จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 89 จี๋หลินเฟิงเทียน Re

            ผมคือจี๋หลินเฟิงเทียน  แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนตระกูลจี๋หลิน  แต่ผมเป็นลูกที่เกิดจากเจ้าตระกูลอย่างจี๋หลินเวิ่นเทียนกับสาวใช้ที่ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งคนในตระกูล  


            แม่ของผมเป็นอนุภรรยาคนที่ 4 ที่มีศักดิ์ต่ำสุด  นอกจากนี้ยังไม่ได้รับความเคารพจากคนในตระกูลอีกด้วย


            ธรรมเนียมของตระกูลจี๋หลินนั้นจะแต่งภรรยาเข้าตระกูลจากหญิงสาวตระกูลใหญ่ในความปกครองของตำหนักเทพกิเลน  แต่วันนั้นเจ้าตำหนักเมาเพราะดื่มหนักมาก  สาเหตุมาจากจี๋หลินเส้าเทียนที่เป็นลูกชายคนเดียวของเจ้าตำหนักไม่สนใจการฝึกยุทธ์  ซ้ำยังเอาแต่เที่ยวเล่น  ไม่ว่าท่านเจ้าตำหนักจะบังคับยังไง  ลูกชายของเขาก็ทำแบบขอไปที  ทำให้ในกลุ่มทายาทของตำหนักเทพต่าง ๆ จี๋หลินเส้าเทียนเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด


            ในคืนนั้น  แม่ของผมที่เป็นบ่าวรับใช้ต้องอยู่ปรนนิบัติเจ้าตำหนัก  เจ้าตำหนักจึงระบายความเครียดโดยการลากแม่ของผมขึ้นเตียง  เสร็จกิจแล้วเจ้าตำหนักก็หลับไป  ส่วนแม่ของผมก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากห้องของเจ้าตำหนัก  หลังจากนั้นแม่ของผมก็ตั้งท้องผมขึ้นมา  เมื่อเรื่องรู้ถึงจี๋หลินเวิ่นเทียน  เขารับแม่ของผมเป็นอนุภรรยาทันทีเพื่อรับผิดชอบในสิ่งที่เขากระทำ  เพียงแต่ผู้อาวุโสกับคนในตระกูลไม่เห็นด้วย  ถึงอย่างนั้นท่านเจ้าตำหนักก็ยังคงยืนกรานหนักแน่นว่า


            “ลูกผู้ชาย  กล้าทำกล้ารับ  ได้เสียกับสตรีแล้วไม่รับผิดชอบยังจะนับเป็นลูกผู้ชายได้อีกรึ” คำกล่าวนี้แม่ของผมได้บอกเล่าให้ผมฟังหลายครั้ง  เพื่อให้ผมสำนึกบุญคุณของเจ้าตำหนักที่มีความรับผิดชอบและมีคุณธรรมมากกว่าใครในตระกูลจี๋หลิน


            เมื่อผมเกิดมา  แม่ผมเลี้ยงดูผมอย่างดี  เจ้าตำหนักได้ให้ทั้งอาหารรสเลิศ  เสื้อผ้าชั้นดี  รวมถึงโอสถลมปราณและอาจารย์ฝึกสอนให้กับผม  แต่ทุกอย่างมันเริ่มแย่ลงเมื่อผมพบว่าตนเองไม่ว่าจะฝึกเท่าไหร่  ก็ไม่สามารถทะลวงสู่ระดับปราณแท้จริงได้  ท่านเจ้าตำหนักได้ลองให้หมอประจำตระกูลตรวจ  สิ่งที่ระบุได้มีเพียงอย่างเดียวคือตันเถียนของผมพิการ


            หลังจากนั้นผมคิดว่าท่านเจ้าตำหนักจะไม่มาหาผมกับแม่อีก  รวมถึงสิ่งของต่าง ๆ ก็จะถูกริบกลับไป  แต่ไม่ใช่เลย  ท่านยังคงทำตัวคงเส้นคงวาเสมอ  ยังคอยให้ความรักและความอบอุ่นในฐานะพ่อของผมเป็นอย่างดี  


            เมื่อเติบโตขึ้นจนต้องไปฝึกรวมกับทายาทคนอื่น ๆ และคนในตระกูล  นั่นทำให้ผมรู้สถานะของตนเองว่าอยู่ตรงไหนในตระกูล  ผมถูกกลั่นแกล้ง  ถูกทำร้ายร่างกาย  เมื่อผมบอกเรื่องนี้กับเจ้าตำหนักที่เป็นพ่อของผมท่านกล่าวว่า


