ระหว่างทางกลับจวนเฉินฟางซินได้เอ่ยถามหลิวหลงถึงเื่บุรุษผู้นั้น บ่าวรับใช้คนสนิทของหญิงสาวได้เอ่ยตอบนางตามที่คุณหนูของนางเคยสั่งไว้
“หลังจากที่คุณหนูได้ให้บ่าวกลับไปรอที่ที่พบท่านลุงผู้นั้น เพียงไม่นานชายผู้นั้นได้เดินกลับมาด้วยท่าทีอิดโรยและถามหาคนที่อยู่ใต้ขยะ บ่าวมิได้ตอบและเดินมาทางโรงยาเขาเองก็ได้ตามมาและเป็เช่นที่คุณหนูเห็นเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นท่านลุงผู้นี้ดูเหมือนจะมิใช่คนธรรมดา แค่เห็นข้าก็รู้ว่าข้าเป็ใครอีกทั้งยังพูดจาไหลลื่นเช่นนี้...”
‘ชาติก่อนไม่ได้มีเื่เช่นนี้ แต่ชาตินี้มีเื่มากมายที่เปลี่ยนไปนั่นอาจเป็เพราะข้ากับฝูเหวินห้าวใช่หรือไม่...จริงสิ...อีกไม่นานแล้วสินะ’ หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ
“คุณหนูยิ้มอะไรหรือเ้าคะ”
“ไม่มีอะไรหรอก...ข้าแค่ยิ้มเพราะจะได้เห็นคนที่คิดว่าตัวเองเก่งมาตลอดล้มก็เท่านั้น”
“หากเป็เช่นนั้น...การล้มครั้งนี้ก็คงจะเจ็บไม่น้อย”
“ถูกต้อง”
ชิวจิ้นอันนั่งอ่านจดหมายที่ได้รับ คิ้วคู่งามของเขาขมวดเข้าหากันอย่างเห็นได้ชัดนั่นทำให้เฉาหรงที่เดินเข้ามาถึงกับต้องหันไปมองหน้าฮุ่ยเหอและฮุ่ยเจียงที่ยืนรับใช้อยู่ด้านข้าง
“นายของพวกเ้าเป็อะไร”
ชายหนุ่มเอ่ยถาม แต่สององครักษ์กลับถามย้อนเขาคืน
“หมอเฉาหมายถึงเื่ไหนหรือขอรับ”
เมื่อได้รับคำถามย้อยกลับเช่นนั้น นั่นได้ทำให้ชายหนุ่มมองไปทางชิวจิ้นอันอีกครั้งก่อนจะยกยิ้มน้อย ๆ
“ดูเหมือนปากของนายพวกเ้าจะถูกใครบางคนกัดสินะ”
คำพูดนี้ได้ทำให้สององครักษ์หัวเราะออกมาน้อย ๆ
“ว่าแต่มีเื่อันใดที่ทำให้แม่ทัพใหญ่ชิวถึงทำต้องขมวดคิ้วเช่นนี้”
เฉาหรงเลิกสนใจที่จะล้อเลียนนายของเขาก่อนจะเอ่ยถามเื่จริงจังตรงหน้า
“สายส่งข่าวมาว่าฝาบาทโดนลอบปลงพระชนม์ ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ท่านพ่อบอกให้ข้าสืบเื่นี้และจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่ท่านจะมา”
“ท่านอ๋องจะมางั้นหรือ”
“ใช่ อีกไม่นานก็จะงานแต่งข้าแล้วเขาจะไม่มาได้อย่างไร”
“นั่นสิ แม้ว่าฝ่าากับท่านอ๋องจะมีเื่ให้ทะเลาะกันทุกครั้งที่เจอหน้ากัน แต่ทั้งสองพระองค์กลับมิเคยที่จะลงไม้ลงมือกันจริง ๆ สักครั้ง”
“อื่ม”
อ๋องชิว หรือชิวลู่เสียนนั้นเป็น้องแท้ ๆ ขององค์ฮ่องเต้ที่ไปประจำอยู่ดินแดนทางเหนือและไม่ค่อยได้กลับเมืองหลวงเท่าใดนัก แต่กระนั้นองค์ฮ่องเต้ก็ได้ทรงแอบเสด็จไปหาอยู่บ่อยครั้ง แม้เื่นี้จะเป็ความลับแต่สำหรับชิวจิ้นอันแล้ว....ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าใดนัก
