เสียงดนตรีของแมลโวลัคแฝงไปด้วยเวทย์มนต์ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและเงียบสงบ
ไลท์ที่ได้ยินก็ยิ้มขึ้นเบาๆ เขารู้มาว่าแมคโวลัคเป็นจอมเวทย์ที่ใช้เสียงดนตรีในการต่อสู้ ส่วนอาวุธของเขาก็คือกีตาร์ที่เขากำลังเล่นดนตรีอยู่
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง แมคโวลัคก็หยุดเล่นดนตรี
“ นายเคยเล่นกีตาร์ไหมบ้างไหมไลท์? ” แมคโวลัคถามขึ้น
“ เคยสิแต่ผมเล่นไม่เก่งหรอก ” ไลท์ตอบ
จากนั้นทั้งสองก็เงียบไปครู่หนึ่ง
“ วันนี้พวกมันจะลงมือแล้วใช่ไหม? ” แมคโวลัคพูดขึ้น
“ ใช่แล้วล่ะ เห็นว่าคนที่เป็นผู้นำในการโจมตีครั้งนี้คือคนที่ชื่อว่าคาลอส ” ไลท์พูดขึ้น
เมื่อได้ยินชื่อคาลอส แมคโวลัคก็หยุดชะงักก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ เธอแน่ใจนะว่าคนที่เป็นผู้นำในการบุกครั้งนี้ชื่อว่าคาลอส ”
“ ใช่แล้วล่ะ เมื่อสองวันก่อนไลก้าได้ไปแอบฟังพวกมันคุยกันและพวกมันก็บอกว่าคนที่เป็นผู้นำการบุกในครั้งนี้ชื่อว่าคารอสและยังมีตัวตนระดับSอีกสิบคน ” ไลท์พูดขึ้น
“ ถ้าหากเธอพูดความจริงล่ะก็เกรงว่าศึกวันนี้ก็คงจะไม่ง่ายดายซะแล้ว ” แมคโวลัคส่ายหน้า
“ หมายความว่าไงครับคุณแมคโวลัค? ” ไลท์ถามด้วยความสงสัย
" ก็เจ้าคาลอสนั้นแหละตัวปัญหาเลย มันเป็นจอมเวทย์ระดับSSที่แปลกประหลาดคนหนึ่ง ความสามารถของมันคือการแปลสภาพวัตถุต่างๆให้กลายเป็นน้ำ และที่สำคัญคือมันยังเป็นร่างสถิตของหนึ่งในสามสิบหกเทพปีศาจ ที่ชื่อว่า เทนโซ อีกด้วย
เทนโซเป็นเทพปีศาจลำดับที่ยี่สิบสอง ความสามารถของมันก็นับว่าเป็นปัญหาพอควร เนื่องจากว่ามันมีพละกำลังอันมหาศาลและร่างกายของมันแข็งแกร่งและยังฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็วชนิดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต่อให้มันบาดเจ็บปางตายเท่าไหร่ถ้าหากให้เวลามันพักฟื้นสักหน่อยล่ะก็ร่างกายของมันก็จะกลับมาอยู่ในสภาพเดิม " แมคโวลัคอธิบาย
ไลท์ที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วแน่น
“ เป็นจอมเวทย์ที่สร้างปัญหาได้พอสมควรเลยนะเนี้ย ” ไลท์ได้แต่ถอนหายใจออกมา
“ ใช่นะสิ เจ้านั้นมันตัวปัญหาเลยล่ะ แต่น่าเสียดายที่มันต้องมาเจอกันฉัน ” แมคโวลัคหัวเราะขึ้นเบาๆ
“ นั้นสินะ ” ไลท์เองก็ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่ากุญแจในการชนะศึกนี้คือต้องจัดการเจ้าคนที่ชื่อคาลอสให้ได้
“ แล้ววิธีที่จะฆ่าคาลอสมีไหมครับ? ” ไลท์ถามขึ้น
