ลานหินอ่อนกว้างใหญ่หน้าประตูทางเข้าสำนักวายุครามที่เพิ่งเสร็จสิ้นการทดสอบอันดุเดือด บัดนี้กลับอื้ออึงไปด้วยคลื่นใต้น้ำแห่งเสียงซุบซิบนินทาและสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาตาร้อน พวกคุณชายตระกูลใหญ่ ลูกหลานขุนนาง และอัจฉริยะจากเมือง ต่าง ๆ ที่เคยหยิ่งยโสและเตรียมตัวจะได้รับการเชิดชู ต่างจ้องมองเยี่ยเฟยิด้วยความเคลือบแคลงและขุ่นเคืองอย่างปิดไม่มิด
"เป็ไปได้อย่างไร! ขยะปุถุชนสวมเสื้อปะชุนเปื้อนโคลนเช่นมัน กลับได้รับเลือกเป็ศิษย์สายตรงของท่านผู้าุโลี้ลับสูงสุดอู๋มู่!" เสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยความดูแคลนดังระงมไปทั่ว "ท่านผู้าุโที่ร้อยปีไม่เคยรับศิษย์ เหตุใดจึงตาบอดไปเลือกไอ้เด็กตัดฟืนที่ไม่มีแม้แต่หัวนอนปลายเท้า ทิ้งคุณชายตระกูลขุนนางอย่างพวกเราไปได้อย่างไร มันต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือของวิเศษสกปรกแน่ ๆ !"
ทว่า เยี่ยเฟยิกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง แววตาสีม่วงหม่นของเขานิ่งสงบและเยือกเย็นดุจผืนน้ำลึก เขาเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำครหาและสายตาอาฆาตเ่าั้โดยสิ้นเชิง เสียงนกกระจอกย่อมไม่อาจสั่นคลอนปณิธานของพญาอินทรี ในใจของเขามีเพียงความมุ่งมั่นที่จะทวงคืนความยุติธรรม สืบหาความจริงเื่ตระกูลจักรพรรดิแห่งความมืด และการหาทางฟื้นคืนชีพหลินเสี่ยวชิงเท่านั้น
ก่อนที่จะก้าวตามอาจารย์คนใหม่ไป ชายหนุ่มได้หันไปหา 'หลี่เทียน' สหายร่วมอุดมการณ์จากชนชั้นล่างที่ฝ่าฟันความยากลำบากบนค่ายกลบันไดกดดันปราณฟ้ามาด้วยกัน ซึ่งบัดนี้ได้ผ่านเกณฑ์เข้าเป็ศิษย์สายนอกของสำนักวายุครามตามที่มุ่งหวัง เฟยิเดินเข้าไปตบไหล่สหาย เบา ๆ ท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของคนรอบข้าง
"หลี่เทียน... ข้าคงต้องไปแล้ว" เฟยิกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "โลกของผู้ฝึกตนในสำนักแห่งนี้ ยังมีความโสโครกและการแบ่งชนชั้นซ่อนอยู่อีกมาก พวกที่เกิดมาบนกองเงินกองทองย่อมไม่พอใจที่พวกเราปีนป่ายขึ้นมาทัดเทียมพวกมัน เ้าจงระวังตัวให้ดี อย่าได้ประมาท และอย่าได้ทิ้งความมุ่งมั่นที่พวกเราเคยคุยกันไว้ที่โรงทานท้ายเมืองหลวง"
หลี่เทียนพยักหน้ารับ แววตาดุดันที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นั้นฉายแววเด็ดเดี่ยว สองมือกำหมัดแน่นจนสั่นสะท้าน "เ้าไม่ต้องห่วงข้า เฟยิ! ต่อให้ข้าจะเป็แค่ศิษย์สายนอกที่ต้องทำงานรับใช้ ข้าก็จะเคี่ยวกรำตนเองไม่ให้แพ้เ้าแน่ ข้าจะเหยียบย่ำพวกคุณชายจอมปลอมพวกนี้ขึ้นไปยืนเคียงข้างเ้าให้ได้ รักษาตัวด้วยสหายข้า!"
