ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 22 ศาสตร์ลับโบราณและโอสถจักรพรรดิปราชญ์

    จี๋ฮ่าวนางจ้องมองเม็ดยาตรงหน้าด้วยความสนใจ เพียงแค่กลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมาแตะจมูก ก็สามารถทำให้สภาวะสมองและจิตใจรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์แล้ว และด้วยคุณสมบัติที่ว่ามาเหล่านี้ก็พอจะทำให้นางมั่นใจได้เลยว่า สิ่งนี้จะต้องเป็นเม็ดยาล้ำค่าที่แม้แต่เทพเซียนก็ต้องการลิ้มลอง เพราะนางมีชีวิตยาวนานมานับหลายพันปี ก็เพิ่งจะเคยพบเห็นโอสถวิเศษในระดับนี้เช่นกัน
    ด้านหยูเฟยยังคงนั่งลอบมองท่าทีทุกกระเบียดนิ้วที่จี๋ฮ่าวแสดงออกด้วยความพอใจ ก่อนกล่าวเสริมขึ้นมาว่า “สิ่งนี้เราเรียกมันว่า <โอสถจักรพรรดิปราชญ์> คุณสมบัติของมันก็คือการแปรเปลี่ยนประสบการณ์และกระตุ้นความรู้ความเข้าใจของผู้ใช้มาเร่งเป็นพลังฝึกฝนโดยตรง”
    “ส่วนผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้ ทั้งประสบการณ์ความรู้ สติปัญญาในการตีความ ด้วยเหตุนี้แม้ว่าโอสถจะล้ำค่าเพียงใด ผลลัพธ์ของมันกลับขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เป็นหลักอยู่ดี…”
    “หากเจ้าไม่รังเกียจ ยาเม็ดนี้ถือว่าข้ามอบให้เจ้าเป็นของขวัญก็แล้วกัน” จ้าวเฟิงที่เห็นท่าทางของจี๋ฮ่าวก็เดาได้ว่านางสนใจโอสถเม็ดนี้ไม่มากก็น้อยเลยคิดว่าจะใช้มันซื้อใจนาง
    จี๋ฮ่าวมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ภายในใจก็นึกไปว่า ‘เจ้าพวกหมูน่ารังเกียจ กล้านำของล้ำค่าเช่นนี้มาล่อลวงคนอย่างข้า’
    แม้ว่าในใจจะอยากได้มันเพียงใด แต่ก็ไม่อาจรับไว้ได้ เพราะเดิมนางก็เป็นพวกไม่ชอบรับสิ่งของจากผู้อื่นเท่าใดนัก ยิ่งคนแปลกหน้าแล้วนางก็ยิ่งไม่สบายใจที่จะรับ “พวกเจ้าเก็บมันไว้เถอะ ข้าไม่ชอบติดค้างหนี้น้ำใจผู้ใด”
    ทั้งสามที่ได้ยินคำตอบของจี๋ฮ่าวก็ถึงกับตกตะลึง เพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมี NPC คนใดที่สามารถทนความยั่วยวนของโอสถชนิดนี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว 
    ‘แต่ทว่าแม่นางผู้นี้กลับมีจิตใจเด็ดเดี่ยวนัก หรือไม่ก็แค่วางท่าไปอย่างนั้นกันนะ?’ เพราะต่อให้เป็นพวกเขาทั้งสามเอง ก็ยังไม่สามารถปฏิเสธความเย้ายวนในครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นมันแม้แต่น้อย
    “เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ” จ้าวเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกชื่นชมอีกฝ่ายจากใจจริง จี๋ฮ่าวไม่สนใจคำชมจากอีกฝ่าย เพราะในตอนนี้สิ่งที่นางต้องการรู้ ก็รู้หมดแล้ว ดังนั้นนางจึงต้องการที่จะรีบจบเรื่องราวนี้ให้เร็วที่สุด จึงเอ่ยตัดบทตรงๆ ไปว่า
    “เอาล่ะ ในเมื่อสิ่งที่ข้าอยากรู้พวกเจ้าก็บอกข้าแล้ว เรื่องที่พวกเจ้าอยากรู้ข้าเองก็จะบอกให้โดยไม่ปิดบังก็แล้วกัน...”