“ วิธีที่จะฆ่าคาลอสได้มีอยู่สามทางคือหนึ่งฆ่ามันไปเรื่อยๆจนกว่าพลังเวทย์ของมันจะหมดและไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกต่อไป สองผนึกมันเอาไว้ไม่ให้มันออกมาได้อีกตลอดการ และสามคือผนึกพลังเวทย์ของมันเอาไว้และใช้เวลานั้นในการฆ่ามัน ” แมคโวลัคพูดขึ้น
“ การผนึกพลังเวทย์งั้นหรอ? ” ไลท์สงสัย
“ ใช่แล้วล่ะการผนึกพลังเวทย์จำเป็นต้องใช้หินผนึกเวทย์ ซึ่งหินผนึกเวทย์หาได้ยากมากๆการที่จะได้มานั้นต้องเข้าไปในดันเจี้ยนพิเศษที่มีหินผนึกเวทย์อยู่ ส่วนวิธีการใช้หินผนึกเวทย์ก็คือการนำหินผนึกเวทย์มาหลอมรวมกับเหล็กทมิฬและทำเป็นกุญแจมือเพื่อจับตัวพวกมันเอาไว้ซึ่งเรียกว่ากุญแจผนึกเวทย์ ทีนี้พลังเวทย์ของมันก็จะถูกผนึกเอาไว้และกลายเป็นคนธรรมดาจนกว่าจะถอดกุญแจมือผนึกเวทย์ออก ” แมคโวลัคพูดขึ้น
“ แล้วคุณแมคโวลัคมีกุญแจมือผนึกเวทย์ไหมครับ? ” ไลท์ถามขึ้น
แมคโวลัคพยักหน้าก่อนที่จะหยิบกุญแจผนึกเวทย์ที่เป็นสีดำออกมาให้ไลท์ดู
‘ โลกใบนี้ยังมีอะไรอีกเยอะที่ฉันยังไม่รู้สินะ น่าสนใจจริงๆ ’ ไลท์คิดพร้อมกับแววตาตื่นเต้น
“ แล้วตอนนี้ทุกคนเตรียมพร้อมกันแล้วหรือยัง? ” แมคโวลัคถามขึ้นพร้อมกับเก็บกุญแจมือผนึกเวทย์
“ ก็น่าจะเตรียมพร้อมกันหมดแล้ว ” ไลท์ตอบ
“ งั้นตอนนี้ก็แค่รอเวลาให้พวกมันลงมือเท่านั้น ” แมคโวลัคมองไปยังท้องฟ้าสีครามพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
ทันใดนั้นทั่วป้อมปราการมาการ์ปรากฏม่านพลังสีดำขึ้น
ซึ่งม่านพลังสีดำนี้ก็เหมือนกับตอนที่องค์กรวิญญาณโลกันต์ใช้ที่โคลอสเซียม
ไลท์และแมคโวลัคมองหน้ากันก่อนที่จะรีบพุ่งตัวเข้าไปในม่านพลังสีดำก่อนที่มันจะปิดป้อมปราการมาการ์ได้สำเร็จ
ไลท์และแมคโวลัคลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าพร้อมกับมองการต่อสู้ด้านล่าง
ทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนในชุดคลุมสีดำ ด้านหลังชุดคลุมมีตัวอักษรที่เขียนว่าเดธการ์เดี้ยนเอาไว้ ยืนอยู่เบื้องหน้าของทั้งสอง
“ คนของเดธการ์เดี้ยน ” แมคโวลัคหรี่ตาลง
“ โฮ๊ะๆ นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้เจอกับผู้พิทักษ์แมคโวลัคที่นี้ โชคดีที่ฉันได้เตรียมการล่วงหน้าเอาไว้ไม่งั้นคงได้เจอปัญหาแน่ๆ ” ชายวัยกลางคนใบหน้าตอบ รูปร่างสูงใหญ่ พูดขึ้น เขาคือคาลอส จอมเวทย์ระดับSSขององค์กรเดธการ์เดี้ยน
ด้านหลังของคาลอสเป็นจอมเวทย์ระดับS ขององค์กรเดธการ์เดี้ยนทั้งสิบคน
