปรากฏการมาเยือนของคนระดับจ้าวยุทธ์
“เสียงจอแจเงียบลงแล้ว”จ้าวเฟยหลง หันหน้าไปมองผ่านหน้าต่างไปยังลานฝึก “ข้าก็คงได้เวลากลับแล้วเช่นกัน”นึกพลางเก็บหนังสือเข้าชั้นจัดแจงเสื้อผ้าที่เก่าแก่ของตนให้เรียบร้อยแล้วเดินลงไปยังลานฝึก
การที่จะผ่านประตูกลับยังบ้านของเขาต้องผ่านลานฝึกซึ่งตอนนี้มีเด็กกลุ่มหนึ่งยืนจับกลุ่มคุยกันหน้าประตู
“จะมาคุยกันทำไมหน้าประตูนะ” คิดในใจยังไม่ทันเสร็จเด็กที่เป็หัวหน้าก็หันทางมาเขา“เ้าขยะใครให้เ้าเสนอหน้าเข้ามาในลานฝึกของตระกูล”เสียงของ จ้าวจิง ดังขึ้น เขาคือลูกชายของจ้าวส่วนตอนนี้อยู่ในระดับนักยุทธ์
ขั้นหก เมื่ออายุสิบห้าปีถูกนับเป็อัจฉริยะของตระกูลได้รับการหล่อเลี้ยงจากผู้นำตระกูลเป็อย่างดีแตกต่างจากจ้าวเฟยหลงราวฟ้ากับเหว
“ข้าไปที่ห้องหนังสือและข้าก็กำลังจะกลับ” จ้าวเฟยหลงตอบกลับอย่างเรียบง่าย
“แต่เ้าก็กำลังยืนอยู่บนลานฝึกซึ่งข้าเห็นแล้วมันขัดั์ตาจริงๆ” จ้าวจิงพูดเสียงดังกังวานเห็นชัดว่า้าหาเื่
“เ้าจะให้ข้าทำอย่างไรทางออกจากที่นี่ก็มีแต่ผ่านลานฝึกนี้เท่านั้น” จ้าวเฟยหลงพยายามโต้แย้ง
“หึๆๆ”เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความประสงค์ร้ายดังขึ้นจาก กลุ่มรุ่นเยาว์ของจ้าวจิง
“คุณชายใหญ่ข้าคิดว่าการเดินไปมาในลานของเขามันผิดจริงๆ”จ้าวหนิงหลิน ลูกหลานสายรองของตระกูลจ้าวลูกน้องคนสนิทของจ้าวจิงพูดขึ้น
“งั้นเ้าคิดว่าควรทำอย่างไรดี”จ้าวจิงถามพลางเดินเข้ามาหาจ้าวเฟยหลง พร้อมปล่อยพลังออกมากดดัน
จ้าวเฟยหลงถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
“เรียนคุณชายใหญ่ข้าว่าให้เขาคลานออกไปจะดีกว่า”จ้าวหนิงหลินพูดขึ้น
“อืม...ฮ่าๆๆความคิดของเ้าถูกใจของข้ายิ่งนัก”เสียงตอบกลับของจ้าวจิง
“ขอบคุณคุณชายใหญ่ที่ชื่นชม”จ้าวหนิงหลินนึกขึ้น“ตราบใดที่เขาทำให้จ้าวจิงพอใจได้ ฐานะของเขาก็คงจะมั่นคงและอยู่อย่างสุขสบายในตระกูลจ้าวแล้ว”ก็หันไปตวาดใส่หน้าจ้าวเฟยหลง “ไอ้ขยะไร้ค่ายังไม่รีบคลานสี่ขาออกไปอีกคุณชายใหญ่ไม่ลงโทษเ้าแล้วยังไม่สำนึกอีกหรือ”
จ้าวเฟยหลงรู้สึกประหม่าเขาก็เพียงแค่จะเดินออกจากประตูเพื่อกลับบ้านเท่านั้น เหตุใดเด็กอันธพาลกลุ่มนี้กลับมาหาเื่เขา“ข้าไม่ได้ผิดอะไรทำไมข้าต้องคลานสี่ขา”เขาตอบกลับไปอย่างมั่นคงไม่ยอมให้ใครเห็นความอ่อนแอภายใน
เมื่อจ้าวจิงได้ยิน อารมณ์ก็เดือดพล่านขึ้นทันทีเขาไม่เก็บกดความเกลียดชังเลยแม้แต่น้อยะโออกมาด้วยเสียงดัง “ข้าบอกว่าเ้าผิดก็คือเ้าผิดไอ้ขยะพันธุ์ผสม ไอ้ลูกผู้หญิงชั้นต่ำจงรีบคลานสี่ขาออกไปเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้นังแม่ชั้นต่ำของเ้าจำหน้าเ้าไม่ได้เลย”
จ้าวเฟยหลงยืนนิ่งมือของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือแต่ความเ็ปนี้ไม่เท่ากับการที่มารดาของเขาถูกดูิ่เหยียดหยามต่อสาธารณะเช่นนี้ร่างกายสั่นไปทั้งตัวควบคุมไม่ได้
จ้าวจิงเห็นจ้าวเฟยหลงยืนอยู่อย่างนั้นก็สำทับเข้าไปอีก“ทำไมอยากจะลงมือกับข้างั้นรึ มาสิไอ้ลูกผู้หญิงบ้านนอกไร้ราคา”พูดแล้วก็หันไปหัวเราะอย่างสนุกสนานกับจ้าวหนิงหลินและบรรดาลูกสมุน
“แก...ด่าว่าแม่ของข้าคำแล้วคำเล่า”เมื่อความโกรธปะทุขึ้นและดั่งลูกธนูที่ถูกปล่อยเขาวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดโถมทั้งตัวเข้าไปหาจ้าวจิงปล่อยหมัดขวาอย่างสุดแรงเข้าไปที่ใบหน้าของจ้าวจิง
จ้าวจิงที่กำลังหัวเราะอย่างสนุกสนานกับลูกสมุนไม่ได้คิดและไม่เคยคิดเลยว่า “ไอ้ขยะที่พวกเขารังแกอยู่ทุกวันจะกล้าลงมือต่อหน้าพวกเขา”
“คุณชายใหญ่ระวัง!”เสียงของจ้าวหนิงหลินร้องเตือนพอได้ยินดังนั้นจ้าวจิงจึงได้หันหน้ามาซึ่งก็พอเหมาะพอเจาะกับกำปั้นของจ้าวเฟยหลงชกออกมาถึงใบหน้าพอดี“พลั๊ก” เสียงกำปั้นกระทบเข้ากับใบหน้าอย่างจัง
“คุณชายใหญ่!” บรรดาลูกสมุนของจ้าวจิงร้องออกมาพร้อมกัน ภายในใจรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
จ้าวเฟยหลงกล้าทำร้ายคุณชายใหญ่ด้วยเื่นี้เขาต้องได้รับความทุกข์ชนิดที่ไม่สามารถลืมลงตลอดชีวิตเป็แน่เริ่มจากโดนตีที่นี่ก่อนแล้วกัน
ยังไม่ทันที่จ้าวจิงผู้ที่ใบหน้าแดงก่ำไปด้วยความโกรธมีรอยของกำปั้นจางๆบนใบหน้าด้านซ้าย จะได้พูดอะไร
ลูกสมุนทั้งหลายที่นำโดยจ้าวหนิงหลินก็เข้ารุมทุบตีจ้าวเฟยหลงทันทีทั้งหมัดและเท้าถูกปล่อยเข้าใส่
จ้าวเฟยหลงอย่างไม่มียั้งแม้เขาจะพยายามต่อสู้กลับก็ตาม แต่การที่นักยุทธ์ขั้นหนึ่งถูกรุมทุบตีโดยนักยุทธ์ขั้นสี่ก็เป็อะไรที่ยากลำบากที่จะปัดป้องไม่นานร่างกายอันฟกช้ำปูดบวม มีเืไหลย้อยออกมาที่มุมปาก ทั่วร่างไร้เรี่ยวแรงหายใจรวยริน เสื้อผ้าขาดวิ่น ก็นอนนิ่งอยู่บนพื้น