    จี๋ฮ่าวแกล้งตีหน้าซื่อพูดกลับไปว่า “เช่นนั้นพวกเจ้าก็มาช้าไปก้าวหนึ่ง  เพราะก่อนหน้านี้จักรพรรดิมารได้แย่งมันไปจากข้าเสียแล้ว หากเจ้าต้องการล่ะก็ ลองไปตามหามันดูที่ทวีปมืดสิ” จี๋ฮ่าวยกไหล่ทั้งสองข้างและแบมือตอบ
    แน่นอนว่าที่จี๋ฮ่าวโกหกออกไปเช่นนั้น เป็นเพราะต้องการจะหาทางยืมมือคนแก้แค้นจักรพรรดิมาร
    “เจ้าโกหก!” ฉินซินที่นั่งนิ่งเงียบมานาน จู่ ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นทักท้วง ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ศาสตร์ทำนายของข้าไม่เคยผิดพลาด คัมภีร์นั่นอยู่ที่เจ้า”
    จี๋ฮ่าวหรี่ตามองนางด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่าจะมาได้ยินมนุษย์ผู้หนึ่งพูดถึงศาสตร์แห่งการทำนายนี้เข้า แต่ถ้าหากว่าเป็นจริงอย่างที่นางพูด นั่นก็หมายความว่าพวกนางกำลังล่วงเกินอย่างไม่น่าให้อภัย กล้าใช้ศาสตร์โบราณติดตามตนเอง “เปรี๊ยะ!!” เสียงโต๊ะอาหารที่พวกเขานั่งอยู่แตกร้าวก่อนจะพังเป็นสองส่วนหักร่วงลงกับพื้นดังตึง ในขณะที่จี๋ฮ่าวเพียงวางมือเบาๆ ลงบนโต๊ะ จี๋ฮ่าวใช้สายตาและแสดงท่าทางไม่เป็นมิตรออกมาในทันที บรรยากาศที่นางปลดปล่อยออกมากดดันทั้งสามคนจนไม่อาจลุกขึ้นจากเก้าอี้ได้เลย คนแรกที่ทนไม่ไหวจนกระอักเลือดออกมาคำโตก็คือฉินซิน
    “อึก!” ทั้งสามคนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ ๆ จี๋ฮ่าวถึงได้เปลี่ยนท่าทีจากที่เป็นมิตร กลายเป็นลงมือด้วยความรุนแรงเช่นนี้ 
    แม้ว่าทั้งสามอยากจะเอ่ยคำพูดออกมาแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเขาทั้งสาม ถูกพลังไร้สภาพบางอย่างบีบอัดตนเองไว้รอบด้านจนไม่สามารถขยับได้ แม้กระทั่งการหายใจก็ยังทำได้ลำบาก
    “ศาสตร์ทำนายที่น่ารังเกียจ เป็นเพราะมันถึงทำให้ชีวิตของข้าไม่สงบสุขเสียที!!”
    จี๋ฮ่าวเอ่ยเสียงขุ่น นางรวบรวมสมาธิใช้พลังจิตวิญญาณจ้องมองไปยังเหนือศีรษะของตนเอง พบว่ามีเส้นใยสีขาวบางเบา กำลังเชื่อมโยงดวงจิตนางกับฉินซินเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งนี่คือสาเหตุที่จี๋ฮ่าวเกิดโทสะและลงมืออย่างรุนแรงแก่พวกเขา เพราะนี่คือศาสตร์ทำนายโชคชะตาชั้นสูง ที่จักรพรรดิมารเคยกล่าวถึงและแสดงให้นางดูเมื่อนานมาแล้ว อีกทั้งยังเคยกล่าวเตือนให้นางระวังมันเอาไว้ด้วย
    นางจำได้เป็นอย่างดีเลยว่า วิชาเหล่านี้มีเพียงเหล่าเทพเซียนเท่านั้นถึงจะสามารถรู้เคล็ดวิชาและศึกษาจนใช้มันออกมาได้ แต่เมื่อจี๋ฮ่าวหันกลับไปมองทั้ง 3 อย่างพิจารณาอีกครั้ง ก็พบจุดที่ไม่สมเหตุสมผลหลายอย่าง อีกทั้งพลังของทั้งสามเองก็ไม่ได้สูงล้ำ แล้วเหตุใดถึงรู้จักศาสตร์ลึกลับแขนงนี้ได้?