“เื่งานแต่งของเฉินไฉ่หงนั้นเ้าจะไปหรือไม่”
“แน่นอนว่าข้าย่อมต้องไป”
“เ้าที่มิค่อยออกงาน...กลับไปร่วมงานเช่นนี้มิทำให้...ผู้คนแตกตื่นหรือ”
“มีอะไรให้แตกตื่น”
เฉาหรงถอนหายใจก่อนจะหันไปมององครักษ์ของชิวจิ้นอัน ทั้งสองส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่อยากจะพูด
ผ้าแดง โคมแดงและของตกแต่งสีแดงถูกประดับเต็มจวน เฉินฟางซินกำกับบ่าวไพร่อย่างขยันขันแข็งจนเฉินจื่อเซี่ยถึงกับต้องเข้ามาเอ่ยห้าม
“พี่หญิง เหตุใดท่านไม่พักบ้าง นี่ท่านตื่นเต้นแทนพี่ใหญ่ใช่หรือไม่”
“นี่เป็งานแต่งของพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ทั้งที ข้าก็ต้องทำให้ดีที่สุดสิ”
“ถึงอย่างไรพี่หญิงก็ต้องพักบ้าง หลิวหลงพาพี่หญิงของข้าออกไปพักเลย หากข้ายังเห็นนางคอยกำกับงานอีกข้าจะลงโทษเ้า”
หลิวหลงที่ได้ยินถึงกับรีบพาคุณหนูของนางออกไปในทันที แต่กระนั้นเฉินฟางซินก็ยังแอบหัวเราะเบา ๆ กับความห่วงใยของน้องชายตน ต่างจากเฉินไฉ่หงที่ตอนนี้ตื่นเต้นไม่แพ้หลีโม่
“นะ...”
“อาโม่ ตอนนี้เ้าจะเป็ภรรยาของข้าแล้ว...เ้าคงต้องเปลี่ยนคำเรียกข้าแล้วนะ”
“ทะ...ท่านพี่”
“ถูกต้อง”
“แต่...หากตัวตนของข้าถูกเปิดเผย...”
“เื่นั้นเ้าไม่ต้องกลัว...พวกเราจะปกป้องเ้าเอง”
หลีโม่ซบหน้าลงบนอกบุรุษที่เขารักอย่างสุดหัวใจ แม้ว่าเขาจะกำพร้าบิดามารดาแต่เขาก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีจากตระกูลเฉินและไม่คิดว่าวันที่เขาจะได้แต่งเข้ามาในฐานะสะใภ้จะเป็จริง
เฉินฟางซินถูกหลิวหลงลากออกมาเดินเล่น แม้ว่านางจะยังคงห่วงเื่การจัดงานของพี่ชายแต่ตอนนี้หญิงสาวได้รู้สึกโล่งใจอยู่ไม่น้อยที่ทุกอย่างเป็ไปตามที่ตน้า
“น้องหญิง”
เสียงที่เอ่ยเรียกนั้นได้ทำให้เฉินฟางซินถึงกับถอนหายใจด้วยรู้ว่าคือผู้ใดที่เรียกนาง
“พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรอง”
หลังจากหันไปตามเสียงหญิงสาวจึงจำใจต้องเอ่ยทักทาย ทั้ง ๆ ที่นางตั้งใจจะมาเดินเล่นและไม่อยากพบใคร
“ไม่คิดว่าจะเจอเ้าที่นี่”
“พวกเรากำลังมาซื้อของสำหรับเตรียมงานแต่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เ้าเองก็คงมิต่างกันสินะ”
“เปล่าเ้าค่ะ ข้าเพียงมาซื้อของในงานแต่งพี่ใหญ่ก็เท่านั้น ส่วนของข้านั้นท่านพ่อกับท่านแม่ได้จัดเตรียมไว้ให้หมดแล้ว”