            “ลูกต้องพยายามเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น  เมื่อแข็งแกร่งขึ้นก็จะไม่มีใครทำอันตรายลูกได้  แม้ตันเถียนของลูกจะพิการ  แต่ร่างกายไม่ว่าจะแขนหรือขา  รวมถึงใจของลูกไม่ได้พิการไปด้วย  จำเอาไว้  ไม่ต้องไปสนใจคนพวกนั้น  จากนี้ไปพ่อจะให้ลูกฝึกอยู่ในเรือนแห่งนี้เท่านั้น  พ่อจะส่งคนที่พ่อไว้ใจมาทำการสอนลูก และคนคุ้มกันที่วางตัวเป็นกลาง  หากไม่มีคำสั่งจากพ่อ  จะไม่มีใครทำอะไรลูกกับแม่ของลูกได้  ส่วนเรื่องที่ต้องไปกินข้าวรวมกับคนอื่น ๆ ลูกกับแม่ของลูกไม่ต้องไป  คนพวกนั้นมีแต่จะคอยจิกกัดกันบนโต๊ะอาหาร  หากลูกไปตัวลูกจะตกเป็นเป้าของคนเหล่านั้น  หลังพ่อร่วมมื้อเย็นกับคนอื่นแล้ว  พ่อจะมาอยู่ดูลูกกับแม่ทานข้าว  ที่พ่อเป็นห่วงมีเพียงอย่างเดียว  หากไม่มีพ่อ  เส้าเทียนกับผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ไม่เก็บลูกเอาไว้แน่  ลูกต้องพยายามให้มากขึ้นเข้าใจไหม  ถึงจะไม่ก้าวหน้า  แต่จงแสดงความเพียร  ความตั้งใจให้ผู้อาวุโสคนอื่นเห็น” 


            เขาเอามือลูบหัวผม และกอดผมโดยไม่มีท่าทางเย็นชาแม้แต่น้อย  ดังนั้นเมื่อพ่อยังอยู่  เขาจะทุ่มทรัพยากรมาให้กับผมทั้งหมด  เพื่อให้ผมแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองในยามที่ไม่มีเขาอยู่  แต่ผ่านมาหลายปีผมก็ยังไม่สามารถทะลวงด่านปราณแท้จริงได้สักที


            ชีวิตผมยิ่งแย่กว่าเดิมเมื่อผมต้องไปโรงเรียน  ผมถูกลูกของภรรยาคนอื่นทำร้ายมาโดยตลอด และตอนนี้ผมในวัย 15 ปีกำลังนอนอยู่บนเตียง  โดยมีแม่ของผมกำลังใช้ยาทาบริเวณที่เป็นแผลฟกช้ำจากการโดนทำร้าย  น้ำตาของแม่หยดลงมาโดนมือของผม  หยดแล้วหยดเล่า


            “ขอโทษนะครับแม่  ถ้าผมไม่อ่อนแอ  ก็คงไม่เจ็บตัวจนทำให้แม่เป็นทุกข์แบบนี้”  เมื่อผมพูดไปอย่างนั้น  แม่ของผมยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก


            “เช่นนั้นเจ้าอยากหลุดพ้นจากการถูกมองว่าเป็นขยะของตระกูลรึเปล่าล่ะ” เสียงชายหนุ่มดังขึ้น  ผมรีบลุกขึ้นมาแล้วกอดแม่ตัวเองไว้แน่น  ทำไมถึงมีคนเข้ามาได้  พวกคนของท่านพ่อแต่ละคนแข็งแกร่งมากทำไมถึงมีคนฝ่าเข้ามาโดยที่คนเฝ้าข้างนอกไม่รู้เรื่อง


            “แกเป็นใคร  ต้องการอะไรกันแน่” ผมถามออกไป  ฉับพลันตรงหน้าผมปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดวอร์มสีดำเดินเข้ามาหาผมกับแม่


            “ชื่อของเราคืออวี้กง  เจ้าเคยได้ยินรึเปล่า” ชายหนุ่มลึกลับถามผม


            “อวี้กง......หรือว่าท่านคือเทพกระบี่” ผมจำชื่อนี้ได้  ในตอนที่ท่านพ่อไปงานประมูลคราวก่อน  เขาเล่าให้ผมฟังว่ามีคนที่สามารถทำให้อู่กุยหลงจินกระเด็นได้ในกระบวนท่าเดียว  คน ๆ นั้นมีนามว่า  เทพกระบี่อวี้กง


