ตอนที่ 17 ความหลัง
หลังจากที่ทั้งสองคนพ่อลูกขึ้นไปชั้นที่สองแล้วนั้น ทั้งคู่ก็แยกกันดูหนังสือ ด้านของเพ่ยอิงก็ได้เดินมาดูที่ด้านวิชาที่ใช้ลมปราณซึ่งก็มีให้เลือกอยู่หลายแบบมีั้แ่ขั้นต้น ขั้นกลาง ไปจนถึงขั้นสูง เพ่ยอิงที่เดินหาดูไปเรื่อย ๆ อยู่ประมาณหนึ่งเค่อ
ก็มีสนใจอยู่สองสามอย่าง จึงตัดสินในเอาวิชาฝ่ามือพยัคฆ์ กับวิชาแยกผ่าจันทร์เสี้ยว ขั้นต้นมาอย่างละหนึ่งเล่ม เธอไม่ได้จะเอาไปฝึกเองหรอกเอาไปให้พี่ชายเธอฝึกต่างหาก
จากนั้นก็เดินไปหาท่านพ่อ ก็เห็นว่าท่านพ่อไม่ได้สนใจหนังสือเล่มไหนเป็พิเศษจึงเดินลงไปที่ชั้นล่าง คิดว่าจะหยิบหนังสือความรู้เบื้องต้นไปให้น้องเล็กเสร็จก็ไปจ่ายเงินแล้วก็กลับ แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่แอบอยู่บนชั้นของแถวที่แปดพอดี
เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูเมื่อเห็นชัดๆ แล้วมันเป็หนังสือสีน้ำตาลเก่า ๆ เล่มหนึ่งไม่มีลวดลายอะไร พอหยิบมาเปิดดูด้านในก็มีเพียงแต่กระดาษเปล่า
“ไป๋หู่เ้าคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีอะไรพิเศษหรือไม่” เธอถามไป๋หู่ที่เกาะอยู่บนไหล่
“จะว่ามีมันก็มี จะว่าไม่มีมันก็ไม่มี” ไป๋หู่ตอบออกมาทำให้เธองงไปกันใหญ่
“อย่างไร ข้าไม่เข้าใจที่เ้าจะสื่อ”
“ที่ว่ามีนั้นก็คือปกหนังสือเล่มนี้มีกลิ่นอายเทพอยู่ ส่วนที่ว่าไม่มีนั่นก็เพราะข้าไม่เห็นถึงความพิเศษของมัน” ไป๋หู่อธิบายให้เธอฟัง
“จริงหรือ”
เพ่ยอิงหูผึ่งั้แ่คำว่ามีกลิ่นอายเทพออกมาแล้ว เธอคิดว่ามันต้องมีอะไรพิเศษแน่ ๆ จึงตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มนั้นไปด้วย
เมื่อมาถึงที่คิดเงินเธอก็เห็นท่านพ่อยืนรออยู่ก่อนแล้ว เธอจึงเดินเข้าไปหาจากนั้นเอาหนังสือความรู้เบื้องต้นกับหนังสือปกสีน้ำตาลไปวางไว้ข้าง ๆ กับหนังสือวิชาฝ่ามือพยัคฆ์และวิชาแยกผ่าจันทร์เสี้ยว ขั้นต้น
เถ้าแก่คนนั้นมองมาที่เพ่ยอิงทันทีเมื่อเห็นว่าเธอเอาหนังสือที่เป็หน้ากระดาษเปล่ามาวางด้วย
“เ้าจะเอาเล่มนี้ด้วยหรือด้านในมันเป็กระดาษเปล่านะ” เถ้าแก่ถามเธอเพื่อความแน่ใจออกมา
“เ้าค่ะ ข้าจะเอาไปหัดฝึกเขียนลายมือเ้าค่ะ” เพ่ยอิงกล่าวเท็จออกไป