คำพูดนี้ได้ทำให้สองสตรีอดที่จะอิจฉาไม่ได้ ด้วยว่าตอนนี้พวกนางได้แบ่งสมบัติเรียบร้อยแล้วจึงไม่มีสิทธิ์ในเงินส่วนกลางอีก ทั้งที่พวกนางอยากจะแยกบ้านให้จบ ๆ ไปแต่กลับต้องรอจวนใหม่ที่ตอนนี้กำลังปรับแก้และจะแล้วเสร็จหลังจากงานแต่งของพวกนาง
“เ้าคงอยากจะอวดของหมั้นที่แม่ทัพชิวมอบให้ใช่หรือไม่”
“ข้าจำเป็ต้องอวดด้วยหรือ ในเมื่อทุกคนก็เห็นกันหมด”
“หึ ของหมั้นมากมายเพียงนั้นหากสินเดิมของเ้าน้อยหน้า...ก็คงน่าอายไม่น้อย”
“เื่นั้นคงไม่ต้องให้พวกพี่หญิงต้องเป็กังวลเพราะสินเดิมของข้านั้นท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่และอาเซี่ยต่างช่วยเติมให้ข้ารับรองได้ว่าไม่น้อยหน้าสินสอดที่ได้รับมาอย่างแน่นอน”
“ดูเหมือนคุณหนูสามเฉินจะพอใจในตัวท่านแม่ทัพชิวมากนะ”
ฝูเหวินห้าวเดินเข้ามาพร้อมกับหนิงเจิงอี้ สองสตรีผู้เป็คู่หมั้นต่างเดินเข้าไปออดอ้อนคู่หมั้นของตนเองในทันทีและท่าทีที่แสดงออกนั้นเหมือนถูกเฉินฟางซินรังแกจนทำให้หญิงสาวอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้
“แน่นอนว่าข้าพอใจในตัวแม่ทัพชิวมาก”
เฉินฟางซินพูดก่อนจะยิ้มไปทางฝูเหวินห้าว
“เ้ารู้จักบุรุษผู้นี้ดีแล้วหรือถึงได้เอ่ยออกมาเช่นนั้น”
“แน่นอนเ้าค่ะ มากพอที่จะรู้ว่าแม่ทัพชิวนั้นรักข้ามากเพียงใด ใส่ใจข้ามากเท่าไหร่ แม้แต่เื่เล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็ยังรู้”
ไม่เพียงแค่พูดแต่เฉินฟางซินกลับยกมือขึ้นลูบปิ่นที่ปักอยู่ สายตาของฝูเหวินห้าวจึงเห็นทั้งกำไลมือที่วิจิตรงดงามแปลกตารวมถึงปิ่นหยกลายทองรูปอินทรีนั้น
“หากไม่มีอะไรแล้วข้าคงต้องขอตัว”
พูดจบหญิงสาวได้เดินจากไปในทันที แต่ยังไม่ทันพ้นระยะสายตากลับมีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาหญิงสาว ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมนั่นทำให้ทั้งสี่ที่มองตามต่างอดแปลกใจไม่ได้
“นั่นคือแม่ทัพชิวงั้นหรือ”
“น่าจะใช่ แต่พี่หญิงใหญ่ชุดที่แม่ทัพชิวใส่นั่น....”
“ฝีปักของน้องสามอย่างแน่นอน นางชอบทำชุดให้ครอบครัวของนางจนเป็ที่รู้กัน”
“ลายปักอินทรีย์...เหมือนปิ่นของนาง”
มือใหญ่กำแน่นใต้แขนเสื้อ แม้ฝูเหวินห้าวไม่คิดว่านางจะเลิกรักเขาได้....แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับยืนยันได้ดีที่สุดว่าชาติที่แล้วกับชาตินี้....กลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง