ในเมื่อไป๋ซีอวิ๋นรู้ชัดว่าซุนกงกงอยู่นอกรถม้ายังถามเื่พวกนี้กับนางก็อธิบายได้ว่าอย่างน้อยที่สุดเขาไม่สนใจว่าซุนกงกงจะรู้ความจริงอีกทั้งซุนกงกงยังเป็คนรู้ใจข้างกายว่านกุ้ยเฟยเขารู้อะไรก็เท่ากับว่านกุ้ยเฟยรู้
นึกถึงตรงนี้ฉีเมี่ยวยากที่จะไม่คิดโยงเื่นี้ไปถึงความรักใคร่ที่ว่านกุ้ยเฟยมีต่อไป๋ซีอวิ๋น
ถ้านางวิเคราะห์ไม่ผิดไป๋ซีอวิ๋นจะอาศัยซุนกงกงบอกเื่นี้แก่ว่านกุ้ยเฟยอย่างไรเสียเขาไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ ของนาง เป็เพียงบุตรบุญธรรมคงไม่อาจมีเื่เล็กน้อยก็เข้าวังไปฟ้องร้อง
ฉีเมี่ยวเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่จบก็ก้มหน้าพูดว่า“ท่านซื่อจื่อโปรดระงับโทสะเป็ข้าไร้ประโยชน์ถึงทำให้ท่านพ่อโกรธทางอนุเหมียวกับคุณหนูรองนั้นอาจจะอารมณ์ไม่ดี ถึงสูญเสียการควบคุมชั่วขณะจนลงมือกับข้าท่านพ่อข้าเพียงคว้าผมดึงข้าไปลงโทษคุกเข่าในลานบ้านเท่านั้น เขาไม่ได้ตีข้า”
ไป๋ซีอวิ๋นฟังแล้วขมวดคิ้วลูบแก้มนางด้วยความสงสารแล้วค่อยๆ กอดนางไว้ในอ้อมแขน พูดเสียงทุ้มต่ำแหบแห้ง “เขาไม่ได้ตีเ้า เ้ายังพอใจนักหรือ ยังขอความเมตตาให้เขาอีกหรือ”
“ซื่อจื่ออย่าได้ก่อเื่เพราะข้าเชียว ท่านสุขภาพไม่ดีบัดนี้กินยาท่านหมอหลี่ อุตส่าห์ค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้าง อย่าได้เกิดปัญหาอีกเด็ดขาดยามนี้ท่านควรพักผ่อนให้ดี ไม่เหมาะที่จะไปประลองฝีมือกับผู้อื่น สู้กับผู้อื่นจะต้องสิ้นเปลืองความคิด อีกทั้งยังจะก่อเกิดความโกรธ โกรธจนทำลายร่างกายของตนนั้นไม่คุ้มค่าข้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ข้าเป็คนของท่านแล้ว อย่างไรเสียย่อมกลับสกุลฉีไม่บ่อยครั้งเหตุใดท่านต้องลำบากเดือดดาลเพื่อคนที่ไม่เกี่ยวข้องล่ะ อยู่ดีๆ โกรธจนทำลายตนเองให้ผู้อื่นได้เปรียบ”
ขณะพูดคุยฉีเมี่ยวก้มหน้าก้มตาเสียงนุ่มนวลเต็มไปด้วยการปลอบโยน รู้ความและมีเหตุมีผลเช่นนี้ทำให้ไป๋ซีอวิ๋นถนอมรักจากก้นบึ้งหัวใจ
จะจัดการฉีหย่งเป็เื่ง่ายเพียงแต่กังวลว่านางจะใจอ่อน ยังคำนึงถึงความสัมพันธ์พ่อลูกถ้าทำเกินไปกลับจะทำให้นางทุกข์ใจ
ดังนั้นไป๋ซีอวิ๋นใช้คำพูดเมื่อครู่ของนางพูดแทะโลมอย่างเปิดเผย“ตัวเ้าเองก็รู้ บัดนี้เป็คนของข้าแล้วยิ่งไม่จำเป็ต้องทนรับอารมณ์ของคนนอก วันหน้าถ้ามีผู้ใดรังแกเ้าอีก เ้าก็บอกข้า”
ฉีเมี่ยวหน้าแดงทันที
นอกรถม้าซุนกงกงจดบันทึกไว้ในใจอีกประโยค
คุณหนูฉีสามไม่เพียงแต่อ่อนโยนรู้ความคำนึงถึงท่านซื่อจื่อเสมอ แต่ยังร่วมหอกับซื่อจื่อแล้ว! เห็นได้ชัดว่าซื่อจื่อไม่ได้ป่วยหนักอีกต่อไป ว่านกุ้ยเฟยรู้แล้วจะต้องดีใจ!