วูบ วูบ วูบ
ทันใดนั้นก็มีเงาหลายร่างปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของไลท์และแมคโวลัค
ผู้มาใหม่ทั้งแปดคนมีหกคนที่สวมชุดคลุมของสภาจอมเวทย์ ส่วนอีกสองคนอยู่ในชุดธรรมดาแต่ออร่าที่ทั้งสองปล่อยออกมาก็รุนแรงไม่แพ้คนของสภาจอมเวทย์
คาลอสมองดูคนของแมคโวลัคก็หัวเราะขึ้นมา
“ แมคโวลัคแกคิดหรือว่าคนเหล่านี้จะหยุดคนของฉันได้? ” คาลอสถามพร้อมกับแสยะยิ้มขึ้นเบาๆ
“ มันก็ไม่แน่หรอกคาลอส ยังไงซะวันนี้แกจะต้องตายที่นี้ ” แมคโวลัคพูดขึ้นพร้อมกับหยิบกีตาร์ออกมาถือเอาไว้
เมื่อแมคโวลัคหยิบกีตาร์ออกมาดวงตาของคาลอสก็หรี่ลงทันที
“ ฆ่าพวกมัน ” คาลอสสั่งการก่อนที่มันจะพุ่งเข้าหาแมคโวลัคทันที
ทันใดนั้นการต่อสู้ที่รุนแรงก็เกิดขึ้นเหนือท้องฟ้าป้อมปราการมาการ์
ตัดภาพมาที่ทางฝั่งของไลก้าและคอลรุย
ทั้งสองคนกำลังไล่ฆ่าคนของเดธการ์เดี้ยนอย่างต่อเนื่อง
บนหลังคาของบ้านสตีฟ
คอลรุยที่นอนหมอบพร้อมกับเล็งปืนใส่พวกเดธการ์เดี้ยนพร้อมกับลั่นไกปืนอย่างต่อเนื่อง
ไลก้ารับหน้าที่ป้องกันด้านล่างไม่ให้คนของเดธการ์เดี้ยนบุกเข้ามาในบ้านได้ ส่วนที่ห้องของมารานก็มีสตีฟที่คอยปกป้องอีกชั้นหนึ่ง
“ ไลก้าทางเหนือพวกมันมาอีกสิบห้าคน ” คอลรุยพูดผ่านกระแสจิตติดต่อกับไลก้า
“ เข้าใจแล้ว นายก็ระวังตัวด้วยล่ะ ” ไลก้าพูดจบก็ควงหอกเทพมังกรทองพุ่งไปยังทิศเหนือทันที
คอลรุยที่กำลังเล็งปืนอยู่นั้นจู่ๆเขาก็รู้สึกถึงจิตสังหารที่รุนแรงโผล่ขึ้นมาไม่ไกลจากตัวเขา
คอลรุยหยิบปืนไรเฟิลและกระโดดหนีไปยังทิศทางหนึ่งทันที
ทันใดนั้นจุดที่เมื่อกี้คอลรุยอยู่ก็ระเบิดขึ้นก่อนที่ฝุ่นควันจะค่อยๆหายไปกลายเป็นชายสวมหน้ากากผี
“ แกนั่นเอง ” คอลรุยพูดขึ้น
“ แกรู้จักฉันงั้นหรอ? ” ชายหน้ากากผีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ ใช่สิก็เพราะฉันคอยดูพวกแกตลอดหลายวันที่ผ่านมา ” คอลรุยหัวเราะก่อนที่จะยิงไรเฟิลแบบไม่ต้องเล็งไปที่ชายหน้ากากผี
“ ที่แท้ก็เป็นเพราะพวกแกนี้เองที่ทำให้แผนการของพวกเราผิดพลาด!! ” ชายหน้ากากผีพูดอย่างเย็นชาพร้อมกับหลบกระสุนปืนของคอลรุยอย่างต่อเนื่อง
เพราะตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการจู่ๆทหารของป้อมปราการ กิลด์จอมเวทย์และนักผจญภัยต่างก็ควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วราวกับรู้ว่าจะเกิดเรื่องขึ้น นอกจากนี้ยังส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนไปปกป้องเหล่าช่างตีเหล็กและย้ายช่างตีเหล็กทั้งหมดในป้อมปราการมารวมตัวกันที่ตึกนักผจญภัยอีกด้วย
