องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 132 เฝ้ารอจนดวงตาแทบทะลุ

            อันซิ่วเอ๋อร์ไม่เคยดูแคลนผู้ใดนางตระหนักเสมอว่าหากไม่ใช่เพราะวาสนาที่ได้พานพบจางเจิ้นอันชีวิตนางก็คงไม่ต่างจากหญิงชาวบ้านทั่วไป สิ่งที่นางมีในวันนี้หาใช่ได้มาด้วยลำแข้งของตนเองไม่ หากแต่ล้วนได้รับมาจากผู้อื่น

            แรกเริ่มเดิมทีก็อาศัยบารมีของจางเจิ้นอันครั้นเมื่อเขาจากไป นางก็อาศัยบุตรในครรภ์ ประคับประคองชีวิตอันสงบสุขเรื่อยมา

            ชีวิตของนางปราศจากผู้ใดมารบกวนหรือกล้ำกรายไร้ซึ่งเรื่องราวให้ขุ่นเคืองใจ เมื่อผ่านพ้นช่วงปรับตัวร่างกายก็แข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนอันซิ่วเอ๋อร์จึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องหนังสือหมั่นศึกษาหาความรู้อย่างกระหายใคร่รู้

            ยามว่าง คนเรามักฟุ้งซ่านนางจึงพยายามทำตัวให้ยุ่งอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้มีเวลาคิดเรื่องอื่นใด

            นางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดยิ่งนักนับแต่ประสบกับฝันประหลาด ความจำก็พลันดีเยี่ยมเป็นพิเศษแม้แต่คัมภีร์ที่ผู้อื่นต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะท่องจำได้นางเพียงอ่านผ่านตาคราเดียว ก็สามารถจดจำได้ถึงเจ็ดแปดส่วน

            เพียงแต่นางมิใคร่ใส่ใจกิจการงานอื่นนักนอกจากอ่านสี่คัมภีร์ห้าตำราให้บุตรในครรภ์ฟังแล้วเวลาที่เหลือก็มักใช้ไปกับการอ่านนิทานพื้นบ้านและตำนานต่างๆบางครั้งเมื่อพบนิทานที่ถูกใจ ก็อยากจะแบ่งปันให้ผู้อื่นฟังแต่เมื่อรอบกายไม่มีผู้ใดเหมาะจะรับฟัง สุดท้ายจึงได้แต่เล่าให้ป่านเซี่ยฟัง

            ในเรือนของนางไม่ได้มีสิ่งใดต้องดูแลเป็นพิเศษทั้งอันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่ใช่คนเจ้าสำอางจุกจิกหลายสิ่งหลายอย่างจึงมิต้องให้ผู้ใดคอยปรนนิบัติ ดังนั้น ช่วงเวลาส่วนใหญ่สาวใช้ข้างกายจึงมักว่างงาน อันซิ่วเอ๋อร์นั้นเป็นคนมีอัธยาศัยดีบางคราเมื่อนางเล่านิทาน พวกสาวใช้ก็มักจะเข้ามาล้อมวงฟังกันอย่างสนุกสนาน

            อันซิ่วเอ๋อร์เล่านิทานได้เก่งกาจทุกครั้งที่เล่าก็มักใส่อารมณ์ร่วมอย่างเต็มที่จนเมื่อทุกคนกำลังฟังอย่างเพลิดเพลินติดลม นางก็จะแกล้งหยุดพักดื่มน้ำ กินขนมเรียกเสียงเร่งเร้าจากเหล่าสาวใช้ที่อยากฟังต่อจนใจจะขาด

            บางครา ป่านเซี่ยก็จะหยอกล้อนางว่า"ฮูหยิน หากท่านเป็นเช่นนี้ต่อไปเห็นทีจะได้เป็นนักเล่านิทานอยู่แล้วเจ้าค่ะ"

            "จริงรึ? ข้าก็แค่หาอะไรทำฆ่าเวลาเท่านั้น"อันซิ่วเอ๋อร์ตอบพลางยิ้มจนตาหยีการที่เหล่าสาวใช้ชอบฟังนางเล่านิทาน ก็ทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย

            ชีวิตของนางดำเนินไปอย่างเรียบง่ายเมื่อตั้งครรภ์แล้วก็ไม่อยากออกไปเดินเล่นข้างนอก ด้วยเกรงจะเกิดเหตุไม่คาดฝันบางครั้งในยามค่ำคืนก็อดคิดถึงจางเจิ้นอันไม่ได้ กังวลว่าเขาจะเป็นเช่นไรบ้างแต่นางก็ไม่อาจทำสิ่งใดเพื่อเขาได้ นอกจากดูแลตนเองให้ดี ไม่ให้เขาต้องเป็นห่วง

            โชคดีที่ยังมีเหล่าสาวใช้อยู่เคียงข้างคอยเล่านิทานและหัวเราะสนุกสนานไปด้วยกันนับว่าช่วยบรรเทาความอ้างว้างในใจได้เป็นอย่างดี

            เมื่อใกล้เข้าสู่เดือนสิบสองอากาศก็หนาวเย็นลงทุกขณะ หิมะแรกโปรยปรายลงมาโดยไม่ทันตั้งตัวโลกทั้งใบพลันถูกห่มคลุมด้วยสีขาวโพลนราวกับเงินยวง แม้แต่เรือนตระกูลจางก็เช่นกันศาลาและเก๋งต่างๆ ล้วนปกคลุมด้วยหิมะ ดูงดงามยิ่งนัก

            สาวใช้นำกิ่งเหมยแดงที่เพิ่งผลิบานจากสวนมาปักแจกันสองกิ่งในห้องจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่น อันเป็นกลิ่นอายเฉพาะตัวของเหมันตฤดู

            นางสูดดมกลิ่นหอมของดอกเหมยแล้วเดินออกไปชมหิมะ พลางคำนวณวันเวลาในใจเขาเคยบอกว่าอย่างช้าที่สุดจะกลับมาถึงต้นเดือนเช่นนั้นก็หมายความว่าอีกเพียงสองสามวันนี้แล้วไม่ใช่หรือ?

            "ฮูหยิน มีข่าวดีเจ้าค่ะ!"ป่านเซี่ยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาจากภายนอก

            "เรื่องอันใดกันรึ?" อันซิ่วเอ๋อร์ถามพลางยิ้ม

            "นี่เจ้าค่ะ" นางยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ "เป็นจดหมายที่คุณชายใหญ่ส่งกลับมาเจ้าค่ะ"

            เมื่อได้ยินว่าเป็นจดหมายของจางเจิ้นอันอันซิ่วเอ๋อร์ก็รีบรับมา เปิดอ่านด้วยใจจดจ่อ ครั้นอ่านไปได้ครู่หนึ่งบนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มยินดี "เขากล่าวว่าอีกไม่กี่วันก็จะกลับมาแล้ว"

            "จดหมายฉบับนี้เขาเขียนไว้เมื่อหลายวันก่อนข้าคิดว่าเขาน่าจะใกล้กลับมาถึงในเร็ววันนี้แล้วกระมัง" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจ

            ป่านเซี่ยเองก็ยิ้มกว้าง กล่าวว่า"ฮูหยินคงดีใจมากสินะเจ้าคะ?"

            "ดีใจสิ" อันซิ่วเอ๋อร์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา"ช่วงสองสามวันนี้ พวกเจ้าก่อไฟให้ห้องอุ่นขึ้นหน่อยนะ เอ๊ะ...พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันน่ะ?"

            ขณะนั้นเองนางสังเกตเห็นสาวใช้และแม่นมหลายคนกำลังกวาดหิมะอยู่ในลานบ้าน

            "พวกบ่าวกำลังกวาดหิมะเจ้าค่ะเกรงว่าพื้นจะลื่น ทำให้ฮูหยินหกล้มได้" แม่นมผู้หนึ่งย่อกายตอบ

            "เช่นนั้นกวาดหิมะแค่บนทางเดินหินก็พอที่เหลือเอาไว้ให้พวกเราปั้นตุ๊กตาหิมะเล่นกัน" นางยังคงมีใจรักสนุกอยู่บ้างกล่าวพลางสั่งให้ป่านเซี่ยนนำเครื่องมือมาเตรียมปั้นตุ๊กตาหิมะ