เฟยิส่งยิ้มบาง ๆ ที่หาได้ยากยิ่ง ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินตามหลังชายชราอู๋มู่ ชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นขาดกะรุ่งกะริ่งเอาแต่เดินโซเซไปมา ยกขวดน้ำเต้าสุรา เก่า ๆ ขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์ดุจคนเมามาย ไม่สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น
ตลอดเส้นทางที่เดินลึกเข้าไปในหุบเขาวายุคราม เฟยิได้เห็นยอดเขา ต่าง ๆ ที่โอ่อ่าอลังการ ยอดเขากระบี่ที่มีปราณแหลมคมพุ่งเสียดฟ้า ยอดเขาโอสถที่มีกลิ่นหอมของสมุนไพรล้ำค่าตลบอบอวล ศิษย์สายตรงคนอื่น ๆ ต่างถูกพาตัวไปยังวิมานหรูหราที่มีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติ ทว่า เมื่อเฟยิเดินตามอาจารย์ของตนมาจนถึง 'ยอดเขาไร้นาม' อันเป็ที่พำนักของผู้าุโสูงสุด เขาก็ต้องชะงักงันและกวาดสายตามองด้วยความประหลาดใจจนแทบพูดไม่ออก
แทนที่จะเป็ยอดเขาโอ่อ่าและมีกลิ่นอายพลังปราณ์หนาแน่นดั่งที่จินตนาการไว้ สถานที่แห่งนี้กลับดูเงียบเหงา แร้นแค้น และแสนจะทรุดโทรม! บริเวณลานกว้างมีเพียงสวนสมุนไพรที่หญ้าวัชพืชขึ้นรกชัฏจนแทบมองไม่เห็นต้นยา หอตำราไม้ไผ่ เล็ก ๆ ที่ดูเก่าคร่ำคร่าจนหลังคาแทบจะพังทลายลงมา และห้องเก็บของเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะและหยากไย่ มันดูไม่ยิ่งใหญ่สมฐานะของัเฒ่าระดับตำนานผู้มีชีวิตอยู่มานับร้อยปีเลยแม้แต่น้อย
"เอิ๊ก..." อู๋มู่เรอออกมา เบา ๆ พลางใช้มือที่เหี่ยวย่นชี้ไปยังแปลงสมุนไพรรกร้างเบื้องหน้า "เอ้า ไอ้หนู... ยินดีต้อนรับสู่ยอดเขาของข้า ต่อจากนี้ไป หน้าที่ของเ้าคือดูแลสวนสมุนไพรพวกนี้ ถอนหญ้า รดน้ำ พรวนดิน ผ่าฟืน และทำอาหารให้ข้าซะ อ้อ... ห้ามใช้พลังปราณล่ะ ใช้แรงกาย ล้วน ๆ "
เฟยิเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงความฉงน เขารอคอยที่จะได้รับเคล็ดวิชาลึกล้ำ ทรัพยากรระดับปราณฟ้า หรือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อเร่งเพิ่มความแข็งแกร่งและนำไปช่วยชีวิตเสี่ยวชิง แต่อาจารย์ผู้นี้กลับไม่ยอมสอนวิชาการต่อสู้ เคล็ดโคจรปราณ หรือมอบอาวุธวิเศษใด ๆ ให้เขาเลย ชายชราเอาแต่นั่งพิงโขดหินใต้ต้นไม้ใหญ่ ดื่มสุราจนเมามาย หลับอุตุไปค่อนวัน และเมื่อตื่นขึ้นมาก็เพียงพึมพำบ่นใส่เขาทุกวันด้วยถ้อยคำปริศนา ซ้ำ ๆ ไปมาว่า...
"พลังมาจากจิตใจ... จิตใจมาจากพลัง... หากจิตว้าวุ่น พลังย่อมแตกซ่าน หากจิตไร้ลักษณ์ พลังย่อมไร้ขอบเขต... เอิ๊กก ไอ้หนู รดน้ำต้นนั้นให้มัน ชุ่ม ๆ หน่อยสิวะ!"