            “ใช่แล้ว  ข้าจะถามอีกครั้ง  อยากหลุดพ้นจากคำที่ทุกคนกล่าวหาเจ้าว่าเป็นขยะรึเปล่า” อวี้กงถามผม


            “แน่นอนครับ  แต่....ตันเถียนผมพิการ  ผมไม่สามารถทะลวงสู่ปราณแท้จริงได้” ใช่แล้ว  เขาเป็นเทพกระบี่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์และร่างกายที่สมบูรณ์  จะช่วยอะไรคนพิการอย่างผมได้กันล่ะ


            “ยื่นมือมา” อวี้กงบอกผม  แม้จะสงสัยแต่ผมก็ยื่นมือไปให้เขา  ด้วยความอยากรู้ว่าเขาจะทำอะไร  เขาจับไปที่เส้นชีพจรของผม  สีหน้าของเขาราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนที่เขาจะยกยิ้มขึ้น


            “ท่านยิ้มทำไมหรือครับ” ผมถาม


            “ตันเถียนของเจ้าไม่ได้พิการ  แต่มันพิเศษต่างหาก  เจ้ามีตันเถียน 2 ที่  ขณะที่คนอื่นมีเพียงที่เดียว  สาเหตุที่ฝึกฝนได้ช้ามาจากพลังของตันเถียนที่เจ้าใช้กักเก็บลมปราณ  ถูกตันเถียนที่ 2 ดึงเอาไป  ประกอบกับโอสถที่ใช้ไม่มีคุณภาพ  ทำให้เจ้าก้าวหน้าช้ากว่าคนอื่นมากจนถูกมองว่าเป็นขยะของตระกูลยังไงล่ะ” อวี้กงอธิบายสาเหตุ  นั่นทำให้ผมรู้สึกเหมือนเห็นได้เห็นความหวัง


            คำพูดของเขาราวกับช่วยจุดไฟแห่งความหวังของผมขึ้นมาอีกครั้ง  หากเขารู้เกี่ยวกับมัน  นั่นหมายความว่าเขามีวิธีแก้ไขปัญหานี้


            “ผมต้องทำยังไง  ได้โปรด  ช่วยผมด้วย  ผมอยากแข็งแกร่ง  เพื่อปกป้องแม่และตัวของผมเอง  ได้โปรด” ผมเอ่ยปากขอร้องเทพกระบี่ไปแล้ว  ไม่รู้ว่าเขาจะช่วยผมไหมนะ


            “มี 2 สิ่งที่เจ้าสามารถตอบแทนเราได้  อย่างแรกกราบเราเป็นอาจารย์  เจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งของเราอย่างเคร่งครัด  ไม่อย่างนั้นเจ้าได้ตายระหว่างบ่มเพาะแน่  ส่วนอย่างที่ 2 หลังจากเจ้าสามารถทะลวงชั้นพลังปราณได้แล้ว  ต้องทำงานโดยการให้ข้อมูลของตำหนักเทพกิเลนที่เราอยากรู้ทุกครั้งที่มีการร้องขอ  เราไม่ได้ให้เจ้ทรยศตระกูลหรือพ่อของเจ้า  แค่สังเกตความเคลื่อนไหวของตระกูลเจ้าเท่านั้น” ท่านอวี้กงได้บอกเงื่อนไขที่จะรับผมเป็นศิษย์ออกมา


            ผมหันไปหาแม่  พวกเราคุยกันนิดหน่อย  ก่อนที่ผมจะเดินไปที่โต๊ะ  รินน้ำชาพร้อมกับเดินไปหาเทพกระบี่  ก่อนจะคุกเข่าลง  ยกจอกน้ำชาขึ้นแล้วส่งให้กับเขา  เมื่อเขารับไปดื่ม  ผมก็ก้มกราบเขาให้เป็นอาจารย์ของผม


            “ดีมาก  ต่อไปนี้เจ้าเป็นศิษย์ของเราแล้ว  ตอนนี้เจ้ากับแม่ของเจ้ามานั่งที่เก้าอี้ตรงนี้” ท่านอวี้กงผายมือไปที่เก้าอี้


            “แม่ของผมด้วยเหรอ  ทำไมล่ะ” ผมถามด้วยความสงสัย


            “แม่ของเจ้ถูกพิษ  เจ้าไม่สังเกตเหรอว่าช่วงนี้นางมักจะเหนื่อยง่าย  หน้ามืดบ่อย  ปากซีด  ผมร่วงค่อนข้างมาก  พิษที่ได้รับคงเป็นกะให้ตายแบบผ่อนส่ง  ในเมื่อแม่ของลูกศิษย์  เราก็ต้องช่วย” ผมไม่คิดว่าท่านอวี้กงจะใส่ใจเรื่องนี้ด้วย


