----- พระราชวัง ณ มหานครฟ้าอนันตร์ -----"เจ้าคิดว่าผู้ชราลึกลับนั้นคือผู้ใด" หนึ่งบุรุษนั่งพูดกล่าว หน้านิ่งอยู่บนบัลลังก์ทอง
ขันทีชราทำหน้าขบคิดครู่หนึ่ง ตัวมันนั้นอยู่กับราชันย์ผู้นี้มาเนิ่นนาน ทีท่าแบบนี้ขององค์ราชันย์ย่อมมีความนัยแฝงอยู่ ใบหน้าจริงจังของพระองค์นั้นหาได้มีบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่มักยิ้มแย้มทำตัวเสมือนคนไม่มีทุกข์ร้อน
"บ่าวชราคิดว่าอาจจะเป็นผู้ข้ามโลกขอรับ สิ่งที่ตุลาการสีชาดจูอี๋ช่างพูดกล่าว 15 ตำนาน 5 เหนือตำนาน มิใช่ตัวตนเรียบง่าย คนแบบนี้หากอยู่ในแดนดินของเรา มีหรือพวกเราจะไม่รู้จัก ตัวตนเช่นนี้เปรียบดังเขากิเลนหรือขนนกอมตะ หากสิ้นชีพตกตายมีหรือพวกเราจะไม่รู้บ้างหากเป็นคนบ้านเดียวกัน แดนดินเดียวกัน หากแต่ที่มิรู้ มิได้รับข่าวคราวก็เป็นได้เพียง 15 ตำนาน 5 เหนือตำนานที่ตกตายด้วยฝีมือผู้ชราลึกลับนั่นเป็นคนจากแดนดาราอื่น มีความเป็นไปได้นี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น"
"เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องของ 8 ปราชญ์ พวกมันต่างบอกกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน เมื่อบรรลุสู่ระดับแสวงมรรค พวกมันแต่ละคนก็โบยบินออกไปเหนือท้องนภาเข้าสู่ห้วงดาราจักร พวกมันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดาราจักรช่างกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ต่อให้โบยบินนับร้อยปีก็ใช่จะสำรวจหรือเข้าใจสิ่งใดได้หมด นอกจากนั้นพวกมันยังพูดกล่าวอีกว่า รอบดาราของพวกเรานี้มีดาราใกล้เคียงอีกนับร้อยดวง นับพันดวง หากแต่ดาราที่มีสรรพชีวิตนี้กลับมีแค่ดาราของเรา นอกจากนั้นขอบห้วงจักรวาลของเราก็คล้ายแปลกประหลาดราวกับว่ามีชั้นอิทธิฤทธิ์ที่ขวางกั้น ไม่ว่าพวกมันจะใช้อิทธิฤทธิ์มากมายเพียงไหนก็ไม่อาจจะทะลุชั้นขวางกั้นนั้นได้ ทำให้พวกมันแต่ละคนต่างล้มเลิกความคิดที่จะออกไปท่องมหาจักรวาลกว้าง เพราะไม่มีวิธีผ่านชั้นขวางกั้นนั้น
หากแต่หลายหมื่นปีมานี้ นับจากรุ่นท่านทวดของเราที่ครองความเป็นใหญ่มา เรื่องราวของผู้ข้ามโลกมิใช่ไม่เคยมีปรากฏ บรรพชนเราก็เคยรับรู้และได้รู้จักพวกมัน หากแต่คำพูดคำจาของมันส่วนมากก็มีแต่ลับลมคมใน นอกจากนั้น เราก็สังเกตมาหลายพันปีแล้วว่าปราชญ์บัวมณีก็น่าจะเป็นผู้ข้ามโลกผู้หนึ่ง ความรู้ของนางหาใช่สิ่งที่ผู้คนในโลกใบนี้จะมีได้ นอกจากนั้นเรื่องที่พึงเกิดขึ้นที่เมืองพยัคฆ์ขาวของเรา ปราชญ์บัวมณีก็ได้ส่งคนมาบอกกล่าวกับเรา คล้ายกับว่ามีผู้ข้ามโลกอีกกลุ่มหนึ่ง และพวกมันคล้ายจะเป็นตัวอันตรายมาก เราติงฉีเล่ออยู่เป็นราชันย์ทวีปหมื่นผานี้มาร่วม 5000 ปี สิ่งปรารถนาในใจต่อโลกหล้าตอนนี้ก็คล้ายหมดสิ้น เราปรารถนาเหลือเกินว่าชีวิตนี้ว่าจะได้ออกไปสัมผัสชีวิตในแดนดาราอื่นบ้าง ปล่อยวางเรื่องราวให้บุตรหลานน้อยใหญ่ของเรา"
"ฝ่าบาท..." ขันทีชราร้องเรียกน้ำเสียงอาลัย
"ฮะฮาฮา เอาน่าเอาน่า อย่างไรเสียตอนนี้เราก็ยังอยู่ที่นี่ ขอบเขตแสวงมรรคช่างยากเย็น 2000 ปีแล้วที่เรายังติดอยู่ที่ขอบเขตนี้ ระยะเวลาของเราเหลืออีกไม่มากแล้ว หากภายใน 5000 ปีข้างหน้าหากเราไม่อาจจะทะลวงสู่แสวงมรรคได้ชีวิตของเราก็คงจบสิ้นแล้ว หากแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องอื่นมาให้เรากังวล การบำเพ็ญในช่วงเวลานี้ตัวเราคงไม่สงบเป็นแน่ ดูท่าเราต้องหาโอกาสไปทำความรู้จักผู้ชรานั้นบ้างแล้ว"
"ฝ่าบาทมันจะไม่อันตรายไปรึ" ขันทีชรากล่าวน้ำเสียงเป็นห่วง
"ฮะฮาฮา จะอันตรายได้อย่างไร หากพูดถึงอันตรายมิใช่ว่าการมีคนของเหล่าปราชญ์และสี่จักรพรรดิแฝงตัวอยู่ในดินแดนแห่งนี้ หากแต่เราขับไล่มันไปไม่ได้ ปล่อยให้แสร้งทำตัวสูงส่งดูดกลืนเราเงียบๆ แบบนี้มิใช่ว่าอันตรายกว่ารึ บางทีการทำตัวเป็นผู้น้อยคบหาผู้ชราอาจจะเป็นทางออกของเราก็ได้ กี่พันปีแล้วที่เราต้องตกอยู่ใต้อำนาจของผู้อื่น แม้เราจะไม่เกรงกลัวพวกมัน หากแต่เพราะเกรงชีวิตนับพันล้านต้องตายเปล่าเพราะตัวเรา เราจึงปล่อยให้เป็นดังเช่นทุกวันนี้ ผู้แซ่ซุนกับแซ่เกาทุกวันนี้มันปล่อยรากเน่าของมันดูดกลืนเนื้อหนังของเรามาตลอด สำนักฟ้าอนันตร์ของบรรพชนตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างอย่าคิดว่าเราไม่รู้ เสื่อมทรามลงทุกวัน มีแต่คนแฝงตัวเข้ามา แม้แต่ตุลาการสีชาดคนที่เราใช้สอยได้จริงๆ จะมีสักกี่คน พวกแปดปราชญ์ไม่สิตอนนี้เหลือหกแล้ว กับไอ้สี่จักรพรรดิมันแข่งอำนาจกันเสมอมา แม้ดินแดนไกลอย่าง 16 ทวีปเล็กที่ทรัพยากรไม่มากเท่า พวกมันก็ยังไม่เว้น" องค์ราชันย์ติงฉีเล่อถอนหายใจ หลังจากบ่นความนัยยืดยาว
"ข้าตัดสินใจแล้วจะเดิมพันข้างผู้ชราลึกลับนั้นเป็นเบี้ยลับแก่เราและราชวงศ์ติงของเราสืบไป"
.
.
.