    “มิน่า...พวกเจ้าถึงได้มั่นใจนัก” ทันทีที่จี๋ฮ่าวพูดจบ นางก็ลงมือ คว้าไปยังเส้นด้ายที่เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของตนเองและฉินซินเข้า
    ในขณะเดียวกันที่ฉินซินเห็นลืมตามองเขาด้วยความตกใจ ตะโกนร้องเสียงหลง “เป็นไปไม่ได้ ทำไมเจ้าเองก็รู้จักศาสตร์นี้ด้วย?” ฉินซินนึกไม่ถึงว่าจี๋ฮ่าวเองก็รู้จักศาสตร์แขนงนี้ด้วยเช่นกัน แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่จี๋ฮ่าวกำลังจะทำมันต่อจากนี้ “ไม่!!!” จี๋ฮ่าวแสยะยิ้มให้อย่างไม่แยแส ก่อนจะลงมือส่งพลังสัมผัสและกระชากด้ายล่องหนอย่างรุนแรงจนขาดสะบั้น ทำให้พลังจิตที่แข็งแกร่งของจี๋ฮ่าว พุ่งตีกลับเข้ากระแทกสู่ห้วงจิตวิญญาณของฉินซินอย่างรุนแรงจนฉินซินกระอักเลือดออกมา นัยต์ตาเหลือกขาวขึ้นบน ก่อนทรุดตัวลงไปนอนสลบกับพื้นในทันที
    “ฉินซิน!!/ฉินเอ่อร์!!” จ้าวเฟิงเอ่ยและหยูเฟยอย่างร้อนใจ รีบเข้าไปประคองกายดูอาการนางทันที
    จ้าวเฟิงและหยูเฟยจ้องมองจี๋ฮ่าวอย่างเจ็บแค้น พวกเขาไม่ได้ลงมือรุนแรงกับอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เพียงแค่พูดคุยกันด้วยดี แต่อีกฝ่ายกลับลงมืออำมหิตเกินไปแล้ว 
    จี๋ฮ่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น นางพุ่งตัวประชิดร่างและบีบเข้าที่คอของจ้าวเฟิงอย่างถนัดถนี่ เลยทำให้จ้าวเฟิงคิดจะหนีก็หนีไม่ทันเสียแล้ว “อักก” จ้าวเฟิงพยายามดิ้นรนทุกวิถีทาง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไร้ประโยชน์ “ช้าก่อน!” เสียงของหยูเฟยที่ดูอ่อนแรง แต่ดูก็รู้ได้ว่าเธอต้องพยายามมากแค่ไหนเพื่อจะเปล่งวาจาคำนี้ออกมาได้ และร้องขอให้จี๋ฮ่าวหยุดมือ
    จี๋ฮ่าวหันไปมองหยูเฟยที่พยายามยันร่างกายลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก ตนจึงผ่อนแรงกดดันลงเล็กน้อยและดูว่าเธอจะพูดอะไรอีก “เหตุใดท่านต้องลงมือรุนแรงเช่นนี้ด้วย พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยสักนิด” หยูเฟยที่รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายจงใจลดแรงกดดันให้เธอสามารถพูดได้ แน่นอนว่าเธอต้องพูดประนีประนอมให้ถึงที่สุด เพราะอาการของฉินซินนั้นรุนแรงกว่าที่ตาเห็นมากมายนัก
    “หึ ไม่ได้มีเจตนาร้าย? ไหนเจ้าลองอธิบายสักเหตุผลที่ฟังขึ้นสักหน่อยก็แล้วกัน…..” จี๋ฮ่าวเว้นช่วงประโยคพลางหันกลับมามองจ้าวเฟิงและลงมือบีบแรงขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอย่างชัดถ่อยชัดคำว่า “หาไม่แล้วข้าคงต้องมอบบทเรียนให้พวกเจ้าจดจำไปชั่วชีวิต!” จี๋ฮ่าวเน้นย้ำเสียงเข้ม พร้อมกับทำท่าคล้ายกับกำลังแยกเขี้ยวอยู่ เผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวนวลและแหลมคมที่มุมปาก กอปรกับม่านตาของนางที่กำลังหดและสั่นไหวด้วยความโกรธเกรี้ยว ทางหยูเฟยเห็นว่าสบโอกาสเหมาะที่จี๋ฮ่าวกำลังประมาท ทันใดนั้นเธอก็เตรียมชักกระบี่ออกมาพุ่งเข้าหาจี๋ฮ่าวจากด้านหลังทันที แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือ จี๋ฮ่าวเพียงสบัดมืออีกข้าง ก็ส่งพลังทมิฬซัดร่างของหยูเฟยกระเด็นไปติดกับกำแพงห้องอย่างง่ายดาย “โครม!!” หยูเฟยรู้สึกได้เลยว่าอวัยวะภายในและกระดูกของเธอหักในทันที จนเธอไม่สามารถทนความเจ็บปวดระดับนี้ได้อีกต่อไป จากนั้นร่างของเธอก็ลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นอย่างไร้ทางสู้ “เจ้าเล่ห์กันดีนัก!!” จี๋ฮ่าวแสยะยิ้ม จ้องมองไปยังดวงตาของจ้าวเฟิงก่อนจะออกแรงบีบอย่างไม่ปราณี
    “อั๊กก!!” จ้าวเฟิงที่พยายามออกแรงขัดขืน แต่ก็ถูกพลังวิญญาณทมิฬของจี๋ฮ่าวแผ่พุ่งเข้าปกคลุมดูดกลืนพลังชีวิตและพลังจิตวิญญาณเขาไปทุกขณะ จนทำให้เขายากที่จะใช้เคล็ดวิชาธรรมดามารับมือได้อีกต่อไป ดังนั้นจ้าวเฟิงจึงตัดสินใจที่จะใช้วิชาลับบางอย่างออกมา
    บรรยากาศรอบกายของจ้าวเฟิงแปรเปลี่ยนไปจากเดิม จี๋ฮ่าวพลันสัมผัสเงาแห่งความตายอันเลือนรางจากร่างของจ้าวเฟิง มันทำให้นางรู้สึกขยะแขยง ราวกับว่ากำลังมีหนอนนับหมื่นนับแสนตัวกำลังชอนไชตัวของนาง จนเกือบจะปล่อยมือออกจากคอของจ้าวเฟิงเสียแล้ว จี๋ฮ่าวสังเกตุเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจู่ ๆ พลังจิตวิญญาณของจ้าวเฟิงก็พุ่งขึ้นสูงจนน่าตกใจและดวงตาของจ้าวเฟิงเองก็กำลังแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทีละน้อย จนเกือบจะมองไม่เห็นตาขาวของเขาอีกแล้ว จากนั้นจ้าวเฟิงที่กำลังพยายามจะเปล่งวาจาออกมาอย่างแผ่วเบา “เนตรมรณ…...” “ฉั๊วะ!!!” ไม่รอให้จ้าวเฟิงเอ่ยจบ จี๋ฮ่าวก็ตบจนหัวของจ้าวเฟิงหลุดกระเด็นขาดออกจากกัน จนทำให้พลังชีวิตของเขาขาดสะบั่นลงในทันที สายตาของจ้าวเฟิงแปรเปลี่ยนเป็นแข็งค้างพร้อมกับสีดวงตาของเขาเปลี่ยนกลับไปเป็นปกติอีกครั้ง ในขณะที่ศีรษะของจ้าวเฟิงหมุนเคว้งจนตกกระเด็งลงสู่พื้น “ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ” “ตัวอันตรายเสียจริง” จี๋ฮ่าวรู้สึกขนลุกตัวสั่นสะท้านไปทั่วร่างกายกล่าวขึ้น นางเองก็ไม่มั่นใจนักว่าวิชาที่อีกฝ่ายใช้จะเป็นพลังโบราณแบบไหน เพราะว่าจู่ ๆ นางเกิดลางสังหรอันตรายบางอย่าง ซึ่งน้อยนักที่จะมีใครสามารถทำให้ตนเองสัมผัสลางสังหรนี้ได้ และมันทำให้จิตสำนึกของนางกู่ร้องขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทำให้จี๋ฮ่าวลงมือไปตามสัญชาตญาณในทันที ขณะเดียวกันตนเองอดที่จะคิดไม่ได้เลยว่า ถ้าหากปล่อยให้อีกฝ่ายใช้พลังนั่นได้ขึ้นมามันจะเป็นเช่นไร