แม้จะรู้สึกหงุดหงิดและร้อนรนอยู่ ลึก ๆ ในใจ แต่ด้วยพื้นฐานนิสัยของเฟยิที่เป็คนสุขุม อดทน และเคยชินกับการเป็ปุถุชนหาเช้ากินค่ำที่ต้องทำงานหนักมาก่อน เขาจึงไม่ปริปากบ่น ชายหนุ่มเริ่มกิจวัตรประจำวันที่แสนจะเหนื่อยยากในทันที
ทุก ๆ เช้ามืดก่อนที่ดวงอาทิตย์จะพ้นขอบฟ้า เฟยิต้องตื่นขึ้นมาวิ่งลงไปที่ลำธารตีนเขาซึ่งมีกระแสน้ำเย็นจัดดุจน้ำแข็ง เพื่อหาบน้ำใส่ถังไม้หนาหนักสองใบเดินกลับขึ้นมาบนยอดเขาสูงชัน บันไดหินแต่ละขั้นลื่นและเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ จากนั้นเขาต้องลงมือถอน 'วัชพืชหนามกลืนปราณ' ซึ่งมีหนามแหลมคมที่คอยดูดซับเืและพลังของคนที่ััมัน สองมือของชายหนุ่มเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและเืซึม แต่เขาก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป เหงื่อไคลไหลย้อยอาบแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็ เก่า ๆ ตกบ่ายเขาต้องเข้าป่าหลังเขาเพื่อตัด 'ไม้เหล็กทมิฬ' ที่แข็งปานหินผามาทำฟืนสำหรับต้มน้ำและทำอาหารให้อาจารย์
วันเวลาผ่านไปกว่าครึ่งเดือน ความเหนื่อยล้าทางกายเริ่มสะสมจนกระดูกแทบจะหลุดเป็ชิ้น ๆ แม้ปราณในร่างจะถูกระงับไว้ไม่ให้ใช้ช่วยทุ่นแรง แต่จิตใจของเขากลับยิ่งร้อนรุ่มและเต็มไปด้วยความสงสัย
ในคืนหนึ่งที่ดวงจันทร์ถูกเมฆบดบังจนมืดมิด เฟยิที่ร่างกายอ่อนล้าทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้องเก็บของเก่าที่เขาใช้เป็ที่ซุกหัวนอน ชายหนุ่มสูดหายใจลึก กำหนดจิตดิ่งเข้าสู่ห้วงมิติภายใน 'แหวนหยกนิลกลืน์' ทันที
บรรยากาศภายในมิติยังคงมืดมิดไร้ขอบเขตและเต็มไปด้วยความเงียบสงัด เฟยิเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่หน้าแท่นหินอนธการที่แผ่ไอเย็นเยียบ บนนั้นมีร่างของหลินเสี่ยวชิงนอนหลับใหลอย่างสงบ ผิวพรรณซีดเผือดดุจเ้าหญิงนิทรา ชายหนุ่มลูบไล้แก้มของเธอ เบา ๆ ด้วยความปวดร้าว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นะโเรียกิญญาคู่หู
"อัคคีนิล! ออกมาคุยกับข้าหน่อย!"