คุณหนูสามท่านนี้แม้ฐานะของครอบครัวไม่ดีแต่เป็ดาวนำโชคโดยแท้!
ซุนกงกงส่งรถม้ากลับถึงหน้าประตูสกุลไป๋ทำความเคารพพูดว่า “ท่านซื่อจื่อ ฮูหยิน ท่านทั้งสองรักษาสุขภาพให้ดี วันหน้าบ่าวได้รับราชโองการจะมาเยี่ยมท่าน”
“รบกวนซุนกงกงแล้ว” ฉีเมี่ยวย่อกายทำความเคารพอย่างใจกว้างผมยาวของนางถูกไป๋ซีอวิ๋นรวบเป็มวยผมเรียบง่ายลวกๆ ผมยาวห้อยย้อยถึงหน้าอกจอนผมแกว่งไกวดุจพู่ระย้า ประกอบกับหน้าตาเพริศแพร้วและอุปนิสัยสง่างามของนางยิ่งทำให้คนรู้สึกว่านางงดงามแพรวพราวสะดุดตา
ซุนกงกงแอบคิดว่าเพิ่งแต่งงานซื่อจื่อก็ใส่ใจภรรยาใหม่เช่นนี้ วันหน้ายังไม่รู้จะโปรดปรานอย่างไรต่อหน้าว่านกุ้ยเฟย ซื่อจื่อถึงยิ่งใหญ่ที่สุด ซื่อจื่อมีความสุขว่านกุ้ยเฟยก็มีความสุขดังนั้นวันหน้าเขาจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับซื่อจื่อฮูหยิน อย่างน้อยที่สุดต้องอย่าถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบถึงดี
ซุนกงกงกลับเข้าวังก็เล่าสิ่งที่เห็นในจวนแม่ทัพฉีรวมทั้งสิ่งที่ได้ยินบนรถม้า
ว่านกุ้ยเฟยบัดนี้อยู่ในวัยเกือบสี่สิบปียังคงบำรุงดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม แลดูราวกับสามสิบต้นๆใบหน้ารูปเมล็ดแตงขนาดเท่าฝ่ามือวิจิตรงดงาม หน้าตาเพริศแพร้วเหนือกว่าฉีเมี่ยวนางรูปร่างผอมเพรียว ปลายคิ้วขมวดเล็กน้อย ซ้ำยังมีท่าทางป่วยอ่อนแออ้อนแอ้นย้อมหน้าตาพริ้งเพราด้วยสีหน้าระทมทุกข์ ช่างเป็หญิงงามที่ผู้ใดเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้โดยแท้
ฟังคำพูดของซุนกงกงแล้วว่านกุ้ยเฟยยกมือขวาขาวนวลที่สวมกำไลหยกเืขึ้น คลึงหว่างคิ้วที่ขมวดเล็กน้อยถอนใจพูดว่า “คุณหนูสกุลฉีเป็คนรู้ความ จาวเกอเอ๋อร์มีภรรยาเช่นนี้ข้าก็วางใจ”
“พระสนมตรัสถูกต้องแล้วกระหม่อมเห็นว่าซื่อจื่อฮูหยินเป็หญิงงามผู้แสนอ่อนโยนที่สำคัญที่สุดคือซื่อจื่อไม่เคยใส่ใจสตรีเช่นนี้ครั้งนี้กลับกลายเป็คนอ่อนโยนนุ่มนวล วันหน้าซื่อจื่อสุขภาพดีขึ้นมีลูกชายและลูกสาวนั่นยิ่งดีไม่ใช่หรือ”