    จี๋ฮ่าวผ่อนลมหายใจลงตั้งสติคิดคำนวนอีกครั้ง และมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าทั้งสามคนนี้ไม่ใช่นักผจญภัยธรรมดาแน่นอน เพราะศาสตร์โบราณต้องห้ามเช่นนี้ มันควรจะหายไปหลายหมื่นปีแล้ว แต่กลับมาปรากฏอีกครั้งโดยผู้ที่ใช้เป็นคนจากต่างมิติ
    ตัวนางเองก็ยังไม่เคยพบนักผจญภัยที่รู้จักศาสตร์โบราณเหล่านี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นตัวตนของทั้ง 3 คนนี้คงจะไม่ง่ายอย่างที่เห็นเสียแล้ว
    ยิ่งคิด นางก็ยิ่งไม่เข้าใจ จึงเลือกที่จะวางความสงสัยลงและเดินไปสำรวจร่างของหยูเฟยอย่างละเอียดแทน แต่ก็ไม่พบเบาะแสใด ๆ จากร่างของเธอเลย ยกเว้นก็เพียงเม็ดยาโอสถและถุงเก็บของอีก 2 ใบ จากนั้นก็ตัดสินใจยึดมันทั้งหมดขึ้นมา
    จี๋ฮ่าวครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ เห็นร่างของจ้าวเฟิงค่อย ๆ สลายกลายเป็นแสง จึงได้ทำการดูดซับพลังวิญญาณบางส่วนของเขามาเพิ่มให้กับตนเอง 
    ต่อมานางก็หันไปมองร่างของฉินซินนอนใบหน้าคว่ำลงบนกองเลือดเธอกระอักออกมาจนเต็มพื้น จึงตั้งสมาธิใช้พลังจิตสำรวจร่างของฉินซินอีกครั้ง ในครั้งนี้นางพบว่าพลังวิญญาณของฉินซินและหยูเฟยแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง
    “หืม!?”
    สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจ นั่นก็เพราะว่าในตอนนี้พลังดวงวิญญาณของฉินซินนั้นหลงเหลืออยู่เพียงแค่ครึ่งดวงเท่านั้น เดิมทีผลสะท้อนกลับของวิชานี้คือทำลายจิตวิญญาณผู้ใช้โดยตรง แต่ทำไมเธอคนนี้ถึงเหลือจิตวิญญาณที่อ่อนแอและเหลืออยู่เพียงครึ่งดวงกันเล่า?
    แต่ก่อนที่จี๋ฮ่าวจะมีเวลาทำอะไรไปมากกว่านี้ พลันได้ยินเสียงตึงตังของคนกำลังวิ่งขึ้นมาบนชั้น 2 อย่างเร่งรีบ 
    นางจึงรีบค้นตัวสตรีทั้งสอง นำของมีค่าและถุงวิเศษที่พวกเขาเก็บเอาไว้ทั้งหมดติดตัวมาด้วย จากนั้นนางก็รีบใช้ท่าร่างกระโดดลงจากระเบียงออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเอาไว้เพียงเสียงเอะอะจากภายในภัตตาคารดังออกมาจากด้านใน พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นไปทั่วบริเวณ
    จี๋ฮ่าวใช้ท่าร่างแปลกประหลาด เร้นกายออกมาอย่างไร้สุ่มเสียง คนพลันหยิบถุงวิเศษที่เพิ่งยึดได้มาเปิดออกดู พบว่าภายในมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าบ้านหลังหนึ่ง และมันยังเต็มไปด้วยโอสถสีฟ้าเข้มจำนวนมหาศาล
    หากกะด้วยสายตาอาจจะมีหลายหมื่นเม็ด หรือไม่ก็เกือบแสนเม็ด!!!
    หลังจากที่ได้เห็นจำนวนยาทั้งหมด นางก็ทั้งดีใจและก็โกรธทั้งสามคนในเวลาเดียวกัน “สวรรค์!!! ไอ้พวกหมูตอนทั้งสามตัวมียามากมายเช่นนี้ กลับนำออกมาให้ข้าแค่เม็ดเดียว เหอะ!”
    “...แต่ว่า หากข้าใช้โอสถพวกนี้ ไม่แน่ว่าพลังของข้าอาจจะฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์อีกครั้งเป็นแน่ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ้าา!!!!”