ตอนที่ 12 มีงานที่บ้านใหญ่ ไม่ไปไม่ได้หรอกนะ
ผมทำงานกับเ้านายหนุ่มชื่อ คุณต่อพงษ์ เป็เดือนที่ 7 แล้วครับ คุณเชื่อไหม ผมไม่เคยเห็นคุณต่อพงษ์ไปสุงสิงกับบ้านใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามเลยสักครั้ง แปลกที่สุด แปลกมาก เพราะบ้านใหญ่ก็คือบ้านของท่านประธานและคุณนาย คุณต่อกลับปลีกตัวมาอยู่คนเดียวไม่ยอมสุงสิงกับใคร จะว่ามีเื่ผิดใจกันหรือก็เปล่า หรือว่าแค่อยากใช้ชีวิต...แล้วทำไมถึงมาสร้างบ้านอยู่ฝั่งตรงข้ามกันแบบนี้ล่ะ
ผมหอบหิ้วกล่องของขวัญสามชิ้นที่ไปรับมาจากห้างสรรพสินค้าละแวกออฟฟิศใส่ท้ายรถก่อนจะรอเวลาเลิกงาน ระหว่างนี้ก็ทำการเช็ดถูรถหรูคันงามนี้ให้ขึ้นเงาเสียก่อน เอาจริงๆอย่าถามเลยนะครับว่าผมขับรถอะไร เพราะเ้านายหนุ่มแกไม่ชอบใช้รถซ้ำ เมื่อวานพอร์เช วันก่อนออดี้ วันนี้เบนซ์ พรุ่งนี้อาจจะบีเอ็ม ... ถ้ายังจำได้ เ้านายบอกว่าเข็ด ไม่อยากใช้คนคันเดิม กลัวมันจะเสียกระทันหัน ไม่อยากเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจากที่คุณนายเป็ลมชักอยู่ข้างแล้วไปไหนไม่ได้เพราะรถเสีย เหตุการณ์นี้แหละ คุณต่อเลยไม่ยอมขับรถเอง ต้องหาคนขับรถประจำตำแหน่งไว้ข้างกาย
แต่ก็ไม่มีใครที่อยู่ทนอยู่นานแบบผมนะ แถมระยะหลังๆเ้านายหนุ่มผมเลิกงานดึกมากทำให้ผมต้องนอนค้างที่บ้านแกเป็ประจำ จะได้กลับบ้านทีก็วันอาทิตย์ เพราะวันเสาร์ก็ต้องอยู่เผื่อเ้านายหนุ่มมีนัดสังสรรกับลูกค้าหรือไปตีกอล์ฟ ผมก็ต้องทำหน้าที่ตามคำสั่ง
ส่วนทางบ้านผมคงชินแล้ว แม่ผมก็อาการดีขึ้น ถึงแม้ผมจะใช้ชีวิตกับเ้านายมากกว่าแม่ก็ตาม แต่แกก็เข้าใจว่าผมทำงาน ตอนนี้ผมพอจะมีเงินจ้างป้าแท้ๆของตัวเองที่อายุร่วม 80 มาอยู่เป็เพื่อนแม่ เงินไม่ได้มากมายหรอกครับเพราะยังไงก็ญาติกัน แกชื่อป้าบังอร เป็พี่สาวพ่อ บ้านเราก็ติดกัน แต่เพราะความแก่ แกเลยไม่ได้ไปไหน ผมเห็นว่าแกว่างๆอาจจะเบื่อเลยให้เงินเดือนละ 1,000 บาทมาอยู่เป็เพื่อนแม่ ตอนนี้แทบจะไม่กลับบ้านแล้วครับ นอนห้องแม่ผมนั่นเลย
ผมลืมเล่าประวัติผมสินะครับ จริงๆมันไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ผมมันคนญาติเยอะ เพราะพี่น้องฝั่งพ่อมีหลายคน แต่ที่สนิทที่สุดก็ครอบครัวป้าอรนี่แหละ ที่เหลือแยกย้ายกันไปอยู่ที่ต่างๆ เพชรบุรีบ้าง ประจวบฯบ้าง ไกลสุดก็นครพนม ป้าอรแกมีลูกสองคน ชายหญิงอย่างละหนึ่ง ลูกชายแต่งงานแล้วไปอยู่บ้านเมียแถวรังสิต นานๆถึงจะมาหากันที มีลูกแล้วสามคนวัยกำลังโต ส่วนลูกสาวป้า ก็รุ่นก่อนหน้าผมไม่กี่ปีชื่ออรอนงค์ เพราะความจนเลยต้องแต่งงานไว ตอนนี้เพิ่ง 38 แต่ลูกชายคนโตอายุ 18 เท่ากับไอ้โทน้องชายผม
“ใจลอยอะไรเนี่ย” เ้านายมาตอนไหนไม่รู้ครับ ผมสะดุ้งเฮือกเลยครับ
“คุณต่อจะกลับแล้วเหรอครับ”
“อื้อ โทรหาหลายรอบแล้วลุงไม่ยอมรับสาย” ชิบ...หาย...แล้ว ผมลืมมือถือไว้ในรถ มัวแต่ออกมาขัดเงา
“ผมลืมไว้ในรถครับ มัวแต่ขัดรถเลย...”