----- ณ บ้านผู้แซ่จู -----
"ที่เจ้าพูดจริงรึจูอี๋ช่าง" หนึ่งบุรุษที่แลดูวัยกลางคนหากแต่ผมเผ้านั้นกลับขาวโพลน นั่งเก้าอี้ยาวลวดลายวิจิตรแสดงถึงความสูงส่งในบ้านตระกูลจูเหนือผู้ใด
จูอี๋ช่างโค้งกายคำนับก่อนพูดกล่าว "จริงขอรับบรรพชน เรื่องนี้ข้าได้บอกกล่าวพร้อมส่งสารด่วนไปถึงองค์ราชันย์โดยตรงแล้ว นอกจากนั้นหลานยังได้แกล้งบอกใบ้เรื่องนี้แก่พวกตระกูลเกาดูทีท่าของพวกมันว่าล่วงรู้เรื่องของผู้ชราลึกลับหรือไม่ หากแต่ไอ้แซ่เกาแห่งตุลาการสีชาดมันก็แลดูจะไม่รู้ที่มาที่ไปแน่นอน นอกจากนั้นสีหน้าสีตาของมันก็แลดูตกตะลึง คาดว่าผู้มาต้องไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเหล่าจักรพรรดิ์แน่ ส่วนพวกแซ่ซุนที่เป็นสายของเหล่าปราชญ์ หลานยังไม่แน่ใจนัก"
"ในความคิดของเจ้าผู้ชราผู้นั้นแลดูมีนิสัยใจคอเช่นไรจูอี๋ช่าง"
"แม้พื้นเพจะมิรู้ หากแต่การออกหน้าช่วยผู้คนไม่หวังผล นอกจากนั้นคนเหล่านั้นก็เป็นแค่ผู้เดินดิน หากจะบอกว่าหมายแรงศรัทธาก็ดูจะมากเกินไป เหล่าผู้มีระดับบำเพ็ญเหนือตำนานเช่นนี้ มีผู้ใดสนใจออกช่วยเหลือผู้คนหวังแรงศรัทธาจากเหล่าผู้ต่ำต้อยบ้าง มีแต่ใช้ศิษย์และบริวารทำการแทนทั้งนั้น ดังนั้นหากจะพูดว่า ด้วยข้อมูลพื้นฐานที่ได้มา นิสัยใจคอของผู้ชราลึกลับน่าจะเข้าข่ายคนโง่งมในตำนานขอรับ"
บรรพชนแซ่จูหัวเราะเสียงดัง มันดังก้องไปทั่วตำหนักน้อยใหญ่ ก่อนที่ในไม่ช้าจะพูดกล่าว "ฮะฮาฮา ข้าก็หวังว่าในโลกใบนี้จะมีผู้โง่งม ตัวโง่เง่าในตำนานรึ ฮะฮาฮา หากปรากฏจริงๆ ก็ดี ทุกวันนี้ช่างน่าเบื่อหน่าย ไปที่ใดก็ล้วนต้องเล่นละคร แม้แต่องค์ราชันย์ผู้มีระดับบำเพ็ญเหนือตำนานอีกครึ่งก้าวจะเข้าสู่แสวงมรรค ก็ยังต้องเล่นละครลิงร่วมกับข้าเลย" กล่าวจบบรรพชนแซ่จูก็ถอนหายใจ
"จูอี๋ช่างเพราะเจ้าเป็นคนที่ได้พบเจอผู้ชรานั้น ปู่ขอถามเจ้าคำเดียว เราควรวางเดิมพันกับผู้ชรานั้นไหม?"
จูอี๋ช่างยิ้มบางเบาก่อนกล่าวตอบ "ท่านปู่ไม่รู้ทำไมจูอี๋ช่างผู้นี้พอได้พบกับผู้ชรา เลือดลมในครั้งวัยมุทะลุก็ฉีดพล่าน นึกคิดถึงวันวานยามเป็นคนหนุ่มโง่งม และเพราะแบบนั้นเดิมพันครั้งนี้ หากเป็นหลานต้องเล่นหวังกำไลหนักๆ เสียหน่อย"
"เล่นเท่าไรดีถึงจะหวังกำไลหนักๆ ดังที่เจ้าว่ามา" บรรพชนแซ่จูกล่าวถาม
จูอี๋ช่างยิ้มอีกครั้ง "ไม่มากขอรับ หมดตัวมิพอ ต้องกู้เพิ่มเติมมาเดิมพัน อย่างมากหากเสียหายก็แค่สิ้นตระกูล แซ่จูถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์หมื่นชีวิตของบ้านเราต้องดับสูญเท่านั้น" จูอี๋ช่างพูดถึงตรงนี้ก็หัวเราะเบาๆ
บรรพชนแซ่จูก็หัวเราะ ก่อนพูดกล่าว "แล้วหากเล่นได้ละ"
.
.
.
"หมื่นปีต่อจากนี้แซ่จูจะรุ่งเรือน แสนปีต่อจากนี้ลูกหลานจะมั่นคง"
ไม่ช้าบรรพชนแซ่จูก็หัวเราะ ดูท่าการเดิมพันครั้งนี้ดูท่าจะหนักมือกันจริงๆ
หากแต่การเดิมพันนี้คืออะไร และเรื่องอะไรที่ทำให้ทั้งองค์ราชันย์และคนแซ่จูต้องเดิมพัน
.
.
.
ฉินเทียนย่างก้าวแผ่วเบา มาถึงบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งโดยมี 3 บุรุษหลังค่อมเดินนำทางอย่างเรียบร้อยเป็นที่สุด บ้านหลังนี้มันไม่ได้ใหญ่โตนัก มีเพียง 2 ชั้น ลานบ้านปัดกวาดเรียบร้อย ผู้ติดตามบ้านสกุลฟู่ปัจจุบันเหลือเพียง 10 กว่าคนเท่านั้น ค่าใช้จ่ายในมหานครฟ้าอนันตร์นับว่าไม่น้อยเลย
และเมื่อเสียงเปิดประตูบ้านดังขึ้น เสียงเด็กหนุ่มก็ร้องมาแต่ไกล
"ฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่พวกเจ้ากลับมาแล้วรึ ได้โอสถรักษามารดาข้ามารึเปล่า " เสียงเด็กน้อยฟู่เฉิงพูดกล่าว พลางรีบวิ่งมา
หากแต่เมื่อมันวิ่งมาถึง มันได้เห็นย่ำ มันก็คล้ายตกใจ
"ย่ำฟ้า... เจ้า"
ฉินเทียนปรายตามองเด็กน้อย คำพูดเรียกขานตัวมันเช่นนี้หาความสุภาพมีไม่ น้ำเสียงแม้มีความสับสนและตกตะลึง หากแต่ก็ไม่ควรกล่าวนามของมันด้วยวาจาห้วนๆ ไม่สุภาพเช่นนี้ แม้ฉินเทียนจะไม่ถือโกรธเพราะความเยาว์วัย แต่นั่นก็ทำให้มันต้องกำหินอ่านใจในมือของมัน
เสียงของเด็กน้อยฟู่เฉิงนั้นช่างถือดี แถมมีความเคืองแค้นในใจมันหลายส่วน คำถามในใจเด็กน้อยมีมากมาย ถามว่าทำไมท่านไม่ช่วยมารดาข้า ถามว่าทำไมถึงปล่อยให้มารดาข้าต้องลำบาก คำถามในใจทั้งมวลมีแต่ข้อเรียกร้อง
ฉินเทียนจดจ้องเด็กน้อยฟู่เฉิงครู่หนึ่ง
ไม่ช้าฟันต้นก็พูดกล่าว "ท่านเซียนย่ำฟ้าที่นี่แหละขอรับ บ้านเรือนอาจจะเล็กไปเสียหน่อย เพราะเราต้องประหยัดกันมากในมหานครแห่งนี้ หวังว่าท่านเซียนจะเมตตาช่วยเหลือ"
"เจ้ามาที่นี่ทำไมย่ำฟ้า ทั้ง... ทั้งๆ ที่เจ้าควรจะมาตั้งนานแล้ว... ท่านแม่ของข้า ท่านแม่ของข้ากล่าวบูชาเจ้ามาตลอดทั้งๆ ที่นางก็ลำบากนัก หากแต่เจ้า... เจ้าก็ไม่เคยไยดีพวกเราแม้แต่น้อย" ฟู่เฉิงกล่าวคำด้วยความไม่เกรงใจฉินเทียนแม้แต่น้อย
"คุณชาย!!!" ฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่ กล่าวน้ำเสียงเชิงตำหนิคุณชายน้อยของมันพร้อมกัน
"คุณชายท่านหยุดพูดได้แล้ว วันนี้ท่านเซียนย่ำฟ้าอุตส่าห์เมตตามาเพื่อฮูหยิน แค่นี้ก็มากเพียงพอแล้ว อีกอย่างท่านเซียนก็มิได้มีสิ่งใดติดค้างพวกเรา มีแต่พวกเราติดค้างต่อท่าน ร้อยกว่าชีวิตของตระกูลฟู่ก็เป็นท่านช่วยไว้จากกลุ่มโจรป่าท่านจำไม่ได้แล้วรึ"
หากแต่ถึงอย่างนั้นฟู่เฉิงก็ยังกล่าวน้ำเสียงแข็ง "!!!หากแต่มันก็มิได้ช่วยมารดา... ของข้..า.."
พูดกล่าวยังไม่ทันจบคำก็มีเสียงสตรีร้องดังมาแต่ไกล "ฟู่เฉิง หุบปากของเจ้าให้แก่มารดาได้แล้ว" กล่าวจบนางก็รีบย่างกาย แขนข้างหนึ่งมีสาวใช้สตรีประคองร่าง เมื่อเห็นท่านย่ำฟ้ามา สายตาของนางก็แลดูมีความสุขนัก นางโค้งกายคำนับเรียบร้อย ก่อนพูดกล่าว "ท่านเซียนย่ำฟ้า ฟู่เหยียนมิได้สั่งสอนบุตรให้ดีขอท่านเซียนเมตตาให้อภัยฟู่เฉิงที่ยังเด็กมิรู้ความด้วยเถอะเจ้าค่ะ"
ฉินเทียนที่อยู่ในร่างย่ำฟ้าพยักหน้ารับ ในใจมันมิได้มีมิชฉาทิฐิต่อเด็กน้อยเลย แถมตัวมันยังเข้าใจความรู้สึกอีกหลายส่วน ทั้งหมดที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเด็กน้อยรักมารดาของมันมาก ทางออกเดียวที่มันคิดออกก็คือย่ำฟ้า หากแต่ย่ำฟ้าก็มิเคยมา... ฉินเทียนเข้าใจในตัวมัน
"เหนื่อยหน่อยนะฟู่เหยียน อาการตอนนี้เป็นเช่นไร"
"ดีมากแล้วเจ้าค่ะท่านเซียน" ฟู่เหยียนยิ้มแย้มกล่าวตอบ
ฉินเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย อีกไม่กี่สิบวันจะตายเนี่ยนะดีแล้ว ฉินเทียนก็ได้แต่ยิ้มเยาะนางในใจ หากแต่มิใช่การยิ้มเยาะดูแคลน หากแต่สงสารนาง หัวใจของความเป็นมารดาของนางช่างหนักแน่นน่านับถือนัก ไม่ช้าฉินเทียนก็หัวเราะเบาๆ ออกมา พร้อมพูดกล่าวงั้นรึงั้นรึ ซ้ำไปซ้ำมาสองสามครั้ง
"ท่านเซียนบ้านช่องของฟู่เหยียนช่างคับแคบหวังว่าท่านเซียนจะไม่ถือสา และให้เกียรติฟู่เหยียนได้ต้อนรับท่านด้วยเถอะเจ้าคะ" ฟู่เหยียนทำมือเชื้อเชิญ
ฉินเทียนพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านเรือน
หากแต่ก่อนที่จะได้ก้าวเข้าบ้าน เด็กน้อยฟู่เฉิงก็พูดกล่าว พร้อมร้องไห้ "ทำไมท่านมิได้มาช่วยพวกเรา ที่เมืองพยัคฆ์ขาวท่านพ่อของข้า..." พูดกล่าวไปมันก็ร้องไห้ไป
ฟู่เหยียนหันมองก่อนจะจดจ้องอย่างตำหนิพร้อมกล่าววาจาเสียงดัง "ฟู่เฉิงเหตุใดเจ้าจึงกล่าววาจาไม่ควรต่อท่านเซียนเช่นนี้"
"ทำไมข้าจะพูดไม่ได้ท่านแม่ ก็เพราะมันไม่เคยมาช่วยเหลือพวกเรา ทั้งที่พวกเราก็ต่างมีป้ายบูชานับถือมัน หากแต่มันเคยเหลียวแลพวกเราไม่ หากมันยื่นมือมาช่วยพวกเราสักนิด ท่านพ่อ... ท่านพ่อก็คงไม่ตาย ท่านแม่กับข้าก็คงไม่ต้องถูกขัง จนท่านแม่ต้องมีร่างกายเจ็บป่วยอมโรคเช่นนี้"
!!!เพี๊ยะ เสียงตบหน้าดังลั่น
