เพียงแต่เื่ทั้งหมดนี้ล้วนมิเกี่ยวอันใดกับโม่จ้าน
าาปีศาจโม่จมสู่ห้วงนิทราก่อนเริ่มพิธีสังหาริญญาถูกเคลื่อนย้ายได้สำเร็จตอนนี้โม่จ้านกำลังเผชิญหน้ากับช่องว่างปิดสนิทที่มืดมิดคิดอยากจะไขว่คว้าโอกาสสุดท้ายของการมีชีวิตรอดเอาไว้
ก่อนกลับไปคราก่อนโม่จ้านใช้เขางัดมุมหนึ่งของโลงศพได้สำเร็จ ตอนนี้มีเศษดินหล่นเข้ามาตามซอกช่องว่างแล้วโม่จ้านพยายามคงความสุขุมเอาไว้ สอดเขาเข้าไปในอีกมุมหนึ่งของโลงศพอีกครั้งกัดฟันแล้วใช้แรงบนหลังคอดันออกไป
“….แกรก…เอี๊ยด…”
หลังสิ้นสุดเสียงเสียดสีชวนให้เสียวฟันอีกมุมหนึ่งของโลงศพได้ถูกเปิดออกแล้วเช่นกัน กลิ่นดินลอยกระทบเข้ามาทันใดนั้นเศษดินพลันทะลักเข้าในโลงศพจนแทบจะบดบังดวงตาทั้งสองข้างของโม่จ้านในใจของโม่จ้านรู้สึกยินดี ชั่วขณะนั้นหน้าอกพลันเริ่มรู้สึกอึดอัด— อากาศที่หลงเหลืออยู่ในปอดเพียงนิดกับความรู้สึกหายใจติดขัดย้ำเตือนสมองของเขาหากมิรีบหาแหล่งออกซิเจน ตนจะต้องหายใจไม่ออกจนตายอยู่ที่นี่ในไม่ช้าแน่นอน
โม่จ้านออกแรงดึงเขาออกจากซอก สูดอากาศหายใจเข้าลึกกำหมัดแน่นเล็งตำแหน่งที่ถูกงัด จากนั้นใช้แรงทั้งหมดที่มีต่อยขึ้นไป
“ปัง!”
“ปังปัง!”
“ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!”
ทุกครั้งที่กำปั้นโจมตีออกไปล้วนแต่ต่อยเข้าจุดเดียวอย่างแม่นยำทำให้ฝาโลงที่แบกรับแรงกระทบส่งเสียงครวญด้วยความเ็ปแม้การปะทะกันโดยตรงระหว่างกำปั้นกับแผ่นไม้จะทำให้มือของโม่จ้านะเืจนรู้สึกเจ็บกระนั้นโม่จ้านก็ยังมิคิดหยุดมือลงอากาศภายในช่องว่างอันคับแคบเริ่มถูกใช้จนหมดสิ้นเบื้องหน้าของโม่จ้านเริ่มมีดาวหมุนวนไปมาเสียแล้ว
ท่ามกลางความมืดมิดไร้จุดสิ้นสุดโม่จ้านที่เปลี่ยนจากนอนหงายเป็นอนคว่ำมีเหงื่อชุ่มทั้งกายกล้ามเนื้อบนท่อนแขนเริ่มสั่นระริกเช่นกันร่างทั้งร่างมิต่างกับปลาเกยตื้นตัวหนึ่งที่อ้าปากพะงาบๆเพื่อสูดอากาศหายใจเข้าปอดอย่างสุดชีวิตด้วยความอับจนหนทาง
…เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายและเป็หนึ่งหมัดสุดท้ายเช่นกัน
โม่จ้านปิดเปลือกตาพลางบิดตัว คำรามหนึ่งเสียงด้วยความโกรธเขาเดิมพันด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดของร่างกายขณะกระทุ้งศอกไปยังรอยแตก
“ผลัวะ!! พลั่กๆๆ…”
“?!”