“ พวกแกนี้โง่ชะมัดเลยนะ ถูกลอบติดตามมาตลอดหลายวันแต่ก็ยังไม่รู้ตัว ” คอลรุยหัวเราะเยาะอีกครั้งและครั้งนี้เขาได้ทำการบีบอัดลมปราณเข้าไปที่ปืนไรเฟิลทำให้ครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือความแรงจะแรงกว่าก่อนหน้านี้หลายสิบเท่า
ปัง ปัง ปัง
ฟุบ ฟุบ ฟุบ
“ ไม่จริงน่า! ” ชายหน้ากากผีทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นเพราะกระสุนปืนของคอลรุยได้เจาะเข้าไปที่ลำตัวของเขาทั้งสามนัด
ชายหน้ากากผีมองมาที่คอลรุยด้วยแววตาหวาดกล้ว ในฐานะตัวตนระดับAเขามองไม่เห็นกระสุนที่คอลรุยยิงมาแม้แต่นิดเดียว แสดงให้เห็นว่าความเร็วของกระสุนของคอลรุยต้องเร็วพอๆกับระดับS
“ แกเป็นใครกันแน่! ” ชายหน้ากากผีพูดขึ้นพร้อมกับเลือดไหลออกมาจากหน้ากาก
“ คอลรุยแห่งเดธปาร์ตี้ ตัวประกอบอย่างแกก็รีบๆตายไปได้แล้ว ” คอลรุยพูดจบเขาก็ยิงปืนใส่ชายหน้ากากผีอีกหลายนัด
“ เดธปาร์ตี้!! ” ชายหน้ากากผีพูดคำสุดท้ายก่อนที่จะล้มตัวลงกับพื้นพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ เห็นทีต้องยืมคำพูดของหัวหน้ามาใช้แล้ว ‘ งานเลี้ยงแห่งความตายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ’ ”
ไม่นานไลก้าก็กลับมาที่บ้านของสตีฟอีกครั้ง
“ เป็นไงมั้งคอลรุย? ” ไลก้าถามขึ้น
“ ไม่เป็นไรฉันเพิ่งจัดการกับเจ้าหน้ากากผีไปเอง ” คอลรุยตอบ
“ งั้นก็ดี ฉันจะเฝ้าด้านล่างต่อ นายก็คอยตรวจสอบด้านบนแล้วกัน ไม่รู้ว่าทางฝั่งลูกพี่กับสาวๆจะเป็นอย่างไรบ้าง ” ไลก้าพูดขึ้น
ทางฝั่งของสามสาว ไลท์ได้จัดให้พวกเธอทั้งหมดรวมเป็นกลุ่มเดียวและไล่ล่าสังหารสมาชิกเดธการ์เดี้ยนให้หมดป้อมปราการ
ด้วยความแข็งแกร่งของทั้งสามสาว พวกเธอจัดการกับลูกสมุนของเดธการ์เดี้ยนได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้พวกเธอยังช่วยเหลือชาวบ้านได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย
ห่างออกไปไม่ไกล ตรินคอร์สที่กำลังนำกองกำลังของสภาจอมเวทย์กว่าสิบคนไล่ฆ่าลูกสมุนของเดธการ์เดี้ยนผ่านมาเห็นสามสาวกำลังฆ่าคนของเดธการ์เดี้ยนอยู่ก็ต้องพากันช็อค
“ ให้ตายเถอะเดธปาร์ตี้เป็นแหล่งรวมสัตว์ประหลาดหรือยังไงกันนะ ” ตรินคอร์สตะโกนขึ้นอย่างตกใจ แม้ว่าเขาจะเคยโดยสามสาวซ้อมมาบ้างแต่ทั้งสามคนก็ไม่เคยแสดงฝีมือที่แท้จริงให้กับเขาเห็นจนกระทั้งตอนนี้