“ช่างเถอะ ไปเอาของขวัญมารึยัง”
“เอามาแล้วครับ” ทำไมพูดง่ายจังวะ ปกติจะต้องด่าแล้ว
“แล้วจะยืนบื้ออีกนานมั้ย ไปสตาร์ทรถสิ”
“ครับๆๆๆ” ผมรีบวิ่งไปสตาร์ทรถทันทีที่สิ้นเสียงสั่ง เ้านายหนุ่มเป็คนขี้ร้อน ไม่ค่อยชอบอยู่กลางแจ้ง...แต่มันก็ช่างขัดกับตอนที่ไปนอนอาบแดดที่ชั้นดาดฟ้าของโรงแรมเดือนที่แล้วอยู่นะ
“วันนี้คุณต่อจะแวะที่ไหนก่อนมั้ยครับ”
“ไม่อะ ไปบ้านใหญ่” หะ...ผมหูฝาดเหรอ
“ครับ” ไม่กล้าจะถามอะไรแล้วครับ อยู่ด้วยกันมานานแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง หกวันต่อสัปดาห์ เรียนรู้ได้แล้วว่า อย่าถามเยอะ
ที่บ้านใหญ่นั้นขอไม่บรรยายนะครับ เอาแค่ว่ามันใหญ่สมชื่อก็แล้วกัน แต่ตอนนี้กลับมีรถรามาจอดเรียงรายล้นออกมาที่ถนนหน้าบ้านแล้ว ผมส่งเ้านายได้แค่หน้าประตูเพราะไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้
“เอารถไปเก็บที่บ้านนะ แล้วเดี๋ยวเอาของขวัญมาที่นี่”
“ครับ” ผมรับคำ อยากถามมากเลยว่าทำไมเ้านายไม่เอาของขวัญไปเองล่ะ แต่ก็เงียบไว้เถอะ...
ผมเดินต๊อกต๋อยหอบหิ้วกล่องของขวัญขนาดต่างกันสามกล่องไปที่บ้านใหญ่ที่คลาคล่ำไปด้วยกลุ่มวัยรุ่นหน้าตาดีทั้งชายหญิงตรงสนามหน้าที่ประดับซุ้มดอกไม้และโต๊ะค็อกเทลเรียงราย แต่ละคนแต่งตัวในชุดเรียบหรู บ้างก็ยังอยู่ในชุดนักศึกษา ผมอ่านป้ายที่บอกว่า สุขสันต์วันเกิด ตงฉิน และลูกหมูทั้งสอง ก็พอรู้ว่าเป็งานอะไร
สายตาที่กวาดมองหาเ้านายหนุ่มน่ะไม่ลำบากเลย เพราะออร่าความหล่อเด่นกว่าใครในรัศมี แถมความสูงยังเป็ที่หนึ่ง ผมเดินไปทางนั้นเพื่อจะเอาของขวัญไปให้ มีผู้ชายสองสามคนยืนคุยกันอยู่ ร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างๆพอจะเดาได้ว่าเป็น้องชายของคุณต่อแน่ๆ ถึงแม้จะไม่สูงเท่า แต่ราศีจับ อีกสองคนที่ยืนหันหลังก็คุ้นๆแต่ก็ไม่รู้ว่าใคร
“คุณต่อครับ นี่ของขวัญครับ”
“ขอบใจมากลุง”