ในขณะที่จวนจะสิ้นหวังโม่จ้านััได้ว่าปอดของตนเริ่มผ่อนคลายลง เบื้องหน้าปรากฏแสงตะวันสาดส่องเข้ามาทันใดทว่าเพียงมินานกลับถูกความมืดมิดปกคลุมอีกครั้ง!
…ที่แท้ก็ฝังไว้ตื้นถึงเพียงนี้
โม่จ้านรู้สึกยินดีในทันใดมิมัวสนใจปัดเศษดินที่กองอยู่บนหน้า จับฝาโลงที่บิดเบี้ยวและพยายามขดตัวงอเข่าทั้งสองข้างเข้าหากันแล้วกอดไว้ตรงอก จากนั้นออกแรงถีบไปยังฝาโลง
“พลั่ก!!”
ภายใต้การโจมตีของขาทั้งสองข้างฝาโลงตรง่เอวถูกถีบจนเกือบหักออกตามด้วยดินหนึ่งกองที่ถูกถีบกระเด็นไปกองอยู่ด้านข้างส่วนโม่จ้านที่กำลังหรี่ตาปัดเศษดินบนใบหน้าออกตามด้วยอ้าปากกว้างเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์อย่างสุดชีวิต
หลังผ่านไปมินาน ในที่สุดตนก็ได้พบกับ ‘แสงสว่าง’ อีกครั้งแสงสว่างที่แท้จริง
ความเ็ปบริเวณปอดผ่อนคลายลงโม่จ้านหยัดกายลุกขึ้นยืนปัดเศษดินบนตัวครั้นนึกถึงการกระทำของตนเองใน่ที่ผ่านมา โม่จ้านถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะมุมปากหยักยกขึ้น ตามด้วยแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้าเสียงดังลั่น
“…ฮ่าๆๆๆ…เรานี่มันโง่จริงๆ…เสียชื่อตำรวจหมด…ฮ่าๆๆๆ…”
แน่นอนว่าเสียงหัวเราะมีความสุขนี้มิใช่เพียงเพราะว่าหนีเอาตัวรอดได้สำเร็จยังเป็การถือโอกาสหัวเราะเยาะตนเองที่ไม่ต่างอันใดกับคนโง่—ทุกครั้งที่ิญญาเคลื่อนย้ายมายังร่างนี้ตนสามารถสูดอากาศหายใจได้ในระยะหนึ่งหมายความว่าถึงแม้อากาศภายในโลงศพจะถ่ายเทมิสะดวกกระนั้นก็มิได้ถูกปิดตายมิใช่หรือ? หากชั้นดินหนากว่านี้สักหน่อยในแต่ละคืนก็คงมิมีทางมีอากาศเข้าไปเติมในช่องว่างแน่
หลังเื่ราวจบสิ้นลงก็มักจะคิดอะไรได้กระจ่างอย่างง่ายดายทว่าใน่ก่อนจะเกิดเื่กับระหว่างเกิดเื่นั้นตนกลับชอบข่มขวัญตัวเองนี่มินับเป็เื่น่าตลกหรืออย่างไร
ด้วยนิสัยระแวดระวังของโม่จ้าน หลัง ‘ออกโลง’ั้แ่เสี้ยววินาทีแรก เดิมทีควรจะหาที่ซ่อนตัวทว่าหลังจากฝาโลงศพตกกระทบพื้นฝุ่นก็ฟุ้งขึ้นมาเป็จำนวนมากก้อนดินถึงกับหล่นลงบนกองฝุ่นหนาดัง ‘ตุ้บ’บ่งบอกได้อย่างดีว่าที่นี่มิมีคนมาเยือนอย่างน้อยก็หลายเดือนแล้ว
หลังโม่จ้านหัวเราะจนพอใจเขาปัดเศษดินบนใบหน้าแล้วปีนขึ้นมาอย่างเอ้อระเหยยามนี้ตนจะทำสิ่งใดเพื่อเป็การฉลองให้กับ ‘ชีวิตใหม่’ ดี?