ฟู่! เปลวไฟสีม่วงดำปะทุขึ้นกลางอากาศ ม้วนตัวไปมาคล้ายกับสิ่งมีชีวิตก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ใบหน้าอันน่าเกรงขาม "มีอะไรไอ้หนู? ดูสภาพเ้าสิ โทรมยิ่งกว่าตอนเป็ปุถุชนตัดฟืนซะอีก เข้ามาในมิตินี้ระวังเื่เวลาด้วยล่ะ ข้าเคยเตือนแล้วว่าหนึ่งวันในนี้เท่ากับหนึ่งเดือนข้างนอก"
"ข้ารู้ ข้าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น" เฟยิขมวดคิ้วแน่น แววตาฉายความเคร่งเครียด "ข้ามีเื่สงสัยจนแทบทนไม่ไหว... อัคคีนิล ท่านคิดว่าตาเฒ่าอู๋มู่ผู้นี้เป็ยอดคนลี้ลับ จริง ๆ หรือเป็แค่ตาแก่ขี้เมาหลอกลวงกันแน่? ข้าอุตส่าห์ฝ่าฟันค่ายกลบันไดกดดันปราณฟ้าจนสามารถยกระดับพลังเข้าสู่ขั้นที่ 2 ระดับปลาย ข้าหวังจะได้เรียนรู้วิชาเซียนที่ทรงพลัง หรือได้ใช้ทรัพยากรบนยอดเขาเพื่อทะลวงสู่ขั้นที่ 3 แต่ตาเฒ่านั่นกลับให้ข้ามาทำสวน ถอนหญ้า แบกน้ำ! ข้าไม่มีเวลามาเอ้อระเหยนะ อัคคีนิล โลกภายนอกผ่านไป เสี่ยวชิงจะยิ่งรอไม่ได้ ข้าควรจะหนีไปฝึกฝนด้วยตัวเองดีหรือไม่?"
อัคคีนิลนิ่งฟังคำบ่นของเฟยิจนจบ ก่อนที่เปลวไฟสีม่วงดำจะสั่นไหวและเปล่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้วงมิติ "ฮ่า ๆๆๆ! ไอ้หนูเอ๋ย... เ้านี่มันมีความมุมานะก็จริง แต่ยังมองโลกตื้นเขินนัก! เ้าคิดว่าอาจารย์ของเ้าเป็ตาแก่เลอะเลือนงั้นรึ? ผิดถนัด! ข้าจะบอกอะไรให้... ในสายตาของข้าที่เป็จิติญญาา ตาเฒ่าอู๋มู่ของเ้าน่ะ คือคนที่ตาแหลมคมที่สุดในสำนักสวะแห่งนี้แล้ว!"
เฟยิชะงัก "ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
อัคคีนิลลอยเข้ามาใกล้ กลิ่นอายความร้อนแผ่ซ่าน "เ้าลืมไปแล้วหรือว่าสายเืที่ไหลเวียนอยู่ในกายเ้าคือสิ่งใด? มันคือ 'สายเืตระกูลจักรพรรดิแห่งความมืด' พลังปราณอนธการนั้นทรงอำนาจ ดุดัน บ้าคลั่ง และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการทำลายล้าง! ตอนที่เ้าอยู่บนบันไดกดดันปราณฟ้า เ้าอาศัยแรงกดดันมหาศาลบีบอัดพลังจนทะลวงมาถึงขั้น 2 ระดับปลายอย่างรวดเร็ว พลังของเ้าเพิ่มขึ้นจริง แต่มันก็เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งที่ยังควบคุมไม่ได้ดั่งใจนึก รากฐานทางจิตใจของเ้ายังเป็เพียงปุถุชนที่เต็มไปด้วยความแค้นและความร้อนรน"