“พี่เอก”
“หะ” ผมมองนักศึกษาชายสองคนที่ว่าคุ้นๆเมื่อกี้
“ไอ้โท ไอ้หนึ่ง” ครับ น้องชายผมกับลูกพี่อรอนงค์ลูกพี่ลูกน้องผมเอง “มาได้ไงเนี่ย”
“ผมเป็เพื่อนกับตงฉินน่ะพี่” น้องชายผมตอบ
“สวัสดีครับ ผมตงฉินนะครับ น้องชายพี่ต่อ เพื่อนไอ้โทกับไอ้หนึ่ง” โลกจะกลมไปไหน
“อย่าไหว้เลยครับ เหาจะกินหัว ผมเอกครับ คนขับรถของคุณต่อพงษ์” เ้าโทและเ้าหนึ่งไม่ต้องบรรยายมาก เพราะเืเนื้อเชื้อไขเนาะ ผิวคล้ำๆ หล่อแบบครึ่งๆกลางๆ จะบอกว่าครึ่งบกครึ่งน้ำก็กลัวกระทบตัวเอง
“โลกกลมมาก ไม่น่าเชื่อว่าพี่จะทำงานที่นี่” กูก็ไม่อยากจะเชื่อ ผมคิดในใจ
“ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“อย่าเพิ่งสิครับ ไหนๆก็เลิกงานแล้ว แถมพี่เอกยังเป็พี่ชายเพื่อนผมอีก อยู่ร่วมงานวันเกิดผมก่อนนะครับ” ถูกเชิญซึ่งๆหน้าแบบนี้ไปไม่เป็เลย ผมมองหน้าเ้านายหนุ่มที่นิ่งเงียบ เมื่อไม่ว่าอะไรผมก็ตอบตกลง
“แต่ผมไม่มีของขวัญอะไรเลยนะครับ”
“ฮ่าๆ พี่เอกอย่าคิดมากเลย ไอ้สองคนนี้ผมก็บอกว่าไม่ต้องซื้ออะไรหรอก” คุณตงฉินหัวเราะตาหยี
“ใช่พี่ แค่นี้มันก็ได้ของขวัญจากสาวๆเยอะแล้ว” ไอ้หนึ่งหลานชายผมเสริมด้วยน้ำเสียงดุดัน
“เดือนมหาลัยนี่นา ใครๆก็อยากเอาใจ ว่ามะ” ไอ้โทแซว
“พวกมึงนี่” น้องชายของเ้านายหนุ่มหัวเราะ ความหล่อนี่ไม่แพ้กันเลยนะครับ แต่ใบหน้าของคุณตงฉินจะคมกว่า ตาจะโตกว่า ผิวจะออกแทนๆไม่เหมือนพี่ชายที่ขาวจัด รูปร่างใกล้กันแต่ความสูงแพ้ผู้พี่หลุดรุ่ย
“เออ พี่ไม่รู้เหรอว่าผมเป็เพื่อนกับไอ้ตงฉินน่ะ”
“ไม่รู้ว่ะ นี่ก็เพิ่งเคยเจอนี่แหละ” พวกเราสนทนากันตอนที่ไอ้โทลากผมมาหาเครื่องดื่ม
“โหพี่ ทำงานมาขนาดนี้เนี่ยนะ” ก็เออน่ะสิ วันๆก็อยู่แต่บ้านโน้นโว้ย ไม่ได้มาวอแวที่นี่
“กูอยู่กับเ้านาย” ผมตอบเลี่ยงๆ
“พี่เอาไร นี่มั้ย” น้องชายยื่นแก้วสีน้ำเงินมาให้
“อะไรวะ”
“บลูฮาวายพี่ อร่อยดีนะ”
อร่อยพ่อง....