สถานที่ที่ตัวเขาอยู่ในตอนนี้คือห้องที่ผนังทั้งสี่ด้านชำรุดทรุดโทรมอย่างมากมีทั้งวัชพืชขึ้นตามรูและรอยแยก โลงศพถูกฝังไว้ใต้ดินชั้นบางตรงใจกลางนอกจากนั้นหลังคาบ้านยังหายไปอย่างไร้ร่องรอย
แสงอาทิตย์เที่ยงวันสาดส่องลงบนกาย ภายในเวลามินานิัของโม่จ้านก็เริ่มรู้สึกปวดแสบปวดร้อน
ช่องว่างทั้งสามทิศที่อยู่ด้านหลังล้วนสามารถมองเห็นด้านนอกอีกทั้งยังได้ยินเสียงร้องของแมลง ที่แห่งนี้คงมิแคล้วอยู่นอกกำแพงเป็แน่กำแพงฝั่งตรงหน้าเขามีรอยร้าวเพียงมิกี่รอย ยังมีประตูไม้ที่ดูใกล้จะพังลงมาโม่จ้านลุกขึ้นยืนอย่างผ่อนคลาย ก้าวเท้าไปด้านหน้าผลักบานประตูให้เปิดออกอย่างสบายอารมณ์
กลางพระวิหารกว้างใหญ่ไร้ซึ่งผู้คนเสาใหญ่แปดต้นขนาดสิบคนโอบแบ่งออกเป็สองฝั่งซ้ายขวาค้ำยันโครงสร้างของพระวิหารใหญ่ทั้งหลังเอาไว้ ต้นเสาทุกต้นล้วนฝังเชิงเทียนไว้โดยรอบซึ่งบัดนี้มอดไหม้จนไร้ซึ่งแสงสว่างพื้นอาคารถูกปูด้วยหินก้อนใหญ่แน่นขนัด ตามซอกยังมีตะไคร่น้ำขึ้นอีกจำนวนหนึ่งคาดว่าคงมิได้ถูกทำความสะอาดมาสักพักใหญ่แล้ว
ด้านหลังประตูไม้ที่ห่างออกไปเพียงมิกี่ก้าวมีที่นั่งลักษณะคล้ายบัลลังก์หรูหราแม้ว่าความแวววาวของโลหะจะหายไปและเต็มไปด้วยฝุ่นผงก็ตามทีที่พักแขนฝั่งซ้ายของบัลลังก์ถูกฟันขาดครึ่งอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยข้าวของเครื่องใช้ดูชำรุดทรุดโทรมมิน้อยทีเดียวหลังคาโดมสไตล์บาโรกที่มีขนาดสูงเทียบเท่าตึกสามชั้นส่งผลให้ทั้งพระวิหารมืดสลัวและน่าอึดอัดช่องทางเดียวที่แสงสามารถลอดผ่านเข้ามาได้คือทางกระจกแก้วรั่วลมเพียงมิกี่บานกระจกแก้วหลากสีเลื่อมลายผสมผสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็ภาพแปลกประหลาดโม่จ้านจ้องดูอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังมิเข้าใจ
…มิแน่ที่นี่อาจเป็พระราชวังของาาสักราชวงศ์ที่ถูกทิ้งร้างโม่จ้านเกาหัว หรี่ตาจนแทบปิดทำได้เพียงอาศัยแสงสลัวนำทางจนมองเห็นประตูใหญ่ที่ปิดสนิทอยู่ลิบๆ
หลังทำความเข้าใจสถานการณ์โดยคร่าวของพระวิหารโม่จ้านตัดสินใจเดินออกไปทางด้านนอก ยามที่มือเปรอะเปื้อนแตะััห่วงเหล็กโม่จ้านถึงกับชะงักโดยพลันรีบหันหลังสาวเท้าด้วยความเร็วไปหลบอยู่ด้านหลังเสาใหญ่ภายในมิกี่ก้าว
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา มีคนกำลังมาทางนี้
เห็นกันอยู่ทนโท่ว่าที่นี่เป็สถานที่รกร้าง เหตุใดจู่ๆ จึงมีคนปรากฏตัวขึ้นมากันเล่า?
โม่จ้านยืนแนบต้นเสามิขยับเขยื้อนด้วยกลัวจะเผยตัวตนออกไปหรือที่นี่จะมีสิ่งใดเกี่ยวโยงกับเผ่าปีศาจคนของสันตะสำนักจึงได้คิดจะเข้ามาตรวจสอบดูสักหน่อย?
ประตูเหล็กถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้าแสงตะวันแยงตาสาดส่องเข้ามาในวิหารใหญ่พร้อมกับเสียงฝีเท้าฝุ่นละอองฟุ้งกระจายลอยล่องอยู่ในลำแสง โม่จ้านชะโงกหน้าออกไปดูพบกับแผ่นหลังกว้างของบุรุษร่างสูงราวร้อยห้าสิบหลี่มี่ผู้หนึ่งกำลังมุ่งตรงไปยังด้านหลังพระวิหารแล้วหยุดลงตรงหน้าบัลลังก์ก่อนจะมองสำรวจโดยรอบอย่างละเอียด
ยามนี้ในใจโม่จ้านรู้สึกยินดีนับหมื่นเท่า—นิสัยจากความเคยชินอย่างการชอบปิดประตูของตนเองได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้หากถูกคนผู้นี้สังเกตเห็นว่าประตูไม้สับปะรังเคบานนั้นเคยถูกเปิดออกเท่ากับเป็การบอกผู้มาเยือนอย่างโจ่งแจ้งว่าที่นี่มีความผิดปกติถึงตอนนั้นคาดว่าตนคงจะได้เผชิญหน้ากับาประจัญบานเป็ครั้งแรกั้แ่ได้มาเยือนโลกต่างมิติแล้ว
อย่างไรก็ตามในใจผู้ที่เพิ่งเคยมาเยือนโลกต่างมิติเป็ครั้งแรกอย่างโม่จ้านมิมีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อยทั้งไม่มีความสามารถในการวินิจฉัยศักยภาพของประชาชนในดินแดนนี้เช่นกันเห็นทีตนยังมิทันลงมือก็แพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นกระทั่งสภาพร่างกายในตอนนี้ ตนก็ยังมิรู้แน่ชัด จะกล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่ามได้อย่างไร
วิหารใหญ่อันว่างเปล่ามีแสงสว่างมิเพียงพอส่งผลให้ความสามารถในการมองเห็นต่ำเกินไป กระนั้นเสียงสะท้อนกลับดีอย่างน่าประหลาดเสียงกระทบแม้เพียงเล็กน้อยล้วนสะท้อนเข้าหูทั้งสิ้นหลังมีเสียงขลุกขลักอยู่พักหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดพลันแว่วเสียงถอนหายใจดังออกมาทำเอาโม่จ้านถึงกับสะดุ้งเฮือก ค่อยๆ ชะโงกหน้ามองจากด้านหลังต้นเสา
ศีรษะของชายผู้นั้นก้มชิดอกนิ่งงันอยู่หลายนาทีเงาร่างที่ค่อนข้างสั่นเทาหันไปทางบัลลังก์ก่อนจะคุกเข่าลงบนพื้นโดยมิเอ่ยวาจาใดด้วยความที่หันหลังทั้งยังอยู่ห่างกันมากเกินไปโม่จ้านจึงมิอาจมองเห็นการกระทำของชายผู้นั้นได้ อีกทั้งยังมิกล้าหลบออกไปด้านนอกได้แต่เพียงอดทนรอต่อไป