            "ฮูหยิน อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ท่านกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องเถิดนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวจะเป็นหวัดไป" แม่นมที่อยู่ข้างกายกล่าวเตือนด้วยความห่วงใย

            "ไม่เป็นไรหรอกร่างกายข้าแข็งแรงดีน่า ขอข้าเล่นสักครู่เถอะ" อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยกว่าจะได้เห็นหิมะตกก็รอมาเกือบตลอดปี นางจึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

            แม่นมเห็นสีหน้ากระตือรือร้นและดวงตากลมโตเป็นประกายของนางจ้องมองมาก็ไม่อาจขัดใจได้ จึงได้แต่ให้ป่านเซี่ยนนำถุงมือหนังมาสวมให้นาง

            อันซิ่วเอ๋อร์หมายมั่นจะปั้นตุ๊กตาหิมะด้วยตนเองแต่พอนางเพิ่งจะก้มตัวลงเพื่อปั้นก้อนหิมะ ป่านเซี่ยก็รีบเอ่ยห้าม"ฮูหยิน ท่านยืนอยู่เฉยๆ เถิดเจ้าค่ะ พวกบ่าวทำเอง"

            นางอยากจะลองกลิ้งก้อนหิมะก้อนใหญ่เพื่อทำส่วนหัวดูบ้างแต่ป่านเซี่ยก็ยังคงห้ามนาง "ฮูหยินอย่าให้มือเย็นเลยนะเจ้าคะพวกบ่าวจัดการเอง"

            ดังนั้นนางที่ตั้งใจจะปั้นตุ๊กตาหิมะอย่างสนุกสนาน กลับกลายเป็นเพียงผู้ชมอยู่ข้างๆ

            สาวใช้สองสามคนช่วยกันพวกนางกลิ้งก้อนหิมะกลมๆ มาทำเป็นลำตัว แล้วก็กลิ้งอีกก้อนมาทำเป็นส่วนหัวทั้งยังหาไชเท้ามาทำเป็นจมูก เอาก้อนกรวดมาทำเป็นดวงตา

            ครั้นปั้นตุ๊กตาหิมะเสร็จอันซิ่วเอ๋อร์ก็เพิ่งตระหนักว่าตนเองยังไม่ได้สัมผัสหิมะเลยสักนิดทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกเหล่าสาวใช้แย่งทำไปเสียหมด

            "ตุ๊กตาหิมะที่ฮูหยินปั้นช่างงดงามจริงๆ เจ้าค่ะ" แม้แต่ป่านเซี่ยที่อยู่ข้างกายก็ยังเอ่ยชมเช่นนี้

            นางชักจะเริ่มมีน้ำโห"พวกเจ้าประจบสอพลอกันนักนะ ข้ายังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรเลยพวกเจ้าก็จัดการปั้นตุ๊กตาหิมะให้ข้าเสร็จเรียบร้อยนี่ตกลงว่าข้าปั้นหรือพวกเจ้าปั้นกันแน่?"

            ป่านเซี่ยถูกตำหนิก็มองนางอย่างน้อยใจแล้วก้มหน้าลง "พวกบ่าวก็แค่เป็นห่วงกลัวว่าฮูหยินจะเป็นหวัดน่ะเจ้าค่ะ"

            "ข้ายืนมองพวกเจ้าอยู่ที่นี่มือข้าก็เย็นเหมือนกันนั่นแหละ" อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยเนิบๆ"เอาเถอะ ต่อจากนี้ไปพวกเจ้าห้ามเข้ามายุ่งข้าอยากจะปั้นตุ๊กตาหิมะด้วยตัวเอง"

            เหล่าสาวใช้ต่างเงียบกริบ มิกล้าขยับเขยื้อน

            อันซิ่วเอ๋อร์คิดว่าพวกนางปั้นตุ๊กตาหิมะตัวใหญ่ไปแล้วนางจึงอยากจะปั้นสัตว์ตัวเล็กๆ ดูบ้าง