หลังจากที่ช็อคอยู่ครู่หนึ่งตรินคอร์สก็นำกองกำลังสภาจอมเวทย์แยกไปอีกทางหนึ่งเพราะพวกเขาดูแล้วว่าตรงนี้น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
“ เดซี่ เวโรนิก้าพวกเราแยกกันไปจัดการพวกมันไหม? ” เบเรียลพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เดซี่และเวโรนิก้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนทีจะตอบตกลง
“ งั้นฉันไปจะไปตรงกลาง เดซี่ทางซ้าย เวโรนิก้าทางขวา ” เบเรียลพูดขึ้นก่อนที่ทั้งสามจะแยกกันไป
สาเหตุที่เบเรียลให้แยกกันไปจัดการก็เพราะเธอไม่รู้ว่าคนของเดธปาร์ตี้เข้ามาในป้อมปราการมาการ์กี่คน ซึ่งเธอจัดการไปแแล้วร้อยกว่าคน แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีอีกเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว
บนท้องฟ้าการต่อสู้ก็ดุเดือดอย่างมาก
ไลท์ยืนประจันหน้ากับหนึ่งในตัวตนระดับS เขาเป็นชายสวมหน้ากากครึ่งหน้า ไว้ผมหางม้าสีเขียว ในมือของเขาถือหอกสีเทาเอาไว้
ชื่อของชายคนนี้คือบาสโซ่
“ แกคงจะเป็นยมฑูตสีทองไลท์สินะ ” บาสโซ่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ ถ้าหากไม่มีคนอื่นแล้วก็คิดว่าเป็นฉันล่ะนะ ” ไลท์หัวเราะ
“ เหอะอย่าคิดว่าแกสามารถเอาชนะเจ้าดาซิมไปได้แล้วคิดว่าแกจะแข็งแกร่งล่ะนะ ฉันจะบอกให้แล้วกันว่าฉันก็สามารถเอาชนะเจ้าดาซิมได้เหมือนกัน ” บาสโซ่เย้ยหยัน
“ งั้นหรอ ฉันก็เห็นว่าแกก็ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับที่พูดมาเลยนิ” ไลท์ยิ้มก่อนที่จะสร้างดาบสีทองนับแสนออกมาล้อมรอบบาสโซ่เอาไว้
“ นี้สินะดาบสีทองที่เขาร่ำลือกัน ไม่เลวเลยจริงๆ ” บาสโซ่มองดูดาบสีทองที่ล้อมรอบด้วยแววตาจริงจัง
ทันใดนั้นไลท์ก็สั่งให้ดาบสีทองทั้งหมดเข้าโจมตีบาสโซ่ทันที
บาสโซ่เป็นนักสู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องหอก เพราะงั้นเขาจึงควงหอกสีเทาพร้อมกับโจมตีระยะไกลโดยการปล่อยคลื่นหอกใส่ดาบสีทองของไลท์
เพียงแต่ไม่ว่าบาสโซ่จะพยายามเท่าไหร่เขาก็ไม่สามารถโจมตีมันได้หมด เขาพยายามถอยไปเรื่อยแต่ก็ยังช้ากว่าดาบสีทองอยู่ดี จนกระทั้งมีดาบสีทองหลุดเข้ามาในระยะประชิดตัวบาสโซ่ดาบสีทองก็ระเบิดขึ้นทันที
เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
ไลท์ไม่รอช้าเขาได้ใช้จิตสัมผัสของเขาตรวจดูว่าบาสโซ่เป็นอย่างไรบ้าง ในเมื่อพบว่าบาสโซ่ยังไม่ตายเพียงแค่บาดเจ็บเท่านั้น เขาจึงสร้างดาบสีทองอีกครั้งและจัดการบาสโซ่ทันที