ด้านของเถ้าแก่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรคิดเงินค่าหนังสือไปให้ โดยวิชาฝ่ามือพยัคฆ์หนึ่งตำลึงทองห้าสิบตำลึงเงิน วิชาแยกผ่าจันทร์เสี้ยวสองตำลึงทอง หนังสือความรู้เบื้องต้นสองตำลึงเงิน และหนังสือปกสีน้ำตาลสองร้อยอีแปะ รวมเป็เงินสามตำลึงทอง ห้าสิบสองตำลึงเงิน สองร้อยอีแปะ
เมื่อท่านพ่อทำการจ่ายเงินเสร็จทั้งคู่ก็เดินไปซื้อกระดาษ พู่กันและหมึกเพิ่ม จากนั้นทั้งสองพ่อลูกก็กลับไปเอาลาเทียมเกวียนแล้วกลับบ้านกันทันที
ในส่วนของเพ่ยอิงที่นั่งอยู่ด้านหลังกับเ้าลูกลาป่วยเมื่อออกจากเมืองมาได้สักพักใหญ่ๆ เธอก็นำเอาสมุนไพรบำรุงตามคำแนะนำของไป๋หู่ออกมาให้ลาตัวที่นอนป่วยอยู่กิน
เ้าลาตัวนั้นเมื่อเห็นว่ามีคนเอาสมุนไพรยื่นมาให้ก็ดมๆ อยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็รีบกินเข้าไปทันทีตามสัญชาตญาณว่าถ้าหากมันกินเข้าไปแล้วมันจะหายป่วย
สมุนไพรที่เพ่ยอิงเอาให้เ้าลาป่วยกินนั้นเป็สมุนไพรบำรุงร่างกายที่มีพลังิญญาระดับสีม่วงขั้นต้นเพียงเท่านั้น
ถ้าถามว่าทำไม่ไม่เอาสมุนไพรธรรมดาที่ไม่มีพลังิญญาออกมาให้กิน ก็เพราะว่าทุกอย่างที่อยู่ในกำไลมิติของเพ่ยอิงไม่มีอะไรที่ไม่มีพลังิญญาเลยสักอย่าง แม้แต่ต้นหญ้าที่ไม่สมควรมีพลังิญญาก็ยังมีออร่าสีม่วงอ่อน ๆ ออกมา
หลังจากที่เ้าลากินสมุนไพรหมดไปแล้วก็ยกหัวขึ้นมามองเธอเหมือนจะขอเพิ่มอีก แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้เอาสมุนไพรออกมาให้แต่เอาหญ้าที่มีพลังิญญาออกมาให้กินแทน
เ้าลาที่เห็นว่าไม่มีสมุนไพรแบบที่มันกินหมดไปแต่มีหญ้าที่มีพลังิญญาออกมาให้กิน มันก็รีบกินในทันทีด้วยสัญชาตญาณของมันเองว่าถ้าหากมันไม่กินจะต้องเสียใจเป็แน่ เมื่อมันกินหมดเพ่ยอิงก็เอาน้ำรองใส่ใบไม้ให้มันกินต่อ
“เ้าลาตัวนั้นมันมีอะไรเป็พิเศษหรือ ทำไมเ้าถึงอยากได้มันนัก” ท่านพ่อถามเพ่ยอิงด้วยความสงสัย
“มันเป็ลาลูกครึ่งสัตว์อสูรเ้าค่ะท่านพ่อ”
“จริงหรือ”
“เ้าค่ะท่านพ่อ ถ้าเราเลี้ยงมันดีๆ ต่อไปในอนาคตมันจะมีกำลังมากว่าลาธรรมดาถึงหลายสิบเท่า” เธอเอ่ยตอบกลับท่านพ่อออกไปแล้วยังกล่าวขึ้นมาอีกว่า
“และไม่แน่ถ้าหากลูกให้มันกินหญ้าที่มีพลังิญญาจากในมิติทุกๆ มื้อมันอาจจะกลายพันธุ์เป็สัตว์อสูรเต็มตัวก็ได้นะเ้าคะท่านพ่อ”
“ถ้าเป็อย่างนั้นได้ก็ดีน่ะสิ”
เพราะการจับสัตว์อสูรมาเลี้ยงให้เชื่องกับเ้าของได้นั้นจะต้องเอามาั้แ่ที่มันยังเล็กๆ เท่านั้น เพราะถ้าหากมันโตขึ้นมาแล้วจะทำให้เชื่องได้ก็ต้องใช้เวลานานเอามากๆ
แต่ไม่ใช่ว่าใครก็ฝึกได้ทั้งนั้นต้องอยู่ที่โชคอีกด้วย ถ้าหากโชคร้ายก็ถูกสัตว์อสูรที่จับมาฝึกทำร้ายจนตายหรือไม่ก็พิการเลี้ยงไม่โต จึงไม่ค่อยมีใครนิยมจับสัตว์อสูรที่โตแล้วมาฝึก แต่จะหาจับสัตว์อสูรที่เป็ตัวลูกตัวเล็กๆ มาฝึกกัน แต่วิธีนี้ก็ต้องเสี่ยงเอากับพ่อแม่ของมันที่คอยเฝ้าอยู่อีกทีหนึ่งด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็เป็วิธีที่เสี่ยงอันตรายเหมือนกันหมดทั้งนั้น
ทั้งท่านพ่อและเพ่ยอิงนั่งลาเทียมเกวียนมาถึงบ้านภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วยามกว่าๆ
“ท่านพ่อกับพี่รองกลับมาแล้วขอรับท่านแม่” น้องเล็กร้องบอกกับท่านแม่ที่อยู่ภายในบ้านทันทีที่เห็นลาเทียมเกวียนและมีคนทั้งสองคนที่ตนเองคุ้นเคยนั่งอยู่บนนั้นด้วย
“พี่รอง มีของฝากมาให้ข้าหรือไม่ขอรับ” เมื่อเกวียนมาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน น้องเล็กก็รีบเดินเข้าไปหาแล้วถามหาของฝากขึ้นมาทันที
“แน่นอนว่าข้ามีมาให้อยู่แล้ว”
“พี่สาวกับท่านพ่อของเ้าเพิ่งมาถึงไม่ทันจะได้ลงจากเกวียนเ้าก็ถามหาของฝากเสียแล้วหรือหลีเอ๋อร์” ท่านแม่ที่เดินออกมาจากในบ้านทันได้ยินที่น้องเล็กเอ่ยถามพี่สาวขึ้นมาพอดีก็พูดขึ้นมา
“แน่นอนอยู่แล้วขอรับ ถ้าพี่รองไม่ซื้อมาฝากข้าจะเสียใจมาก” หลีตี้เอ่ยตอบท่านแม่แล้วมองไปที่พี่รอง
“ท่านพี่กับอิงเอ๋อร์กลับมาเหนื่อยๆ มานั่งพักกินน้ำเย็นๆ กันก่อน” ท่านแม่ที่เอาน้ำเย็นๆ ออกมาจากในตู้เย็นใส่แก้วที่ทำจากไม้ไผ่ขัดจนเงาวับออกมาวางให้ที่โต๊ะหน้าบ้านสองแก้ว
“อิงเอ๋อร์เ้าไปนั่งพักกินน้ำเถิด ประเดี๋ยวพ่อเอาลากับเกวียนไปเก็บก่อน”
“แต่เรายังไม่มีโรงเก็บเกวียนกับคอกลาเลยนะเ้าคะ ท่านพ่อมากินน้ำเย็นๆ ให้สดชื่นกันก่อนเถิดเ้าค่ะ แล้วเดี๋ยวข้าจะไปช่วยท่านสร้างโรงเก็บเกวียนกับคอกลาเ้าค่ะ”
“เอาเช่นนั้นก็ได้” เมื่อท่านพ่อตอบรับก็เดินมานั่งแล้วหยิบน้ำเย็นขึ้นมาดื่มเสียหมดแก้ว
“เอ๊ะ แล้วเ้าลาตัวนั้นเหตุใดมันถึงนอนอยู่บนเกวียนล่ะเ้าคะท่านพี่” ท่านแม่ที่สังเกตเห็นลาอีกตัวหนึ่งนอนอยู่บนเกวียนเอ่ยถามขึ้นมา
“มันป่วยน่ะ คนขายลากับเกวียนเขาแถมมาให้” ชุนเหอตอบภรรยาของตน
“คนขายคงเห็นว่ามันไม่รอดแน่แล้วถึงได้ยกให้มาแบบไม่คิดเงินเช่นนี้”