            นางนึกถึงเมื่อครั้งเคยปั้นแป้งจึงลงมือปั้นสัตว์ตัวเล็กๆ จากหิมะ

            ห่านสองตัวชูคอระหง ฝูงเป็ดน้อยไก่ไม่กี่ตัว และกระต่ายอีกสองสามตัว นางปั้นอย่างตั้งอกตั้งใจเหล่าสาวใช้ก็มิกล้ารบกวน ครั้นเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ในลานบ้านก็มีฝูงสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงที่ทำจากหิมะเพิ่มขึ้นมากมายทำให้ลานบ้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย

            "ฝีมือของฮูหยินยอดเยี่ยมจริงๆเจ้าค่ะ" ป่านเซี่ยเอ่ยชมจากใจจริงฝีมือระดับนี้หาใช่ตุ๊กตาหิมะธรรมดาที่พวกนางปั้นได้ไม่

            "แน่นอนอยู่แล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานของตนเอง กำลังหมายจะหาที่ปั้นต่อแม่นมข้างกายกลับเข้ามาห้ามปราม "อากาศเย็นนักท่านออกมาตากลมนานแล้ว ถึงเวลาต้องกลับเข้าห้องไปพักผ่อนแล้วเจ้าค่ะ"

            "จริงรึ?" อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้างนางสวมเสื้อบุสำลีหนาเตอะทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกจึงไม่ได้รู้สึกหนาวเท่าใดนักแต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังไม่อาจโต้แย้งได้ของแม่นมผู้หวังดีนางจึงได้แต่ยอมกลับเข้าไปผิงไฟในห้องแต่โดยดี

            ภายนอกหนาวเหน็บจับใจแต่ภายในห้องกลับอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ

            หลังจากได้รับการดูแลอย่างดีในช่วงที่ผ่านมาครรภ์ของนางในตอนนี้ก็มั่นคงขึ้นมาก บุตรในครรภ์ก็ไม่ได้สร้างความลำบากแล้วนางจึงเริ่มตรึกตรองว่าเมื่อจางเจิ้นอันกลับมาแล้วจะขออนุญาตกลับไปเยี่ยมบ้านได้หรือไม่

            นางเป็นห่วงทางบ้านยิ่งนักคิดถึงบิดามารดาจับใจ เมื่อหิมะตกหนักเช่นนี้ ทุกปีในช่วงเวลานี้ที่บ้านมักจะลำบากเสมอ ไม่รู้ว่าปีนี้สถานการณ์จะดีขึ้นบ้างหรือไม่

            ในอดีตนางไม่เคยเข้าใจถึงความรักและความเหนื่อยยากของบิดามารดาแต่ครั้นตนเองกำลังจะเป็นแม่คน นางจึงเริ่มเข้าใจถึงความยากลำบากนั้น

            นางนึกถึงตนเองที่นี่มีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ มีกินมีใช้ไม่ขาดเหลือแต่บิดามารดาที่บ้านเกิดกลับอาจจะยังต้องกินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นหากสามารถรับพวกท่านมาพักผ่อนที่เมืองหลวงสักครั้งก็คงจะดีนักเมืองหลวงก็ไม่ได้ห่างไกลจากบ้านนอกมากนัก หากนั่งรถม้าไปก็คงใช้เวลาเพียงสองสามวัน

            แต่เรื่องนี้คงต้องรอให้จางเจิ้นอันกลับมาเสียก่อนแล้วค่อยปรึกษาหารือกันอีกครั้ง

            ยิ่งใกล้วันที่เขาจะกลับมานางกลับยิ่งรู้สึกว่าวันเวลาช่างผ่านไปเชื่องช้านักต้องคอยใช้ให้สาวใช้ออกไปชะเง้อดูที่หน้าประตูอยู่เสมอจนกระทั่งทุกครั้งที่สาวใช้วิ่งเข้ามานางก็จะเผลอคิดไปว่าพวกนางกำลังนำข่าวดีมาให้ทำเอาเหล่าสาวใช้ไม่กล้าวิ่งเข้ามาในเรือนอีก