ไม่นานบาสโซ่ก็กลายเป็นละอองเลือดก่อนที่จะมีเศษซากบางอย่างร่วงหล่นไปยังพื้นดิน
ไลท์ที่สัมผัสได้ว่าบาสโซ่ตายแล้วก็ถอนหายใจออกมา “ ไม่เห็นจะเก่งเหมือนกับที่พูดมาเลยนิหว่า ”
จากนั้นไลท์มองดูการต่อสู้ของคนอื่นๆทันที
สถานการณ์โดยรวมยังดูสูสีกันมาก เรียกได้ว่าทั้งสองฝั่งยังไม่สามารถวัดผลแพ้ชนะได้ในตอนนี้ จากนั้นไลท์ก็มองดูการต่อสู้ของคาลอสและแมคโวลัค
คาลอสต่อสู้กับแมคโวลัคอย่างดุเดือด ไม่สิต้องบอกว่าเป็นการยำใหญ่ฝ่ายเดียว เพราะคาลอสเสียเปรียบแมคโวลัคตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ เนื่องจากคาลอสเป็นสายต่อสู้ระยะประชิดแต่แมคโวลัคเป็นสายต่อสู้ระยะไกล ทำให้คาลอสไม่สามารถเข้าใกล้แมคโวลัคได้เกินห้าเมตรเลยด้วยซ้ำ
คลื่นเสียงดนตรีของแมคโวลัคทำให้คาลอสกลายเป็นอัมพาตไปหลายครั้งและบาดเจ็บสาหัสหลายรอบแต่ทว่าคาลอสก็สามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้ทันควัน
ตอนนี้คาลอสได้กลายร่างเป็นเทนโซเรียบร้อยแล้ว ร่างกายของคาลอสตอนนี้มีผิวสีดำและยังมีเกล็ดสีเขียวอ่อนล้อมรอบร่างกายเอาไว้ บนหัวของมันก็มีเขางอกออกมาสองเขา ดวงตากลายเป็นสีแดงชาด เส้นผมสีแดงด้วยเช่นกัน
ตามร่างกายของคาลอสเต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วนก่อนที่จะค่อยๆกลับมาเป็นเหมือนเดิมด้วยความเร็วที่มองด้วยตาเปล่าก็ยังเห็นได้ชัดเจน
“ ให้ตายสิร่างกายของแกมันทนทายาดจริงๆ ”แมคโวลัคสบถออกมา เขาได้โจมตีไปหลายต่อหลายครั้งแล้วถ้าหากเป็นคนอื่นล่ะก็ป่านี้คงปางตายไปแล้ว
“ ฮ่าฮ่าคนที่สามารถฆ่าฉันได้น่ะมันยังไม่เกิดหรอก ” คาลอสตะโกนพร้อมกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ แกคิดอย่างนั้นจริงหรอ? ” น้ำเสียงที่ดูเฉยเมยดังขึ้นทีด้านหลังของคาลอส
คาลอสที่กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก็กลายเป็นตื่นตระหนกและรีบหลบออกไปด้านข้างเพียงแต่การเคลื่อนไหวของเขาช้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
วูบ
คลื่นดาบสีทองขนาดใหญ่วาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว
คาลอสที่ปรากฏตัวอีกครั้งใบหน้าของมันก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อพร้อมกับรอยแผลที่ใบหน้าของมัน
“ แก!! ” คาลอสมองไปที่ไลท์ด้วยแววตาเย็นชา เมื่อกี้มันรู้สึกถึงความตายที่โผล่ออกมาในเสี้ยววิ ถ้าหากมันหลบไม่ทันล่ะก็เกรงว่าห้วของเขาคงหลุดออกจากคอแน่ๆ