“คงเป็เช่นนั้น แต่ในเมื่อมันได้มาอยู่กับเรานับว่าได้เป็การต่อชีวิตของมัน เห็นอิงเอ๋อร์บอกว่ามันเป็ลูกครึ่งสัตว์อสูรด้วย” เมื่อท่านพ่อกล่าวจบทั้งท่านแม่และน้องเล็กก็หันมองเพ่ยอิงทันที แล้วน้องเล็กก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า
“จริงหรือขอรับพี่รอง”
“ใช่แล้วน้องเล็ก แล้วข้าก็จะเอาหญ้าจากในกำไลมิติออกมาให้มันกินทุกวัน ไม่แน่ว่าถ้าหากได้กินหญ้าที่มีพลังิญญาทุกวันมันอาจจะกลายเป็สัตว์อสูรขึ้นมาจริงๆ ก็เป็ได้” เมื่อเธอกล่าวออกไปเช่นนั้นก็ทำให้น้องเล็กตาโตเป็ประกายออกมาทันที
“ว้าว ถ้าเป็เช่นนั้นจริงๆ เราก็จะได้มีสัตว์เลี้ยงเป็สัตว์อสูร” น้องเล็กกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น
“แล้วนี้พี่ใหญ่ไปไหนหรือเ้าคะ” เธอเอ่ยถามท่านแม่ขึ้นมาเพราะว่าั้แ่กลับบ้านมายังไม่เห็นพี่ใหญ่เลย
“ไปอยู่ในแปลงผักโน้นแหละ ่นี้พี่ของเ้าแทบจะกินจะนอนอยู่ในแปลกผักแล้ว” ท่านแม่กล่าว
“ั้แ่ที่ข้ากับไป๋หู่ช่วยกันทำท่อส่งน้ำไปไว้รดน้ำผัก ข้าก็ไม่ได้รดน้ำผักเองอีกเลย จะมีก็แต่พี่ใหญ่ที่เฝ้ารดน้ำพรวนดินอยู่แต่ในแปลงผักจนไม่อยากกลับบ้านแล้ว”
“ถ้ามีกระท่อมสักหลังอยู่ริมแปลงผักพี่ใหญ่คงกินนอนอยู่ที่นั่นเลยล่ะขอรับ” น้องเล็กกล่าวจบก็หัวเราะขึ้น
แต่เป็เพ่ยอิงที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าน่าจะทำเพิงที่เปิดทั้งสี่ด้านเอาไว้นั่งพักบ้างก็เป็ความคิดที่ไม่เลว
“จริงสิเ้าคะท่านพ่อหลังจากเราทำที่เก็บเกวียนกับคอกลาเสร็จแล้วก็ไปทำเพิงไว้นั่งพักแถวแปลงผักดีกว่านะเ้าคะ” เพ่ยอิงกล่าวขึ้นมากับท่านพ่อ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทำที่เก็บเกวียนกับคอกลากันเลยดีกว่า”
เมื่อพูดจบทั้งสี่คนก็เดินไปใต้ต้นไม้ข้างบ้านต้นหนึ่งที่อยู่ห่างออกมาจากบ้านพอสมควร
จากนั้นเพ่ยอิงก็เอาเมล็ดเถาวัลย์ออกมาตั้งไว้สี่ด้านเพื่อทำเสาให้มีห่างกัน ด้านกว้างหนึ่งจั้ง ด้านยาวหนึ่งจั้ง แล้วก็สร้างเสาขึ้นมาสี่ต้น ให้สูงขึ้นไปหนึ่งจั้ง
โดยทำให้แต่ละเสามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งฉื่อ จากนั้นให้เถาวัลย์ที่เป็ต้นเล็กเลื่อยปิดสามด้านและเว้นด้านหน้าให้ว่างเอาไว้้าหลังคาก็มุงด้วยเถาวัลย์ที่มีใบขนาดใหญ่ขนาดสองฉื่อ เลื้อยเป็แนวอย่างเป็ระเบียบ ให้ชายคายื่นออกไปด้านนอกสามฉื่อ
