ใน่บ่ายของวันที่อากาศเริ่มเย็นลงหลังจากทำงานในค่ายทหารเสร็จ รองแม่ทัพลู่ที่ว่างจากภารกิจจึงตัดสินใจออกไปช่วยค้นหาเด็กที่ยังหายตัวไป หลังจากสั่งการและเตรียมม้าคู่ใจ เขาก็ออกเดินทางพร้อมทหารกลุ่มเล็กมุ่งหน้าสู่ชายป่าที่โจรสังหารกลุ่มพ่อค้าเมื่อคืน
การค้นหาที่ยาวนาน ทหารเดินเรียงแถวกันสำรวจไปทุกมุมป่า จนกระทั่งเมื่อถึง่ค่ำ เสียงร้องเบา ๆ คล้ายลูกแมวดังมาจากหินก้อนหนึ่ง รองแม่ทัพลู่ะโลงจากหลังม้า เดินตรงไปยังเสียงนั้น พบเด็กหญิงตัวเล็ก ใบหน้าขาวซีด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและอิดโรย
"เ้าไม่ต้องกลัวนะ" เขาพูดด้วยเสียงนุ่มนวล
เด็กหญิงเพียงแต่กอดตัวเองแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา รองแม่ทัพลู่จึงถอดผ้าคลุมของตนห่มให้ ก่อนจะอุ้มขึ้นด้วยมือเดียว
"ไม่เป็ไรแล้ว เ้าปลอดภัยแล้ว"
"ท่านแม่ท่านพ่ออยู่ที่ไหน"เสียงแหบเล็กถามออกมา รองแม่ทัพถอนหายใจพร้อมกับพูดว่า"พ่อกับแม่ของเ้าเสียแล้วโดนโจรฆ่าตาย" เสียงสะอื้นดังขึ้นมือทั้งสองข้างกำเสื้อใต้เท้าไว้แล้วบอกว่า"ไม่จริง พ่อบอกว่าจะกลับมาหาพาไปหยางโจว เพียวแค่ข้าซ่อนตัวให้ดีๆ แล้ววันนี้จะมารับ"ใต้เท้าลูบหัวเด็กคนนั้นแล้วปลอบอย่างอ่อนโยนว่า''เดี๋ยวข้าพาเ้าไปเคารพศพ พ่อแม่เ้า ท่านไปดีแล้ว ไปแบบไม่เ็ป ถ้าเ้าร้องไห้ พ่อกับแม่เ้าจะมีห่วงจนิญญาไม่ไปไหน พวกท่านจะเป็ทุกข์มากกว่าเดิม ''พูดจบก็เช็ดน้ำตาให้กับเด็กคนนั้น พาไปเคารพศพพ่อแม่นาง แล้วบอกว่าจะหาครอบครับใหม่ดูแลให้
เมื่อกลับถึงหยางโจว รองแม่ทัพลู่จัดการให้เด็กหญิง ซึ่งได้รู้ว่าชื่อ อาหลี อาศัยอยู่กับครอบครัวชาวบ้านที่มีฐานะยากจนแต่ดูเหมือนจะยินดีรับดูแลนาง เขาจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเป็ค่าดูแล พร้อมกำชับ"นี่คือเด็กกำพร้าที่ข้าช่วยไว้ พวกเ้าช่วยดูแลนางให้ดี หากมีปัญหาใดให้แจ้งข้า"ครอบครัวนั้นรับปากอย่างนอบน้อม แถมยังลูบหัวอาหลีด้วยความรักใคร่ พร่ำบอกว่าข้า้าลูกมานานแล้ว ขอบคุณ์ที่ส่งนางมาแล้วทั้งสองก็จูงแขนอาหลีเข้าไปในบ้าน รองแม่ทัพลู่มองดูจนประตูบ้านปิดลง แล้วจึงกลับไป
ทว่าในความเป็จริง พวกเขาไม่ได้มีความเมตตาอย่างที่แสดงออก
หลายเดือนผ่านไป เงินที่รองแม่ทัพลู่มอบไว้ให้ก็หมดลง ครอบครัวชาวนานั้นเริ่มมองอาหลีด้วยสายตาแปลกไป จากที่เคยให้ข้าวให้น้ำ กลับเริ่มเมินเฉยและตำหนิเด็กหญิงว่าเป็ภาระ
คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง สองสามีภรยาบังคับ ลากจูงอาหลีไปยังตลาดมืดในหยางโจว นางถูกขายให้แก่พ่อค้าคนกลางผู้โเี้โดยไม่ได้รับคำอธิบายใดๆ
“พวกท่าน… จะทิ้งข้าไปจริงๆหรือ? ข้าทำอะไรผิด ไม่ว่างานอะไรข้าก็ทำแทนพวกท่าน” อาหลีร้องไห้เสียงสะอื้น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยน้ำตา แต่ไม่มีใครตอบกลับ มีเพียงแค่สายตาที่มองมาด้วยความรังเกียจ กับสายตาดีใจที่เห็นเงินก้อนโตจากพ่อค้า
อาหลีถูกพาเข้าสู่หอนางโลมฮวาเซียนอินที่ขึ้นชื่อว่ามีหญิงงามที่สวยที่สุด หญิงทุกคนเก่งฉลาดรอบด้าน แต่ไม่มีใครรู้เลยกว่าผู้หญิงในหอนั้นจะมาถึงขั้นนี้ต้องผ่านความยากลำบากมามากแค่ไหน อาหลีที่เข้ามาโดนบีบบังคับ นางถูกสั่งสอนให้เล่นพิณ วาดภาพ และร่ายรำ แต่ละวันเต็มไปด้วยเสียงก่นด่าและแส้ที่ฟาดลงบนผิวจนเกิดรอยแดง แม้ร่างกายนางจะเ็ป แต่จิตใจกลับช้ำยิ่งกว่า
“เ้านี้มันสอนไม่รู้จักจำจริงๆ หากยังทำผิดอีก ข้าจะเผาผิวเนื้อเ้าด้วยเข็มเหล็ก!” เ้าของหอคำราม พร้อมคว้าดวงหน้าเล็กๆ ของอาหลีให้หันมาสบตา
อาหลีรับคำโดยไร้เสียง เธอเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ในใจว่างเปล่าราวกับจะยอมรับชะตากรรม
ปีแล้วปีเล่าผ่านไป เด็กหญิงในวันวานเติบโตขึ้นสู่หญิงสาวงามสะพรั่ง เธอเรียนรู้ที่จะซ่อนน้ำตาไว้ภายใต้หน้ากากรอยยิ้ม แม้ชีวิตในหอนางโลมจะโหดร้าย แต่นางก็ยังคงมีหวัง หวังว่าสักวันจะได้ออกไปจากที่นี้ เพราะชีวิตของนางแลกมาด้วยชีวิตของพ่อแม่ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจทำไมต้องทิ้งให้อยู่คนเดียว ให้พบเจอแต่คนใจร้าย พอโตขึ้นพึ่งเข้าใจว่าท่านไม่ได้ทิ้ง แต่ไม่มีทางเลือก
“ท่านแม่... ท่านพ่อ... ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้นานที่สุด จนกว่าจะได้พบกับพวกท่าน”นางก้มหน้าลงนิดนึงน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมา"ข้าเหงาเหลือเกิน ที่ตรงนี้ข้าไม่ชอบเลย ข้าอยากกลับบ้านอยากไปซบกอดอุ่นๆของพวกท่าน" ยิ่งพูดนางก็ยิ่งร้องไห้ อารมณ์ยิ่งดิ่งลงเรื่อยๆ ฟุบหน้าลงกับโต๊ะพยายามปิดปากไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไปด้านนอก ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พอไม่มีคนเปิดก็ทุบเสียงดัง "จะเปิดหรือไม่เปิด!! สายปานนี้แล้วยังไม่รู้จักลุก ตอนนี้เริ่งกำเริบสืบสานแล้วสินะ อยากโดนทรมานหรืออย่างไรนางตัวดี รีบเปิดประตู!!!"นางก็รีบเช็ดน้ำตาแล้วออกไปเปิดประตู