            ป่านเซี่ยและแม่นมเห็นท่าทางของนางเช่นนี้ก็ทั้งขำทั้งสงสารได้แต่กล่าวว่า "เมื่อก่อนบ่าวไม่เคยเข้าใจความหมายของคำว่า'เฝ้ารอจนดวงตาแทบทะลุ' บัดนี้เข้าใจถ่องแท้แล้วเจ้าค่ะ"

            เมื่อถูกหยอกล้ออันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่ได้โกรธเคือง เพียงแต่ถอนหายใจแผ่วเบา กล่าวว่า"เช่นนั้นข้าไม่รอแล้วก็ได้ ข้าจะอ่านนิทานต่อบางทีอ่านไปสักสองสามเล่ม เขาก็คงกลับมาถึงพอดี หากเอาแต่คิดถึงเรื่องนี้เวลาก็ยิ่งผ่านไปช้า"

            "ถูกแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินคิดถูกแล้ว"แม่นมพยักหน้าเห็นด้วย

            อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้สั่งให้สาวใช้ออกไปรอที่หน้าประตูอีกนางทำราวกับไม่เคยได้รับจดหมายฉบับนั้น ทำทุกอย่างตามปกติ แต่ในใจลึกๆก็ยังคงเฝ้ารออยู่ หวังว่าเขาจะกลับมาอย่างกะทันหัน ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของนาง

            ทว่านอกเหนือจากอันซิ่วเอ๋อร์ที่กำลังรอคอยการกลับมาของจางเจิ้นอันอย่างใจจดใจจ่อแล้วยังมีคนบางกลุ่มที่กำลังจับตามองความเคลื่อนไหวของเขาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

            ในห้องโถงบุปผาของอูซื่อเย่จิ้งซูกำลังหารือลับกับอูซื่อด้วยสีหน้ากระวนกระวายอย่างยิ่ง"ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ ท่านต้องรีบคิดหาทางนะเจ้าคะข้าได้ยินมาว่าเจิ้นอันออกจากเมืองซือหัวแล้ว กำลังมุ่งหน้าเข้าเมืองแล้วเจ้าค่ะ!"

            "เขาจะกลับมาก็ให้เขากลับมาสิเจ้าจะร้อนใจไปไย?" อูซื่อกล่าวอย่างเฉยเมยพลางเบือนหน้าหนี ไม่สบสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของเย่จิ้งซู

            "ฮูหยินผู้เฒ่า!ตอนนั้นท่านรับปากข้าแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ? หรือว่าตอนนี้ท่านจะยอมปล่อยให้หญิงสาวบ้านนอกนั่นครองตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของตระกูลจางไปจริงๆ?"

            เย่จิ้งซูยิ่งร้อนรนมากขึ้นใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจและความกังวลจนสูญสิ้นความอ่อนหวานงดงามในวันวานน้ำเสียงที่เคยไพเราะก็แหลมสูงจนเสียดแทงหู "ฮูหยินผู้เฒ่าท่านต้องคิดให้ดีนะเจ้าคะ แต่ก่อนเจิ้นอันนับถือฮูหยินผู้เฒ่าเพียงใดแต่บัดนี้เขาเหลือให้ท่านเพียงความเกรงใจเท่านั้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าภายภาคหน้า ในใจของเขาจะไม่มีที่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าอีกแล้วนะเจ้าคะ!"

            แววตาของอูซื่อปรากฏประกายวูบไหวเย่จิ้งซูเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวต่อ "ท่านดูสิเจ้าคะบุรุษใดบ้างที่ไม่มีอนุภรรยาแต่หญิงสาวชาวป่าชาวเขาผู้นี้กลับมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวทำเอาเจิ้นอันลุ่มหลงจนแทบโงหัวไม่ขึ้นข้าเคยเตือนฮูหยินผู้เฒ่าแล้วให้รีบกำจัดนางเสียแต่เนิ่นๆแต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอาแต่ลังเล ไม่ยอมตัดสินใจสักที หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไปรอจนเจิ้นอันกลับมาถึงแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่มีโอกาสอีกแล้วนะเจ้าคะ!"

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891