            “แล้วต้องถอดเสื้อรึเปล่าคะ” แม่ของผมถามออกไป


            “ไม่ต้อง  พวกหมอที่ให้ถอดเสื้อส่วนใหญ่ก็เพื่อให้ตัวเองเห็นจุดที่จะฝั่งเข็มง่ายขึ้น  แต่สำหรับเราของแบบนั้นมันไม่จำเป็น” ท่านอวี้กงไม่พูดเปล่า  เขาเรียกเอาชุดฝังเข็มออกมา 2 ชุดจากอากาศที่บิดเบี้ยว


            “เริ่มจากเจ้าก่อน” ท่านอวี้กงจัดการนำเข็มฝังลงไปตามจุดต่าง ๆ ของผมอย่างรวดเร็วจนผมไม่รู้สึกเลยสักนิด


            “จากนั้นให้เจ้าโคจรลมปราณของตัวเองไปก่อน  ไม่ว่าจุดที่ฝังเข็มจะมีอะไรไหลออกมา  ไม่ต้องไปสนใจ  ให้ทำต่อไปเรื่อย” ท่านอวี้กงพูดจบเขาก็หันไปหาแม่ของผม  แล้วทำการฝังเข็มให้ทันที


            “เจ้ากินโอสถนี้แล้วโคจรปราณเพื่อดูดซับมัน  จากนั้นโคจรปราณไปทั่วทั้งร่าง  เพื่อให้โอสถที่ดูดซับเข้าไปช่วยขับพิษออกมาให้” ท่านอวี้กงยื่นโอสถให้แม่ของผม


            ผมกับแม่ทำตามที่ท่านอวี้กงบอก  ไม่นานผมพบว่าตามจุดที่เข็มฝังอยู่เริ่มมีของเหลวสีดำไหลออกมาจากตัวของผม  นอกจากนี้ยังมีควันลอยออกมาส่งกลิ่นเหม็น  ฝั่งแม่ของผมนั้นมีของเหลวสีดำออกมาเช่นเดียวกันเพียงแต่มันมีปริมาณมากกว่าของผมหลายเท่าทีเดียว


            “เฟิงเทียน  สิ่งเหล่านี้คือของเสียที่อยู่ในตัวเจ้ามาตลอด 15 ปีตั้งแต่เจ้าเกิด  ขับมันออกมาให้หมด  ด้วยความเร็วขนาดนี้คาดว่าก่อน 6 โมงเช้าคงจะสามารถขับพวกมันออกมาได้หมด” ท่านอวี้กงพูดไปพลางก็หยิบเอาขวดโอสถที่ผมวางไว้ออกมาเปิดดูทีละขวด  ก่อนจะรวบพวกมันทั้งหมดมาวางไว้บนโต๊ะแล้วเทมันออกมาแล้วแยกชนิดเอาไว้


            “ท่านจะทำอะไรครับ” ผมถาม


            “โอสถพวกนี้อย่าได้ใช้อีก  ในนี้มียาพิษเจืออยู่  เจ้ากับแม่ของเจ้าถูกวางยาพิษด้วยกันทั้งคู่  คิดว่าผู้อาวุโสหอโอสถของตำหนักเทพกิเลนคงไม่ชอบหน้าเจ้ากับแม่เท่าไหร่  ถึงได้ทำแบบนี้” ท่านอวี้กงทำการเขียนวิธีตรวจพิษที่อยู่ในโอสถแล้วนำมาวางไว้ตรงหน้าผม


            “ให้จี๋หลินเวิ่นเทียน  พ่อของเจ้าจัดการกับผู้อาวุโสคนนี้ซะ  เท่าที่รู้ตามกฎของตระกูลใหญ่ส่วนมาก  หากวางยาพิษคนในตระกูลถือว่าเป็นกบฏ  ยิ่งเป็นทายาทเจ้าตำหนักด้วยแล้วยิ่งละเว้นไม่ได้  ที่เหลือเจ้าคงคิดเองได้สินะ หึหึ” ท่านอวี้กงยิ้มและหัวเราะในลำคอ


            ผมคิดตามที่ท่านอวี้กงพูด  เท่าที่ผมรู้ผู้อาวุโสที่ดูแลหอโอสถเป็นคนของแม่ใหญ่ หรือภรรยาเอกของท่านพ่อ  หากกำจัดได้  โอกาสที่เส้าเทียนจะขึ้นครองตำแหน่งประมุขก็จะลดลง  ไม่คิดเลยว่าโอกาสดี ๆ แบบนี้จะตกมาถึงผม  ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ซะแล้ว


            “ศิษย์ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะ  ศิษย์พอจะรู้แล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป” ผมกล่าวออกไป ก่อนจะเห็นท่านอวี้กงนั่งลงมองพวกเรา 2 แม่ลูก  จนเวลาล่วงเลยถึงช่วงตี 5 กว่า  ผมสังเกตเห็นว่าท่านอวี้กงเดินมาที่พวกเราจากนั้นเพียงโบกมือครั้งเดียว  เข็มเงินทั้งหมดก็ถูกถอนออกจนหมด


            “รับขวดนี้ไว้  เจ้ากับแม่ของเจ้าต้องเลิกกินอาหารตามปกติ” ท่านอวี้กงยื่นขวดที่ค่อนข้างใหญ่ขวดหนึ่งมาให้ผม


            “มันคืออะไรครับ” ผมถามท่านอวี้กงไป


            “อาหารลมปราณขั้นสูง  เมื่อทานแล้วจะไม่เกิดสิ่งสกปรกตกค้างในร่างกาย  และที่ห้ามกินอาหารตามปกติเพื่อป้องกันไว้เผื่ออาหารที่กินทุกวันมีพิษเจือปน  เพราะเท่าที่รู้เจ้าตำหนักจะมาร่วมโต๊ะกับพวกเจ้า  แต่ไม่ได้กินมันเข้าไปด้วย  มีโอกาสเป็นไปได้มากที่ภรรยาคนอื่นจะสั่งให้คนครัววางยาพิษลงในอาหาร  แล้วรับนี่ไปด้วยขวดหนึ่งเป็นยาถอนพิษร้อยแปด  หากต้องกินอาหารต่อหน้าจี๋หลินเวิ่นเทียน  หลังทานแล้วให้กินยานี้แล้วเดินลมปราณ  มันจะช่วยขับพิษออกมาทางผิวหนังทันที  เป็นไปได้เก็บอาหารส่วนหนึ่งไว้ด้วย  เราจะมาตรวจให้ทีหลัง” ขวดกระเบื้องอีก 1 ขวดถูกวางไว้ที่โต๊ะตรงหน้าผมกับแม่


            “แล้วเรื่องตันเถียนของผมละครับ” ผมถาม


            “รอให้พิษของเจ้าถูกขับออกมาหมดก่อน  หลังจากนั้นเราจะสอนเคล็ดบ่มเพาะให้  เราจะผลักดันให้เจ้าได้กลายเป็นเจ้าตำหนักรุ่นถัดไปเอง” ท่านอวี้กงยกยิ้มขึ้นก่อนที่เขาจะหายตัวไปต่อหน้าของผมกับแม่


            ที่ห้องของไป่ฉี

            จิตของไป่ฉีได้กลับเข้ามายังร่างเหมือนเดิมแล้ว  เขายิ้มอย่างพึงพอใจ  จากที่ลองอ่านความทรงจำ  ทำให้รู้ว่าจี๋หลินเฟิงเทียนเป็นคนที่ซื่อสัตย์และกตัญญูอย่างมาก  หากการไปครั้งนี้เขาตรวจความทรงจำกับความนึกคิดแล้วพบว่าเป็นคนอกตัญญูล่ะก็  เขาก็จะปล่อยให้กลายเป็นขยะอย่างนั้นต่อไปโดยไม่คิดช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น


            “ดูจากกำหนดการณ์แล้ว  ถ้าฝึกเจ้าเด็กนี่ตอนนี้  คงจะทันได้แสดงฝีมือในงานประลองที่สมาคมการค้าตะวันจันทราจัดขึ้นแน่ ๆ” ไป่ฉีกำลังดีใจที่แผนการขั้นแรกสำเร็จไปเรียบร้อย  แผนการของเขาคือทำการเปลี่ยนขยะในตระกูลที่มีความซื่อสัตย์และกตัญญูให้ได้รับโอกาสขึ้นเป็นผู้มีอำนาจในตำหนักเทพ  ส่วนตัวเขาก็คอยชักใยอยู่เบื้องหลังในเงามืด  เพื่อระวังภัยให้ตัวเองและคนรู้จัก ไม่ให้ข้องเกี่ยวกับคนพวกนี้

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786