“ใช่แล้ว”ว่านกุ้ยเฟยเอียงตัวพิงหมอนอิงผ้าต่วนสีม่วงเข้มที่วางไว้ข้างตั่งหญิงงาม[1]ฉวยมือหยิบสมุดบัญชีบนนิ้วก้อยที่ทาน้ำมันทาเล็บสีแดงสดนั้นสวมปลอกเล็บทองบริสุทธิ์ฝังทับทิมเมื่อพลิกดูสมุดบัญชีมือก็ขยับเขยื้อนวูบวาบแวววาว
เห็นว่านกุ้ยเฟยไม่สนใจจะพูดต่อไปซุนกงกงก็ไม่ได้พูดมากอีก
ยามนี้ในจวนอานลู่โหวฉีเมี่ยวรับใช้ไป๋ซีอวิ๋นกลับห้องนอนหลังจากล้างหน้าบ้วนปากก็ไปหยิบเสื้อชั้นกลางสีขาวหิมะมาเปลี่ยนให้เขาด้วยตนเอง
“ซื่อจื่อ วันนี้ท่านคงเหนื่อยแล้ว” เสื้อชั้นกลางของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อเหงื่อออกมากถึงเพียงนั้นใน่ที่อากาศไม่ร้อนอบอ้าวคำอธิบายเพียงหนึ่งเดียวก็คือเพราะเขาอ่อนแอเกินไป
อ่อนแอเช่นนี้ยังไปเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงกับนางหนุนหลังนางต่อหน้าแม่ทัพฉี ในใจฉีเมี่ยวรู้สึกหวานล้ำ
“วันหน้าก็เรียกชื่อข้าเถอะ ชื่อน้ำนมของข้าคือจาวเกอเอ๋อร์ นามรองจื่อจินเอาแต่เรียกว่าซื่อจื่ออาจห่างเหินเกินไปข้าก็เปลี่ยนมาเรียกเ้าว่าเมี่ยวเอ๋อร์ไม่ใช่หรือ” เสียงของไป๋ซีอวิ๋นเหนื่อยล้ายิ่งนักให้ฉีเมี่ยวช่วยเปลี่ยนเสื้อชั้นกลาง
ฉีเมี่ยวพยักหน้าที่จริงนางมาจากยุคปัจจุบันก็ชอบเรียกคนด้วยชื่อมากกว่าเพียงแต่ก่อนหน้านี้คิดว่าเช่นนั้นสนิทสนมเกินไปแม้เ้าของร่างเดิมกับไป๋ซีอวิ๋นอาจรู้จักกันตั้งนานแล้ว อาจรักกันตั้งนานแล้วแต่นางไม่ใช่เ้าของร่างเดิม อย่างไรเสียเพิ่งมาที่นี่ไม่กี่วันเท่านั้น
พูดตามตรงไป๋ซีอวิ๋นเป็คนที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง นางเพิ่งมาเพียงไม่กี่วันนี้ก็ค่อยๆยอมรับเขาแล้ว มองข้ามร่างป่วยหนักอึ้งไม่มีอนาคตของเขาและมองข้ามใบหน้าที่มักจะเ็าบิดเบี้ยวปานนั้นของเขายอมรับเขาทั้งหมดแล้วจากก้นบึ้งหัวใจ
หรือนางยังเห็นเขาเป็เพียงตั๋วอาหาร?