จ้าวจิงมองเห็นร่างของจ้าวเฟยหลงนอนอยู่บนพื้นแต่ใจของเขาก็ยังไม่สามารถลดความโกรธแค้นลงได้ นักยุทธ์ขั้นหกอย่างเขา ถูกไอ้เศษขยะนักยุทธ์ขั้นหนึ่งที่ไม่อาจก้าวหน้าไปขั้นอื่นได้อีกชกที่ใบหน้าหากเื่นี้รู้ไปถึงไหนก็ต้องอับอายไปถึงที่นั้น“ไอ้ตัวทุเรศนี่ต้องได้รับความเ็ปจากการที่มันบังอาจทำให้ข้าต้องอับอาย”
จ้าวจิงเดินเข้าไปที่ร่างอันไร้เรี่ยวแรงของเ้าเฟยหลงทั้งเตะ ทั้งกระทืบซ้ำ อย่างไม่มียั้งมือจนเมื่อสาแก่ใจแล้วก็ยกเท้าขึ้นเหยียบขยี้ลงไปที่หัวของจ้าวเฟยหลง “ไอ้เศษขยะอย่างแกช่างกล้านักที่ชกหน้าของข้าจงเป็ขยะที่ไม่มีใครเอา ไร้ค่าไปตลอดชีวิตของเ้าเถอะ ไอ้ขยะชั้นต่ำ”เมื่อพูดเสร็จก็พาเหล่าลูกสมุนเดินจากไปไม่แม้แต่หันกลับมามองเ้าเฟยหลงแม้แต่น้อย
เื่นี้เกิดขึ้นในลานฝึกผู้าุโของตระกูลก็พบเห็นเหตุการณ์แต่ก็ไม่มีใครอยากยื่นมือช่วยเหลือจ้าวเฟยหลงแม้แต่น้อยทำเป็เปิดตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่ง*โดยพร้อมเพรียงกัน
สายลมพัดกระหน่ำ เมฆทะมึนก่อตัวเสียงฟ้าร้องดังกระหึ่มทั่วทั้งบริเวณหยาดฝนเล็กๆเม็ดแล้วเม็ดเล่าก็ร่วงหล่นลงมาทั่งพื้นพสุธาจ้าวเฟยหลงเ็ปไปทั้งตัวแต่ที่ที่เจ็บที่สุดคือหัวใจเพราะมันกำลังร่ำร้องหาความยุติธรรมสงสารความอ่อนด้อยของตนเอง อีกทั้งวาสนาอันน้อยนิดของตน ที่มิอาจปกป้องศักดิ์ศรีของผู้คนที่ตนรักไม่รู้ว่าในสายฝนนั้น หยดน้ำตาของลูกผู้ชายได้ไหลลงมาที่พื้นดินกี่หยดแล้ว
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ*ร่างของสตรีนางหนึ่งวิ่งฝ่าสายฝนมาที่ร่างอันบอบช้ำของจ้าวเฟยหลงนางมิสนใจใยดีเศษดินหรือโคลนตมแม้แต่น้อยนั่งลงข้างร่างของเขาแล้วกล่าวด้วยเสียงสะอื้นร้องไห้
“หลงเอ๋อของแม่! เ้าเป็อย่างไรบ้างลูกแม่”ฟางเหนียงพูดพลางช้อนตัวของเขาขึ้นมากอดจ้าวเฟยหลงพยายามอย่างมากที่จะยกหัวขึ้นพูดกับมารดาเมื่อได้แลเห็นมารดาของตนร่ำไห้ปานใจจะขาดนั้นจิตใจยิ่งแตกสลาย
แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้มารดาต้องเห็นความอ่อนแอของตนเองได้“ท่านแม่ข้าอยากกลับบ้าน” เสียงอันแหบแห้ง ไร้เรี่ยวแรงพูดขึ้นฟางเหนียงเองเห็นลูกได้รับาเ็ขนาดนี้ก็ไม่อยากพูดต่ออีกให้มากความพยุงร่างของลูกชายให้ลุกขึ้นและประคองเขากลับบ้านที่หลังคฤหาสน์ตระกูลจ้าว
*ยามเฉิน คือ เวลา 07.00 – 08.59 น.
*เค่อ คือเวลาประมาณ 15 นาที
*เปิดตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่ง –ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น