เปลวไฟสีดำหมุนวนรอบตัวเฟยิ "หากอาจารย์เ้ามอบทรัพยากรชั้นยอด หรือสอนวิชาทำลายล้างให้เ้าในตอนนี้ เ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น? พลังอนธการจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของเ้า ธาตุไฟจะแตกซ่าน และเ้าจะกลายเป็เพียงอสูรกายบ้าคลั่งที่สูญเสียตัวตน! ตาเฒ่านั่นมองเห็นกลิ่นอายความดำมืดในตัวเ้า เขาไม่ได้ให้เ้าทำสวนเพื่อกลั่นแกล้ง แต่มันคือการ 'ขัดเกลาจิติญญา' ด้วยวิถีแห่งธรรมชาติ! การตักน้ำ ถอนหญ้า ตัดไม้ โดยไม่ใช้พลังปราณ คือการหลอมรวมร่างกายให้เข้ากับความสงบของฟ้าดิน"
เฟยิเบิกตากว้าง คล้ายมีสายฟ้าฟาดลงกลางสติปัญญา คำพูดที่อาจารย์พร่ำบ่นดังก้องขึ้นมาในหัวอีกครั้ง... 'พลังมาจากจิตใจ... จิตใจมาจากพลัง... หากจิตว้าวุ่น พลังย่อมแตกซ่าน หากจิตไร้ลักษณ์ พลังย่อมไร้ขอบเขต'
"ข้า... ข้าเข้าใจแล้ว" เฟยิพึมพำ ดวงตาที่เคยร้อนรุ่มแปรเปลี่ยนเป็ความกระจ่างแจ้ง "อาจารย์กำลังสอนให้ข้าใช้ความว่างเปล่าและความเรียบง่าย เพื่อสร้าง 'ภาชนะ' ที่แข็งแกร่งพอจะรองรับความบ้าคลั่งของสายเือนธการ! หากจิตใจข้านิ่งสงบดั่งผืนน้ำ พลังที่บ้าคลั่งย่อมถูกสยบและกลายเป็พลังที่ไร้ขอบเขตอย่าง แท้จริง !"
"ถูกต้อง! เลิกสงสัยในตัวอาจารย์เ้า แล้วจงนำปรัชญานี้ไปใช้ซะ ข้าััได้ว่าคอขวดที่สกัดกั้นเ้าไว้กำลังจะพังทลายแล้ว รีบออกไปจากมิตินี้ก่อนที่เวลาภายนอกจะสูญเปล่า!" อัคคีนิลคำรามสั่งการ
เฟยิพยักหน้าอย่างหนักแน่น เขามองร่างของเสี่ยวชิงเป็ครั้งสุดท้ายเพื่อตอกย้ำปณิธาน ก่อนจะถอนจิติญญากลับคืนสู่ร่างเนื้อในห้องเก็บของเก่าบนโลกความจริงทันที
วันรุ่งขึ้น ทุกอย่างบนยอดเขาไร้นามดูเหมือนเดิม ทว่าสภาวะจิตใจของเยี่ยเฟยิกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มตื่นั้แ่เช้ามืด หยิบถังไม้เดินลงไปตักน้ำที่ลำธาร แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหน่ายหรือเร่งรีบ ทุกย่างก้าวที่เท้าเหยียบลงบนบันไดหิน เขาผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ััถึงสายลมที่พัดผ่านใบหน้า ััถึงความเย็นของน้ำที่กระทบผิว ยามที่เขาก้มลงถอนวัชพืชหนามกลืนปราณในสวน เขาไม่ฝืนกระชากมันด้วยความหงุดหงิด แต่ ค่อย ๆ คลำหาจุดกำเนิดของรากและดึงมันออกอย่างนุ่มนวลตามครรลองธรรมชาติ
"พลังมาจากจิตใจ... จิตใจมาจากพลัง..." เฟยิหลับตาลงพึมพำขณะพรวนดิน ท่ามกลางความเงียบสงบและการทำงานหนักที่เรียบง่ายในสวนสมุนไพร เขาเริ่มเข้าสู่ภวังค์แห่งการรู้แจ้ง สภาวะจิตใจของเขานิ่งสงบดั่งผืนน้ำยามราตรีที่ไร้คลื่นลม หนักแน่นดั่งหินผาที่ไม่หวั่นไหวต่อพายุ
เมื่อสภาวะจิตใจสอดประสานกับจังหวะของธรรมชาติรอบตัว สิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น!