เมื่ออารมณ์สับสนฉีเมี่ยวรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย
“เมี่ยวเอ๋อร์?” ไป๋ซีอวิ๋นดึงคนเหม่อลอยมานั่งข้างตนถอนใจพูดว่า “ถ้าเ้าไม่ชอบ เรียกข้าว่าซื่อจื่อก็ได้”
“อา? ไม่ใช่ๆ ท่านอย่าเข้าใจผิดข้าเพียงคิดว่าควรเรียกท่านว่าอะไรดี นามรองกับชื่อน้ำนมของท่านมีคนเรียกแล้ว”ฉีเมี่ยวเกิดไหวพริบขึ้นมา “หรือไม่ข้าเรียกท่านว่าอาจาวเถอะ”
หรือไม่ข้าเรียกเ้าว่าอาจาวเถอะ
บทสนทนาเดียวกันกับชาติก่อนรอยยิ้มดุจบุปผาเหมือนเดิมทุกอย่าง เกิดใหม่อีกครั้งเวลายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างไร้ความปรานี แต่ครู่หนึ่งนี้ไป๋ซีอวิ๋นกลับเข้าใจแล้วว่า์เมตตาเขาส่งคนที่เขารักลึกซึ้งผู้นั้นกลับสู่ข้างกายเขา
“ได้” ไป๋ซีอวิ๋นยิ้ม
แม้สีหน้าของเขายังคงบิดเบี้ยวยิ่งนักแต่ฉีเมี่ยวเห็นความอ่อนโยนในดวงตาของเขา
ทั้งสองอยู่ใกล้กันเกินไปฉีเมี่ยวประหม่าอยู่บ้างจึงลุกขึ้นไปห้องส้วมอย่างเขินอาย
ไป๋ซีอวิ๋นมองเงาด้านหลังของนางผ่านไปนานถึงยิ้มแย้ม เรียกปิงเหลียนเข้ามาใกล้ๆ “เ้าสั่งคนไปร่างหนังสือส่งถึงจวนแม่ทัพฉีบอกว่ามีสาวใช้ชื่อปี้ชิง ไม่กี่วันก่อนถูกส่งกลับไปยามนี้เพิ่งรู้ว่าปี้ชิงนั้นปราดเปรียวที่สุด ทางฮูหยินนี้ขาดคนสนิทให้แม่ทัพฉีส่งปี้ชิงผู้นั้นกลับมา”
ฉีเมี่ยวเช็ดมือทายาขี้ผึ้งหอมบนหลังมือไปอ้อมผ่านฉากบังลมไป ได้ยินแล้วพูดอย่างแปลกใจอยู่บ้าง “ปี้ชิงหยิ่งยโส ข้าเก็บนางไว้ไม่ได้ ใช้งานก็ไม่ได้ยังเรียกนางกลับมาทำอะไร”
ไป๋ซีอวิ๋นมองนางอย่างเอื่อยเฉื่อยพูดว่า “แน่นอนว่ามีประโยชน์”
มีประโยชน์? มีประโยชน์อะไร หรือยังนำมาฝึกฝนความอดทนได้?
ฉีเมี่ยวรู้ว่าคนสมัยโบราณโดยกำเนิดเช่นไป๋ซีอวิ๋นนี้ในใจจะต้องเต็มไปด้วยแผนการเข้าใจเล่ห์เพทุบายทุกรูปแบบในยุคนี้ นางเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกไม่ได้รู้มากถึงเพียงนั้นเพียงพยักหน้าอย่างได้รับการสั่งสอน
กำลังจะออกไปห้องครัวเล็กไป๋ซีอวิ๋นก็พูดว่า “เ้าเท้าเจ็บยังไม่หายดี จะออกไปเดินอะไร”
“ข้าจะไปต้มยาให้ท่าน”
“พวกเขาทำได้ ให้พวกเขาไป ห้องครัวกลิ่นควันน้ำมันแรงนัก” พูดถึงตรงนี้เว้นวรรคเล็กน้อย ไป๋ซีอวิ๋นถึงพูดต่ออย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าไม่ชอบดม”
นาง้าเพิ่มส่วนผสมให้เขาถึงต้องไปด้วยตนเองมิฉะนั้นหลังเท้ายังเจ็บผู้ใดจะอยากไป อีกทั้งถ้าไม่ชอบกลิ่น ไม่ต้องดมก็ได้ไม่มีผู้ใดบังคับท่านดมเสียหน่อย
ฉีเมี่ยวตำหนิในใจสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ยืนอยู่หน้าประตูไม่ได้ออกไปซ้ำยังไม่เข้าใกล้ข้างกายไป๋ซีอวิ๋น ดวงตากลมโตสุกสกาวสดใสกลอกไปกลอกมาถี่ๆ
ท่าทางนั้นของนางน่ารักจนทำให้ไป๋ซีอวิ๋นอยากดึงนางเข้ามาหยอกเย้าสักหน่อย
แต่บัดนี้เขาไม่มีแรงได้แต่พูดว่า “มานี่สิ นอนเป็เพื่อนข้าสักพัก”
นอนก็นอนสิไยต้องให้ผู้อื่นนอนด้วย!
