ตอนที่ 41ปฏิเสธรับ
ทันทีที่คำพูดของหลิงซานฉิงถูกเปล่งออกมา ทั่วบริเวณต่างเงียบลง แต่ละคนมองจดหมายที่นางหยิบออกมา จึงอดคิดไม่ได้ ครั้นเห็นท่าทางที่ไม่กริ่งเกรงสิ่งใดของนาง ก็อดคาดเดาไม่ได้ว่า หรืออาจารย์สวีจะเขียนจดหมายนี้ส่งมา?
หลิงซานฉิงอ่านเนื้อหาของจดหมายท่ามกลางสายตาตะลึงงันของทุกคน และสายตาที่มืดครึ้มของอวี๋ซิ่งเหวิน
เนื้อหาเขียนคร่าว ๆ ว่าอาจารย์สวีรู้เรื่องนี้แล้ว และได้เห็นภาพวาดศาลาสิบลี้แล้ว ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ได้ตำหนิฉาจื่ออัน แต่ยังขอให้ฉาจื่ออันบอกวิธีวาดภาพนี้ออกมา วิธีวาดภาพนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แถมยังชื่นชมมาก จากนั้นก็มีคำพูดอวยพรมาไม่กี่ประโยค
แม้จะมีจำนวนคำไม่มาก ทว่าแต่ละประโยคกลับพูดอย่างตรงประเด็น และเต็มไปด้วยสาระ
อวี๋ซิ่งเหวินตอบสนองเป็นคนแรก ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย และต้องการตรวจสอบจดหมายด้วยตัวเอง จากนั้นก็เห็นว่าเนื้อหาในจดหมายเหมือนกับที่นางอ่านทุกประการ ทว่าก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ
เป็นไปได้อย่างไร? ตอนนั้นคนของเขาได้รับข่าวจากฉาซื่อว่าภาพวาดนั้นถูกหลิงซานฉิงแย่งเอาไปแล้ว จึงคิดว่านางอาจขอความช่วยเหลือจากอาจารย์สวี เขาจึงได้สั่งหยุดคนส่งจดหมายไว้ ก่อนจะฉกฉวยจนได้ภาพวาดศาลาสิบลี้มา แต่ตอนนี้อาจารย์สวีบอกในจดหมายว่าเขาได้เห็นภาพวาดศาลาสิบลี้แล้ว หรือความจริงแล้วจะมีภาพวาดศาลาสิบลี้มากกว่าหนึ่งภาพ? หรือว่าหลิงซานฉิงเตรียมการไว้แล้ว?
เช่นนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างที่เขาทำคือการตัดสินใจชั่วคราว นางคงจะไม่มีพลังหยั่งรู้อนาคตล่วงหน้าหรอก สิ่งเดียวที่อธิบายได้คือนางเดาทุกอย่างได้หมดตั้งแต่แรก รวมถึงการกระทำของเขาด้วย หากเป็นเช่นนี้จริง ๆ นับว่านางน่ากลัวเกินไปแล้ว...
ดวงตาของหลิงซานฉิงแฝงไปด้วยการเหยียดหยาม นางอาจจะมีวิธีช่วยเหลือคนที่แตกต่างกัน แต่คิดไปคิดมาก็มีเพียงไม่กี่วิธีที่จะทำร้ายผู้คน และไม่จำเป็นต้องคิดอะไร เมื่อเห็นว่าเขายังคงคิดอยู่ นางก็เอ่ยด้วยท่าทางเอียงศีรษะเล็กน้อย “คุณชายรองคงแปลกใจมากว่าเหตุใดถึงมีภาพวาดศาลาสิบลี้สองภาพ ตอนนั้นที่ฉาจื่ออันวาดภาพนี้ เขาก็ได้ร่างต้นฉบับภาพนี้ขึ้นมา เจ้าลองดูว่าภาพวาดในมือเจ้าหยาบหรือไม่หยาบ”
อวี๋ซิ่งเหวินไม่จำเป็นต้องมองภาพวาดในมือ นางชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ครั้นเห็นจดหมายที่อาจารย์สวีเขียนด้วยตัวเอง เขาจะพูดอะไรได้อีก แม้เขาจะยังสงสัย แต่บัณฑิตที่อยู่รอบ ๆ ต่างเชื่อไปหมดแล้ว
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าฉาจื่ออันที่เป็นศิษย์อาจารย์สวีจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้แน่นอน”
“คุณชายฉา ก่อนหน้านี้เราเข้าใจเจ้าผิดไป และเชื่อในคำพูดของคุณชายรองเพียงข้างเดียว เจ้าอย่าได้ถือสาเลย พวกเราชื่นชมอาจารย์สวีมากเกินไป และมิอาจทนให้ใครมาปลอมแปลงได้ คำพูดจึงค่อนข้างรุนแรงไปหน่อย”
“คุณชายฉา แม้แต่อาจารย์สวียังอยากให้เจ้าชี้แนะว่าภาพนั้นใช้วิธีใดในการวาดกันแน่ พวกข้าก็อยากรู้เช่นกัน ไม่ทราบว่าจะ...” ก่อนที่ชายคนนั้นจะพูดจบ ก็ถูกหลิงซานฉิงจ้องกลับด้วยสายตาเย็นชา
ความเข้าใจผิดก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกฉาจื่ออันอีก และไม่มีใครตำหนิเขาได้
อวี๋ซิ่งเหวินพาคนมาเสียเที่ยว และยังพ่ายแพ้ผู้หญิงคนหนึ่งต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาเผยสีหน้าย่ำแย่ออกมา พลางสะบัดแขนเสื้อออกไปด้วยความโกรธ
หลิงซานฉิงโบกมือตามหลัง “คุณชายรอง อย่าเดินผิดทางล่ะ” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย
อวี๋ซิ่งเหวินชะงักฝีเท้า และรุดขึ้นหน้าฉับไว สีหน้าพลันอึมครึมมากขึ้น
ฉาจื่ออันเผชิญหน้ากับคำชมจากเหล่าบัณฑิต แต่กลับไม่มีความสุขเลย คนเหล่านี้เพิ่งตำหนิเขาไปแท้ ๆ แต่กลับเปลี่ยนหน้ารวดเร็วปานนั้น
หลังจากกลับเข้ามาในบ้าน ฉาจื่ออันยังแทบไม่อยากจะเชื่อ แม้อวี๋ซิ่งเหวินจะไม่ชอบเขาและขัดแย้งกับเขาอยู่บ้าง แต่เหตุใดต้องเอาเรื่องของอาจารย์สวีมาทำกับเขาเช่นนี้ ก่อเรื่องจนทำให้วุ่นวายไปหมด และยังทำให้ชายชราอย่างอาจารย์สวีตื่นตระหนกอีก นี่คงไม่ใช่แค่ไม่ชอบเขาธรรมดา ๆ เสียแล้ว
ปกติแล้วเขาไม่ค่อยโกรธ แต่หากโกรธขึ้นมา เขาก็แค่นั่งโกรธอยู่ในลานบ้าน และไม่ส่งเสียงอะไรออกมา
หลิงซานฉิงวางจดหมายของอาจารย์สวีไว้บนโต๊ะ “สังคมก็เป็นเช่นนี้ อาจจะไม่มีใครจำได้ว่าเจ้าดีแค่ไหน แต่เมื่อเจ้าทำผิดเล็กน้อย แม้ความผิดนั้นจะยังไม่ถูกยืนยัน เจ้าก็ยังถูกคนด่าชี้นู่นชี้นี่อยู่ดี ถูกสาปแช่งอย่างรุนแรง สังคมก็เป็นอย่างนี้แหละ เมื่อเป็นอย่างนี้เจ้าก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับมันมากนัก สิ่งที่เจ้าทำไม่ใช่การทำอย่างไร้ข้อผิดพลาด แต่ทำให้ดียิ่งขึ้น ให้มีชื่อเสียงมากขึ้น เมื่อเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้อีกครั้ง ไม่ใช่ทุกคนจะตำหนิเจ้า แต่ก็มีคนส่วนหนึ่งยืนเคียงข้างเจ้า และพูดปกป้องเจ้า” นางกล่าวเหตุผลอย่างลึกซึ้ง
ฉาจื่ออันพยักหน้าตามอย่างซื่อบื้อ ไม่รู้ว่าเขาได้ฟังบ้างหรือไม่ แต่คำพูดของหลิงซานฉิงพูดแค่เพียงด้านเดียว และไม่สนใจว่าเขาจะฟังหรือไม่ หลังจากพูดจบ นางก็ไม่อยู่เป็นเพื่อนเขาในลานอีก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถึงเดือนสิบแล้ว
บาดแผลบนตัวสวีอิงเอ๋อร์หายดีแล้ว และไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องอยู่ที่นี่อีก แม้ว่าหลิงซานฉิงจะไม่ได้แสดงเจตนาที่จะขับไล่นางออกไป หรือแม้แต่อยากจะให้นางอยู่ต่อ หากแต่นางก็ยังไม่สบายใจเล็กน้อย
นางถือโอกาสในตอนที่ฉาจื่ออันวาดภาพอยู่ในห้องเพื่อไปคุยกับหลิงซานฉิงตามลำพังที่ลานบ้าน นางจับถ้วยชาในมือแน่น และลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ซานฉิง ร่างกายข้าฟื้นตัวแล้ว ข้าคิดว่าไม่ควรจะรบกวนพวกเจ้าแล้ว ขอบคุณมากที่พวกเจ้าดูแลข้าในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ข้าควรกลับได้แล้ว”
นางเตรียมตัวมานานแล้ว แต่น้ำเสียงกลับดูเศร้าสร้อย คิ้วงามลู่ลงอย่างเหงาหงอย
หลิงซานฉิงจิบชาอย่างไม่ใส่ใจพลางเหลือบมองนาง “เจ้ามีที่ไปหรือไม่?” ขณะที่นางพูด ก็นำของว่างเข้าปาก
สวีอิงเอ๋อร์ส่ายหน้า “ครอบครัวข้าไม่มีแล้ว ข้าไร้ญาติขาดมิตร และไม่รู้ว่าจะไปพักอาศัยอยู่ที่ใด แต่ที่ไหนก็ดีทั้งนั้น ถึงอย่างไรก็มาตัวเปล่า ส่วนเงินที่เจ้ากับพวกพี่น้องจ่ายเพื่อไถ่ตัวข้าออกมา ข้าจะหาไปคืนให้เร็วที่สุด”
นางรู้สึกขอบคุณ เพราะหากไม่ใช่เพราะพวกเขาช่วยไว้ นางคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะไปทางไหนดี บางทีหากนางตายไปตอนนั้น มันก็เป็นการช่วยไถ่ตัวสำหรับนางแล้ว
หลิงซานฉิงกลืนอาหารลงไป ไม่ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่าย หรือบอกอีกอย่างว่าตนเองไม่ได้ตั้งใจปล่อยนางไปเลยสักนิด นางพยักหน้าตอบกลับไป “เจ้าก็ไม่มีที่ไป ข้าขาดคนช่วยอยู่พอดี ไม่สู้เจ้าอยู่ที่นี่ต่อไป ดูแลเห็ดกับข้า และข้าก็ไม่ต้องไปหาคน ข้าจะให้เงินเดือนเจ้าทุกเดือน เจ้าลองนำไปคิดดู”
แม้คำพูดนี้จะดูเหมือนพูดออกมาลอย ๆ แต่สวีอิงเอ๋อร์กลับไม่กล้าเชื่อหูตัวเองว่ากำลังได้ยินอะไร ให้นางอยู่ต่อรึ? นางอยู่ไปจะมีประโยชน์อะไร
“ในเมื่อข้าให้เจ้าอยู่ต่อ ก็หมายความว่าเจ้ามีข้อดีของเจ้า เจ้าแค่คิดเพียงว่าจะอยู่หรือไปก็พอ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แตกต่างกับท่าทางไม่ใส่ใจเมื่อครู่อย่างมาก
สวีอิงเอ๋อร์น้ำตาคลอเบ้า ทั้งพยักหน้าและส่ายหน้าไปในเวลาเดียวกัน “ข้าจะอยู่ต่อ เป็นเกียรติของข้าที่ได้อยู่ที่นี่ต่อไป ซานฉิง ข้าบอกตามตรง นอกจากที่นี่ข้าก็ไม่มีที่อื่นให้ไปแล้ว ขอบใจเจ้ามากที่เก็บข้าเอาไว้...” นางส่งเสียงสะอื้นในตอนท้าย
หลิงซานฉิงลุกขึ้น และตบไหล่อีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา “มาเถอะ ไปดูเห็ดหูหนูขาวว่าเติบโตอย่างไร” นางเห็นแก่ตัวเล็กน้อยที่จะเก็บสวีอิงเอ๋อร์เอาไว้ เพราะหากสวีอิงเอ๋อร์จากไป นางคงขาดคนช่วย หากไปจ้างคนมาอีก ก็ต้องสอนพวกเขาลงมือปฏิบัติ ซึ่งมันยุ่งยากนัก
“คุณชายฉาอยู่บ้านหรือไม่?”
“คุณชายฉา ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน”
ทันทีที่ทั้งสองลุกขึ้น ก็มีเสียงดังมาจากประตูหน้าบ้าน หลิงซานฉิงกวาดสายตามองไปก็รู้ว่าพวกเขามาทำอะไร นางจึงตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด “ไม่อยู่บ้าน และไม่ขายภาพวาด เชิญกลับไปเถิด”
เมื่อสองคนนั้นได้ยินว่าฉาจื่ออันไม่อยู่บ้าน ก็หยุดเดินเข้าไปข้างใน จากนั้นก็มีเสียงประตูเปิดดังลั่นเอี๊ยดอ๊าด ฉาจื่ออันเดินออกมาก็เห็นเพียงพวกนางสองคนอยู่ในสวน อดแปลกใจไม่ได้จึงถามว่า “คนล่ะ? เหตุใดถึงกลับไปแล้ว?” เขาได้ยินชัดเจนว่ามีคนมาหา ช่วงนี้มีคนมาหาเขามากขึ้นเรื่อย ๆ และถูกรบกวนอยู่เสมอ
สวีอิงเอ๋อร์เดินไปที่ห้องเพาะอย่างรู้งาน หลิงซานฉิงโบกมือให้เขา เพื่อบอกใบ้ให้เขากลับไปวาดภาพต่อ “แม้จะมีคนมาซื้อภาพวาดของเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เจ้าก็ไม่ควรขายให้ใครก็ได้ หากทุกคนมีภาพเจ้าอยู่ในมือแล้วใครจะมาเห็นคุณค่ากัน? เจ้าต้องเข้าใจว่าของมีค่าหายากย่อมมีคุณค่าต่อการเก็บไว้ ขอแค่เจ้าขายเพียงเล็กน้อย คนที่ซื้อภาพวาดเจ้าไปถึงจะเห็นคุณค่า หากทุกคนมีภาพวาดของเจ้า เช่นนั้นมันจะเป็นของล้ำค่าหายากได้อย่างไร? เจ้าดูอาจารย์สวีสิ เขาขายภาพตัวเองอย่างตามใจไหม?”
เพราะเหตุนี้ภาพวาดของอาจารย์สวีถึงได้ล้ำค่าหายากมาก อวี๋ซิ่งเหวินเห็นภาพวาดศาลาสิบลี้นี้ครั้งแรกยังไม่กล้าบุ่มบ่ามเลย เพราะกลัวจะก่อเรื่องขึ้น
ดูเหมือนคำพูดนี้จะมีเหตุผล ดังนั้นฉาจื่ออันจึงไม่โต้เถียง และกลับห้องไปวาดภาพต่อ
หลิวซื่อบังเอิญเดินผ่านประตูหน้าบ้านพวกเขาพอดี เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป นางเร่งฝีเท้ากลับบ้านตัวเองทันที
ทันทีที่เหยียบลงลานบ้าน ยังไม่เห็นเงาใครสักคนก็ส่งเสียงตะโกนขึ้น “ท่านแม่ ท่านออกมาเร็ว เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว” นางตะโกนออกไปอย่างสุดเสียง
“เรียกบ้าอะไรกลางวันแสก ๆ เจ้าเรียกหาอะไรฮะ? ข้าไม่ได้หูหนวกเสียหน่อย” ฉาซื่อพึมพำด่าพร้อมกับเดินออกมา หญิงชราเอาสองมือเท้าเอวแล้วถามย้ำ “เรื่องอะไร รีบ ๆ พูดมา!”
คำพูดนี้ไม่น่าฟังยิ่งนัก หลิวซื่อแอบด่าในใจ แต่กลับไม่กล้าโต้เถียงในเวลานี้ ตั้งแต่เสียหน้าอยู่หน้าประตูบ้านหลิงซานฉิง แม่สามีของนางก็มักจะเป็นเช่นนี้
“ท่านแม่ เมื่อครู่ข้าเห็นว่ามีคนไปบ้านเจ้าสามเพื่อซื้อภาพวาด ดูเหมือนว่าภาพวาดของเจ้าสามจะมีค่ามาก ไม่สู้พวกเราไปขโมยสักรูปหนึ่ง แค่รูปเดียวก็เพียงพอให้ครอบครัวพวกเราไม่อดอยากปากแห้งแล้ว!” นางคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน เรื่องนี้มันก็ไม่ได้เสียเปรียบขนาดนั้น
เดิมทีคิดว่าแม่สามีคงจะใจเต้น แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีท่าทีเช่นนี้
“แล้วยังไง ขโมยภาพวาด? ได้สิ เจ้าไปขโมยมันมา เรื่องสกปรกเช่นนี้เหตุใดเจ้าไม่ไปทำเอง มาหาข้าทำไม?” เรื่องขโมยภาพแล้วล้มเหลวครั้งก่อนยังเด่นชัดอยู่ในใจ หากไปขโมยภาพวาดอีกครั้ง มันไม่หน้าด้านไปหน่อยรึไง
หลิวซื่อเผยสีหน้าซีดเผือดด้วยความละอายออกมา พลางเดินตัวปลิวกลับห้องไป แค่ดูก็รู้แล้วว่าแม่สามีอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นจึงไม่ควรพูดอะไรออกไปอีก
หลิงซานฉิงกลับห้องมาในตอนเย็น นางเหลือบเห็นขนห่านวางอยู่ตรงมุมหนึ่ง และนึกถึงพู่กันขนห่านที่นางเกือบลืมไปแล้ว นางหยิบมันขึ้นมา จุดเทียนและทำมันขึ้นมาทันที
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น นางก็ขอให้สวีอิงเอ๋อร์นำไปขายที่ร้านภาพวาด ใครจะไปคิดว่าเพิ่งออกไปเมื่อครู่ก็กลับมาหลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม แทบจะไปแล้วกลับจริง ๆ แถมท่าทางไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ช่างเป็นความรู้สึกที่หดหู่จริง ๆ
เมื่อเห็นสวีอิงเอ๋อร์วางพู่กันขนห่านลงบนโต๊ะ หลิงซานฉิงก็ปรี่เข้าไปถาม “ทำไมรึ เจ้าของร้านภาพวาดไม่ซื้อรึ?