่ตัดเค้กก็มาถึง ผมมองบนเวทีที่ตอนนี้มีผู้ชายสามคน สองวัยยืนเรียงกันหลังเค้กสามก้อน ภาพนั้นดูแปลกๆ คนรวยนี่ช่างสรรหาวิธีใช้เงินนะ แทนที่จะใช้เค้กแค่ก้อนเดียวให้มันจบๆไป
“เอาล่ะครับ ถึงเวลาแล้ว เรามาร้องเพลงอวยพรวันเกิดกันดีกว่า” เสียงพิธีกรที่ชื่อพันธุกล่าวเปิด
“เด็กสองคนนั่นใครวะ” ผมกระซิบถามน้องๆ
“อ๋อ สองหมูฝาแฝดน่ะเหรอ ลูกไอ้ตงฉินมันน่ะ” เ้าหนึ่งเป็คนตอบ ผมนี่ตาลุกวาว
“เดี๋ยวๆ น้องชายเ้านายพี่มีลูกแล้วเหรอเพิ่ง 18 เองนะ”
“อื้อ มันบอกว่ามีสาวมอมเหล้ามันเลยมีอะไรกันจนมีลูก”
“อื้อหือ แล้วแม่ของเด็กๆไปไหน”
“ไม่อยู่แล้ว ครอบครัวไม่ปลื้ม วันๆไม่ทำอะไร” ไอ้หนึ่งเล่า มีแต่ผมกับไอ้โทยืนฟัง
“แต่ไม่มีใครรู้เื่นี้นะ เพราะไอ้ตงฉินมันยกลูกให้พี่สาวที่ยืนกำกับเด็กๆบนเวทีน่ะ”
“แบบนี้ก็ได้เหรอ” ไอ้โทถาม
“อ้าว มึงไม่รู้เื่นี้เหรอ”
“ไม่อะพี่ ไอ้ตงฉินมันมีอะไรก็เล่าให้ไอ้หนึ่งฟังมากกว่า” เสียงเพลงอวยพรวันเกิดจบลงพร้อมเสียงปรบมือ ทั้งสามคนพากันอธิษฐานและเป่าเทียน เค้กวันเกิดถูกตัดแบ่ง ผมไม่ค่อยชอบของหวานเลยชิมของน้องชายแค่ดำเดียว
“เออ แล้วมึงต้องไปเฝ้าไอ้ตงฉินถ่ายแบบอีกมั้ย” น้องชายผมถามเ้าหลานชายผม (งงในงงกับลำดับญาติ)
“ไม่ว่ะ กูี้เี ให้สาวๆมันพาไปเถอะ” น้ำเสียงแค่นประชดตอบเรียบๆ
“หืม คุณตงฉินเป็นายแบบเหรอ”
“อ้าว พี่ไม่รู้เหรอ” ผมส่ายหน้า
“พี่ทำงานที่นี่จริงเปล่าเนี่ย บ้านนี้หน้าตาดีทั้งบ้าน จริงๆพี่ต่อก็เคยจับงานแสดงละครมาก่อน แต่เห็นว่าที่บ้านให้มาช่วยงานเลยไม่รับงาน แต่ไอ้ตงเนี่ยมันยังเรียนอยู่ เวลาว่างๆก็มีคนโทรให้ไปเดินแบบถ่ายแบบไรงี้” น้องชายผมบรรยาย
“ไม่รู้มาก่อนแฮะ”
“นี่ไง” มันโชว์รูปที่ค้นหาในมือถือมาให้ผมดู “เนี่ยไอ้ตงถ่ายแบบ”
“เชี่ย มึงไม่ต้องเปิดให้ดูก็ได้มั้ย” ผมบ่น เพราะรูปที่มันเอามาคือรูปถ่ายแบบชุดว่ายน้ำที่ใส่แค่กางเกงในตัวเดียว ผมน่ะไม่อะไรกับตงฉินหรอกครับ แต่ความละม้ายของสองพี่น้องทำเอาผมใจคอไม่ดี
“ต้องใจกล้าเบอร์ไหนเนาะมึงถึงจะถ่ายแบบนี้ได้” ไอ้โทพูดไม่หยุด แต่ไอ้หนึ่งนิ่งไปครับ เหมือนไม่ชอบรูปที่ได้เห็นเหมือนกับผม

“กี่แก้วแล้วล่ะ” เสียงที่คุ้นเคยทัก ผมรีบเอาแก้วในมือซ่อนไว้ข้างหลัง
“ไม่กี่แก้วหรอกครับ” ผมปด
“หึหึ” หัวเราะแบบนี้ทำไมวะเนี่ย “กินไปเถอะพรุ่งนี้ไม่ได้ไปไหน” เ้านายหนุ่มตอบ พลางจิบแชมเปญในมือ
“ว่าแต่ ดื่มอะไรเหรอ”
“เอ่อ น้ำส้มครับ” นางเอกมาเลยกู
“น้ำส้ม” เ้านายหนุ่มขมวดคิ้ว “น้ำส้มเดี๋ยวนี้สีฟ้าเหรอ”
เชี่ย...รู้หมดว่ากินบลูฮาวาย