จากนั้นก็มาทำคอกลาต่อโดยใช้เมล็ดเถาวัลย์ที่จะทำเสาตั้งไว้สี่ด้าน ให้กว้างหนึ่งจั้ง ยาวหนึ่งจั้งสามฉื่อ ทำเสาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งฉื่อ และสูงขึ้นไปหนึ่งจั้ง ให้เถาวัลย์ต้นเล็กเลื้อยพันรอบด้านสูงขึ้นมาครึ่งจั้ง
และด้านในแบ่งกั้นไว้เป็สองคอกมีรางอาหารและรางน้ำ ส่วนด้านหน้าเป็ประตูสำหรับเข้าออก ้าหลังคาก็มุงด้วยเถาวัลย์ที่มีใบใหญ่ขนาดสองฉื่อ เลื้อยเป็แนวอย่างเป็ระเบียบ ส่วนชายคาก็ยื่นออกไปด้านนอกสามฉื่อเช่นเดียวกับโรงจอดเกวียน
ด้านหลังทำถังน้ำเล็กๆ เอาไว้หนึ่งถัง เวลาให้น้ำลาจะได้ไม่ต้องไปขนมาจากบ้าน แล้วก็ทำเป็โรงเก็บหญ้าเล็กๆ ไว้ให้ด้วยอีกโรงหนึ่งซึ่งจะทำให้เป็โรงทึบ้ามีเถาวัลย์เลื้อยเป็หลังคาแต่ไม่เยอะ จึงทำให้แสงลอดเข้ามาได้จนทำให้ด้านในสว่างจากแสงที่ส่องเข้ามาทางบนหลังคา ขนาดของโรงเก็บหญ้าเท่ากับโรงเก็บเกวียน บนพื้นด้านล่างปลูกหญ้าที่เอามาจากในกำไลมิติ ้าจะทำรางใส่หญ้าที่เก็บแล้วเอาไว้รอบด้าน
เมื่อทั้งสองพ่อลูกช่วยกันทำเสร็จถึงกับนั่งหอบเพราะใช้ปราณไปเสียจนหมดนั่นเอง ในการทำครั้งนี้ทั้งสองคนใช้เวลาไปกว่าสามชั่วยามกว่าจะเสร็จโดยทำไปพลางพักไปพลาง
ส่วนทางด้านของท่านแม่และน้องเล็กที่เห็นว่าทั้งสองพ่อลูกนั่งเหนื่อยหอบกันเพราะใช้ปราณกันจนหมดก็เอาน้ำเย็นๆ ที่ตนเตรียมเอาไว้ให้สองคนดื่มแก้กระหายทันที ทั้งสองคนเมื่อได้ดื่มน้ำและนั่งไปสักพักอาการเหนื่อยหอบก็ดีขึ้นมา ส่วนปราณก็ค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาเรื่อยๆ
“น้ำจากในมิติของเ้าพ่อคิดว่ามันมีความพิเศษอยู่นะ” ท่านพ่อที่หายเหนื่อยและพลังปราณกลับมาแล้วเอ่ยบอกเธอ
“อย่างไรเ้าคะท่านพ่อ” เธอถามกลับไปด้วยความสงสัย
“พ่อเองสังเกตมาได้สักพักแล้วว่าเวลาทำงานมาเหนื่อยๆ ได้ดื่มน้ำจากในมิติของเ้าเข้าไปก็ทำให้สดชื่นและหายเหนื่อยขึ้นมาได้” เธอที่ฟังท่านพ่อไปพลางก็คิดตามไปพลาง
“แล้วอย่างครั้งนี้ทั้งที่ใช้ปราณไปเสียจนหมดเกลี้ยง แค่ได้ดื่มน้ำจากในกำไลมิติของเ้าเข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าหายเหนื่อยขึ้นมาทันที สักพักปราณก็ค่อยๆ กลับมา”
“แล้วไหนจะแปลงผักที่ผักโตเร็วกว่าปกตินั้นอีก”