เฟยิััได้ว่าลมปราณแห่งความมืดอันดุดันที่เคยปั่นป่วนอยู่ในจุดตันเถียน บัดนี้กลับเริ่มหมุนวนอย่างเป็ระเบียบ เชื่องช้า ทว่าลึกล้ำและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ไอความมืดสีม่วงดำจาง ๆ แผ่ซ่านออกจากรูขุมขนของเขา หลอมรวมกับปราณฟ้าดินในสวนสมุนไพรอย่างกลมกลืน ดุจสายน้ำที่หลั่งไหลลงสู่มหาสมุทรอย่างไม่ขาดสาย เส้นชีพจรอนธการที่เคยถูกแรงกดดันกระแทกจนบอบช้ำ ค่อย ๆ ถูกซ่อมแซมและขยายใหญ่ขึ้นด้วยความนุ่มนวล
ครืนนนน!
เสียงชีพจรในร่างะเิครางต่ำดังก้องลึกในจิติญญา คลื่นพลังงานที่อัดแน่นจาก 'แดนควบแน่นปราณ ขั้นที่ 2 ระดับปลาย' ได้ทะลวงผ่านคอขวดที่สกัดกั้นเขาไว้ดุจเขื่อนั์ที่เปิดประตูระบายน้ำ กลิ่นอายลมปราณอนธการยกระดับขึ้นอย่างก้าวะโ พลังงานสีม่วงเข้มทะลักทลายชำระล้างกระดูกและกล้ามเนื้อจนแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว!
วูบ!
กระแสลมหมุนวนรอบตัวชายหนุ่มพัดเอาเศษใบไม้ในสวนปลิวว่อน ด้วยการตีความวิถีแห่งจิตใจและหลอมรวมพลังด้วยตนเอง เยี่ยเฟยิสามารถบรรลุขีดจำกัด ก้าวเข้าสู่ แดนควบแน่นปราณ ขั้นที่ 3 ได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์และมั่นคง ไร้ซึ่งความเสี่ยงของธาตุไฟแตกซ่านอย่างที่อัคคีนิลเคยเตือน!
ดวงตาเรียวยาวของชายหนุ่มลืมขึ้น ช้า ๆ ประกายแสงสีม่วงลึกล้ำสว่างวาบก่อนจะถูกซ่อนเร้นกลับเข้าไปในส่วนลึกอย่างแเี เขาสูดลมหายใจยาว ััได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในทุกหยดเื แม้ระดับพลังของเขาจะอยู่ที่ขั้น 3 แต่ด้วยคุณภาพของปราณอนธการและการขัดเกลาจิตใจ ยามนี้เขาสามารถต่อกรกับผู้ฝึกตนระดับขั้นที่ 5 หรือขั้นที่ 6 ได้อย่างสบายมือ
ทางด้านชายชราอู๋มู่ที่แสร้งทำเป็นอนพิงโขดหินเมามายอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แท้จริงแล้วไม่ได้หลับใหลเลยแม้แต่น้อย ผู้าุโลี้ลับแอบแง้มเปลือกตาที่เหี่ยวย่น ลอบหรี่ตามองลูกศิษย์ซอมซ่อของตน เงียบ ๆ มาโดยตลอด
เมื่อััได้ถึงคลื่นปราณที่ทะลวงผ่านระดับและกลิ่นอายอันเงียบสงบแต่แฝงความอันตรายสุดหยั่งคาดของเฟยิ รอยยิ้มพึงพอใจบาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของอู๋มู่ ดวงตาที่เคยขุ่นมัวฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
"หึหึ... ไอ้เด็กเหลือขอนี่... ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบวันก็ตีปริศนาธรรมของข้าแตก ซ้ำยังควบคุมกลิ่นอายแห่งความตายในร่างได้แเีถึงเพียงนี้ ไม่เสียแรงที่ข้าเฝ้ารอคอยศิษย์เช่นนี้มานับร้อยปี..."
อู๋มู่พึมพำกับตัวเองเสียงเบาหวิว ก่อนที่เขาจะยกขวดน้ำเต้าสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง อึกใหญ่ โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว ปล่อยให้สายลมพัดพากลิ่นอายของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บนยอดเขาไร้นามแห่งนี้ ให้เงียบงันและซ่อนเร้นต่อไป จนกว่าจะถึงเวลาที่พญาอินทรีจะสยายปีกทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้า!