ฉีเมี่ยวตำหนิอีกครั้งสุดท้ายก็กลับไปข้างเตียงอย่างยอมตาม ถอดรองเท้านอนตะแคงข้างเขาหนุนหมอนผ้าต่วนสีแดงเข้มลายลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองใบเดียวกับเขา
ไป๋ซีอวิ๋นก็ค้ำยันตนเองจะลุกขึ้น
ฉีเมี่ยวรีบถามว่า“ซื่อจื่อ ท่าน้าอะไรก็บอกข้าสิ”
เห็นเขาเบนสายตาเย็นเยียบมองมาฉีเมี่ยวหนาวตัวสั่น พูดใหม่ว่า “อาจาว”
คราวนี้ไป๋ซีอวิ๋นถึงพอใจเขาเอ่ยว่า “ข้าดูเท้าเ้าหน่อย”
“ไม่เป็ไรแล้ว ข้าทายาที่ปรุงเอง ดีขึ้นมาก ยามนี้ไม่เจ็บแล้วคาดว่าอีกไม่กี่วันคงไม่เหลือแม้แต่แผลเป็”
“ใช่หรือ” แน่นอนว่าไป๋ซีอวิ๋นไม่เชื่อ แม้จะเหงื่อออกก็ยังฝืนความอ่อนแอถอดรองเท้าและถุงเท้าของนางเมื่อเห็นแผลบนเท้าสองข้างดีขึ้นมากจริงๆ คราวนี้ถึงโล่งใจ
“นี่ดีแล้ว วันหน้าเ้าอย่าทำให้ตัวเองเจ็บตัวอีกครั้งหน้าถ้ามีคนจะทำร้ายเ้า เ้าก็ฆ่าพวกเขาก่อน เกิดเื่อะไรขึ้นสามีหนุนหลังเ้าพวกเราไม่ไปโจมตีผู้ใดก่อน แต่ถ้ามีคนโจมตีเ้า เ้าก็อย่าได้ให้โอกาสมันโจมตีได้อีกเป็ครั้งที่สองเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่”
“ทราบแล้ว” ฉีเมี่ยวถอนใจ อยู่ร่วมกันหลายวันมานี้ไป๋ซีอวิ๋นเป็คนที่นอกจากสุขภาพไม่ดี ด้านอื่นๆ ไม่มีข้อบกพร่องแม้แต่น้อยเขามีปัญญาเฉลียวฉลาด ตอบสนองรวดเร็ว ซ้ำยังรู้จักใส่ใจภรรยา อีกทั้งฝีมือร้ายกาจและได้รับความโปรดปรานจากว่านกุ้ยเฟย
บุรุษที่ดีเช่นนี้กลับถูกคนวางยาพิษอีกทั้งยามนี้ก็หาไม่เจอว่าคนที่วางยาพิษนั้นคือผู้ใดจะ อยู่ได้อีกนานเพียงใดก็ไม่แน่ใจ
ฉีเมี่ยวยิ่งคิดยิ่งรู้สึกโกรธแค้นแทนไป๋ซีอวิ๋นไม่สนใจความ้าของเขา ลุกขึ้นลงพื้นเดินไปห้องครัวเพื่อเตรียมโจ๊กผักให้เขากับมือเสียเลย
ฉวยโอกาสที่ไม่มีคนแทงนิ้วสามครั้ง หยดเืเพิ่มสามครั้งถึงเลิกรา
[1] ตั่งหญิงงาม คือตั่งที่สตรีโบราณใช้งีบหลับขนาดเล็กแคบ ใช้นั่งหรือนอนได้