“จริงด้วยสิเ้าคะท่านพ่อ เพราะทุกวันเรากินกันแต่อาหารที่มีพลังิญญาเข้าไป ข้าเองก็ไม่ทันได้สังเกต” เธอคิดว่าที่ท่านพ่อกล่าวออกมานั้นเป็จริงดังเช่นที่ว่าก็กล่าวต่อ
“ข้าก็ลืมคิดไปว่าพวกของที่อยู่ในกำไลมิติมีความพิเศษทุกอย่างแม้แต่ต้นหญ้าก็ยังมีพลังิญญาแล้วน้ำที่อยู่ในนั้นจะเป็น้ำธรรมดาได้อย่างไร” เธอนั่งพึมพำอยู่คนเดียวแต่คนอื่นก็ได้ยินกันหมดทุกคน
“พวกเรานี่ช่างโชคดีจริงๆ ที่อิงเอ๋อร์ได้เป็เ้าของกำไลวงนี้” ท่านแม่กล่าวออกไปพลางนึกไปถึงความหลังในวันที่ลูกสาวของเธอได้กำไลวงนี้มา
วันนั้นเป็วันที่เธอต้มธัญพืชหยาบเข้าไปให้ลูกสาวที่นอนป่วยอยู่เพื่อจะได้กินในตอนเช้า เมื่อเธอเข้าไปในห้องของลูกสาว เธอก็ได้เห็นลูกสาวของตนกำลังนั่งกุมหัวตนเองด้วยความทรมาน เธอจึงรีบเข้าไปดูทันทีด้วยความเป็ห่วง แล้วหลังจากนั้นไม่นานลูกสาวของเธอก็สลบไป เธอนั่งเฝ้าเพ่ยอิงพร้อมกับทั้งเอาน้ำอุ่นมาเช็ดหน้าเช็ดตัวให้ด้วยความเป็ห่วง
ในขณะที่ยกมือของลูกสาวตนขึ้นมาเพื่อที่จะได้เช็ดมือให้นั้นเธอก็ได้เห็นเข้ากับกำไลวงหนึ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน และก่อนหน้านี้ลูกสาวของเธอก็ไม่เคยใส่มันเลย แล้วยิ่งเด็กสาวนอนป่วยอยู่อย่างนี้จะไปหาจากไหนมาใส่ได้นอกจากมีคนเอามาใส่ให้
หลังจากที่เช็ดตัวให้กับลูกสาวของตนเสร็จเธอก็ทำการห่มผ้าหนาๆ ให้แล้วออกไปหาสามีของตนเพื่อถามถึงกำไลวงนั้นว่าสามีของตนได้เอามาใส่ให้ลูกสาวหรือไม่ แต่สามีของเธอก็ได้ปฏิเสธออกมา ทั้งสองคนจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ จนกระทั่งลูกสาวของเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งจึงได้ถามไถ่หาที่มาของกำไล แต่ลูกสาวของตนก็บอกว่าไม่รู้เช่นกัน อีกทั้งถามว่ากำไลวงนี้มาอยู่ที่ข้อมือของตนเองได้เช่นไรจึงพยายามถอดออกมาดูแต่ถอดอย่างไรก็ถอดไม่ออก
ทุกคนจึงได้แต่เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจจนกระทั่งในเช้าวันหนึ่งที่ลูกสาวของตนได้รู้ความจริงว่ามันคือกำไลมิติที่เปรียบเสมือนเก็บอีกโลกหนึ่งเอาไว้ หลังจากวันนั้นครอบครัวของเธอก็ได้เปลี่ยนไปในทุกๆ อย่าง
เหอม่อหลันที่กำลังนึกถึงความหลังที่ทำให้ชีวิตของคนทั้งครอบครัวเปลี่ยนไปเพราะเด็กสาวตัวเล็กๆ ตรงหน้า ก็ได้แต่นั่งมองลูกสาวตนเองด้วยสายตารักใคร่และมีความสุข