ฟู่เหยียนทนไม่ได้อีกต่อไป ไม่ช้านางก็พูดกล่าว "ฟู่เฉิงเจ้าเป็นบุรุษเพศหรือไม่ เหตุใดจึงไม่เคยฟังคำสั่งสอนของผู้เป็นมารดา นักรบกล้าหากหวาดกลัวความตายก็ไม่ควรเป็น ผู้ถือคุณธรรมมิควรกล่าวติเตียนผู้มีคุณ ท่านย่ำฟ้าเคยช่วยชีวิตพวกเราแม่ลูกกับคนตระกูลฟู่ร้อยกว่าชีวิต เจ้าจำไม่ได้แล้วรึ"
ฟู่เฉิงจดจ้องมองฟู่เหยียน มันพูดกล่าว "หากแต่เราก็ตั้งป้ายบูชามัน จุดธูปเทียนนับถือมัน"
!!!เพี๊ยะ เสียงตบหน้าดังลั่นอีกครั้ง
"โง่งม โง่งมที่สุดป้ายบูชาที่ข้ามี ธูปเทียนที่ข้าจุดบูชาล้วนย่อมเป็นสิ่งสมควร เจ้าจำมิได้รึท่านเซียนย่ำฟ้าเคยกล่าวกับเราว่ากะไร ท่านมิได้คาดหวังการบูชา มิได้หวังกลิ่นธูปเทียนจากเรา หากแต่ถ้าพวกเรามีศรัทธาต่อท่าน ท่านหวังเพียงหัวใจที่แท้จริง เหตุใดเรื่องแค่นี้เจ้าจึงลืมเลื่อน พร้อมทำตัวเป็นคนทรามกล่าวโทษผู้อื่น ทั้งๆ ที่ชะตาชีวิตของเราก็ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเรา"
ฟู่เฉิงร้องไห้...
ในใจมันขบคิด...
ไม่ช้ามันก็มองจ้องไปที่ย่ำฟ้า...
ฉินเทียนหลับตานิ่งครู่หนึ่งจากนั้นจึงพูดกล่าว
.
.
.
"ในเมืองพยัคฆ์ขาว เราได้ส่งศิษย์เยาว์วัยของเราแซ่ฉินไปช่วยเหลือพวกเจ้าจากบ่วงกรรม สังหารหมู่มารพดุงธรรม ฟู่เฉิงเด็กน้อยท่านปู่ชราผู้นี้ถามเจ้าเพียงหนึ่งคำถาม และคำถามนี้ปู่อยากให้ตัวเจ้านำไปถามตัวเองตลอดชีวิตพร้อมขบคิด"
"ชะตาชีวิตของคนผู้หนึ่งนั้น อยู่ในมือของตนเองหรือเพราะฟ้าลิขิตสวรรค์สั่ง"
"ยามเมื่อเจ้าทุกข์ตรมไม่ได้สิ่งสมจิตปรารถนา เจ้าจะโทษฟ้าดิน กล่าวโทษเทพเซียน หรือจะกล่าวโทษตัวเองดี"
"หากเจ้าคิดว่าชะตาชีวิตถูกลิขิตด้วยฟ้า ยากสิ่งใดมิสมจิตเจตนาก็กล่าวโทษฟ้าดิน นับจากนี้ไปเมื่อยามเจอเราย่ำฟ้าจงไปให้ไกลจากหน้าเราเสีย เจ้าคือคนต่ำคน ทรามเกินที่จะอยู่ต่อหน้าเรา"
"หากแต่ถ้าวันนี้เจ้ารู้ผิดและแก้ไข วันหน้าชะตามี ฟ้าใหญ่แผ่นดินกว้าง หากเจ้าหวังก็มีสิทธิ์ได้ครอบครองมัน"
.
.
.
"มิใช่เพราะฟ้าดินหรือสวรรค์สั่ง หากแต่เป็นเพราะสองมือเจ้ากระทำ สองเท้าเจ้าก้าวเดิน"
"ฟ้าดินสวรรค์สั่ง หรือจะสู้สองมือสองเท้าเจ้าลิขิตเอง"
"ฟู่เฉิงเด็กน้อยจงนำคำพูดของปู่ชราผู้นี้ไปขบคิดเถอะ"
.
.
.
ห้องหับเงียบงันคนทั้งหลายต่างขบคิด