"ตอนนี้ยามอิ๋น ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วยามกว่าจะถึงเวลาฝึกซ้อม"นางกล่าวเสียงเบาให้กับเ้าของหอได้เข้าใจว่านางไม่ได้สายแต่มันยังไม่ถึงเวลา
"เ้ากล้าเถียงข้าหรือ ข้าบอกว่าเวลานี้ก็คือเวลานี้!!!"พร้อมกับกระชากผมนางออกจากห้องอย่างแรงจนล้มหัวเข่ากระแทกพื้น พอนางไม่รีบลุกก็เอาหวายฟาดอย่างแรง จนอาหลีต้องฝืนความเจ็บให้ลุกขึ้นแล้วรีบลงไปข้างล่างเพื่อซ้อมพิณ
ทุกๆ วัน นางถูกฝึกให้เล่นพิณ วาดภาพ ร่ายรำ และร้องเพลง เพื่อเรียกเงินทองจากเหล่าลูกค้าผู้มีอำนาจและเงินทอง แม้ว่าทุกครั้งที่เธอทำผิดพลาดเล็กน้อย เ้าของหอจะลงโทษด้วยเข็มทิ่มตามร่างกายของเธอ ไม่ก็กระชากหัวหรือใช้หวายตี แม้ว่าเสียงดนตรีที่นางเล่นจะไพเราะแค่ไหน ร่ายรำได้อ่อนช้อยแค่ไหนแต่ใครจะรู้ว่าภายในใจนั้นบอบช้ำเกินเยียวยาแล้ว
อีกฟากหนึ่งในค่ายทหารที่ไกลออกไป รองแม่ทัพลู่หลังจากที่ได้ส่งอาหลีไปยังบ้านชาวนาและรับปากว่าจะช่วยดูแลเธอเหมือนคนในครอบครัวทำให้เขาเบาใจได้บ้าง แต่เมื่อกลับมาทำงานได้ไม่นานคำสั่งด่วนให้ไปช่วยรบทางใต้ก็ส่งมาถึง วันต่อมาก็เตรียมตัวออกเดินทาง
ศึกครั้งนี้ยืดเยื้อเนิ่นนาน ภายในหนึ่งปีปะทะกันนับสิบครั้ง แม้มิใช่ศึกใหญ่ที่ะเืฟ้าดิน แต่ก็เป็สิ่งที่มิอาจหลีกหนี ทั้งสองฝ่ายรุกและรับอย่างระมัดระวัง มิอาจถอย มิอาจผลีผลาม การรบแต่ละครั้งมิได้หมายเอาชีวิตโดยตรง ทว่าความกดดันกลับหนักหนายิ่งกว่าศึกตัดสิน จนในที่สุดเหมือนศัตรูจะหมดความอดทนจึงยกทัพเข้ามา พวกเขาที่รออยู่แล้ว วางกับดักไว้หมดแล้ว จึงสามารถเอาชนะได้ในศึกนี้
ใช้เวลากว่าห้าปี ในที่สุด รองแม่ทัพลู่ได้รับคำสั่งให้กลับมาหยางโจว เมื่อกลับถึงเมือง เขารีบไปเยี่ยมบ้านชาวนาที่เคยฝากอาหลีไว้ แต่เมื่อไปถึง เขากลับพบว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น บ้านถูกทิ้งร้างและไม่มีเบาะแสใดๆ
ยังก็คิดไปในทางที่ดีว่าเด็กน้อยคนนั้นอาจจะย้ายตามครอบครัวชาวนาไปยังสถานที่ใหม่ที่ดีกว่าเดิม เพราะตอนที่เขาเอาเด็กคนนี้ไปฝากชาวนาพวกนั้นก็รู้ว่าเขาเป็ใคร แต่ยังให้คนตามหาเบาะแสของนางอยู่