ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 25 ฟื้นตบะพันปีในพริบตา

    จี๋ฮ่าวตั้งสติครุ่นคิดอยู่นาน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้เคล็ดวิชาทั้งสองที่ตนเองครอบครองอยู่ ไปตกอยู่ในมือนักผจญภัยคนใดได้อย่างเด็ดขาด
    สายตาพลางจดจ้องอยู่ที่โอสถบัวหิมะสวรรค์ ดูมันกำลังส่องประกายยั่วยวนแทงนัยต์ตาไม่หยุดหย่อน ก่อนจะตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาหนึ่งเม็ดหย่อนลงไปในปากทันที
    จากนั้นร่างของนางก็สัมผัสได้ว่ามีพลังบางอย่างกำลังเอ่อล้นออกมา วิ่งกระจายออกไปตามเส้นชีพจรต่าง ๆ ก่อนที่นางจะสัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณของตนเองมีความเข้มข้นและชัดเจนขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
    แต่เมื่อคิดได้ว่า หากตนเองกำลังถูกตามล่าโดยคนแบบเดียวกันกับพวกของจ้าวเฟิง และถ้าจำนวนมันมีมากขึ้นเรื่อย ๆ หรืออาจจะถึงขั้นถูกหมายหัวจากนักผจญภัยทั่วอาณาจักร หากเป็นเช่นนั้นจริง ตนเองคงอยู่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ลำบากแล้ว อีกอย่างพลังที่ตนมีในตอนนี้คงไม่สามารถปกป้องชีวิตเอาไว้ได้แน่ มีทางเดียวคือต้องรีบเก็บตัวฝึกตนให้เร็วที่สุด
    จี๋ฮ่าวเปิดถุงหยิบโอสถจักรพรรดิ์ปราชญ์ขึ้นมาเม็ดหนึ่ง ใจหนึ่งก็กลัวว่าจะมีผลข้างเคียงที่ตนเองยังไม่รู้ แต่อีกใจก็ปรารถนาจะทานมันเสียเหลือเกิน เพราะยิ่งนางพัฒนาฝีมือได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
    ‘ช่างเถอะ แล้วแต่วาสนาก็แล้วกัน ขืนเอาไปให้คนอื่นกินแล้วตายขึ้นมา จะบาปกรรมเสียเปล่า ๆ’
    คิดได้ดังนั้น จึงหยิบมันใส่ปากเคี้ยวทันที แต่ยังไม่ทันได้เคี้ยว ตัวยาก็ละลายซึมลงคอไปอย่างรวดเร็ว สร้างความประหลาดใจให้กับนางไม่น้อย ที่ยิ่งกว่านั้นคือตนเองสัมผัสได้ถึงพลังที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นความรู้สึกของคนที่กำลังฝึกเคล็ดวิชาและกำลังสัมผัสได้ถึงความก้าวหน้าอย่างยิ่งยวด
    จี๋ฮ่าวไม่รอช้า รีบหลับตาทำสมาธิฝึกเคล็ดวิชาจิตวิญญาญอมตะทันที แต่ความแปลกประหลาดนี้ก็ยังไม่จบ จู่ ๆ ตนเองพลันค้นพบได้อย่างฉับพลัน ว่าเคล็ดวิชาจิตวิญญาณอมตะและเคล็ดวิชาในคัมภีร์นิรวาณกำลังก่อตัวผสมผสานเป็นวิชาเดียวกันอย่างช้า ๆ ก่อนจะหยุดตัวลง
    “เกิดอะไรขึ้น?” จี๋ฮ่าวลืมตาตื่นอย่างไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่ตนเองเกือบจะเข้าใจในมรรคคาแล้วแท้ ๆ แต่แล้วดันหยุดชะงักกลางคัน
    นางนั่งครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เหมือนจะนึกบางอย่างออก จึงตัดสินใจหยิบบัวหิมะสวรรค์ออกมา 10 เม็ดและโอสถจักรพรรดิปราชญ์มาอีก 10 เม็ด ก่อนจะยัดลงใส่ปากตนเองอีกครั้ง
    ยาทั้งหมดหลอมละลายซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างรวดเร็ว พร้อมกับพลังที่พุ่งทะลักออกมาอย่างมหาศาล จี๋ฮ่าวรีบตั้งสมาธิฝึกเคล็ดวิชาทันที และเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเคล็ดวิชาทั้งสองกำลังหลอมรวมเข้ากันอย่างรวดเร็วกว่าเดิมถึงสิบเท่า 
    ในตอนนี้นางไม่ได้มีจิตใจจะมาตื่นเต้นลิงโลดอีกต่อไป แต่ใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการผสานสองสุดยอดเคล็ดวิชาเข้าด้วยกัน ก่อนจะพบว่ามันผสานเข้ากันได้แค่ 1 ส่วน 10 เท่านั้น แล้วก็หยุดนิ่งลงอีกครั้ง
    “สวรรค์!!” จี๋ฮ่าวเบิกตากว้าง ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความดีใจ หลังจากที่พบว่าประสิทธิภาพของโอสถทั้งสองเกินกว่าคำว่ายาวิเศษไปไกลโข
    “บัวหิมะสวรรค์สิบเม็ด เทียบเท่ากับการฝึกจิตกว่า 1000 ปี เมื่อได้โอสถจักรพรรดิ์ปราชญ์มาเสริมอีก 10 เม็ด กลับกลายเป็นเวลาที่ข้าควรจะใช้ฝึกฝนจาก 10 วันเหลือเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ...”
    จี๋ฮ่าวทำท่าเหมือนจะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ จึงลองหลับตาสำรวจตนเองอีกครั้ง
    “ตบะข้าฟื้นคืนเพิ่มมาอีก 1000 ปีแน่แล้ว..แต่พลังจิตยังคงเท่าเดิม เพียงแค่สงบและแจ่มใสมากขึ้น….อืม….”
    นางลืมตาขึ้นมาอีกครั้งและเข้าใจถึงคุณสมบัติตัวยาได้ไม่น้อย สรุปได้ความว่า โอสถบัวหิมะสวรรค์แต่ละเม็ด จะมีอายุเทียบเท่า 100 พอดีไม่ขาดไม่เกินแม้แต่ปีเดียว ดังนั้นเมื่อทานมันลงไปแล้ว มันจะช่วยเพิ่มตบะให้กับตนเองโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาฝึกฝน ทำให้พลังจิตของตนเองกล้าแข็งและกระจ่างใสกว่าที่เคย จะคิดอ่านสิ่งใดก็ล้วนแต่รวดเร็วและแจ่มแจ้งกว่าแต่ก่อน 
    แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดทุกครั้งที่ตนฝึกฝนเคล็ดวิชาจิตวิญญาณอมตะ หรือแม้กระทั่งเคล็ดวิชานิรวาณ พวกมันทั้งสองล้วนแต่สูบตบะของตนไปเป็นอาหารทั้งสิ้น ทำให้ทุกทั้งที่ฝึก ตบะของตนเองก็จะลดลงไปด้วยเช่นกัน
    เพียงแต่ในตอนนี้จะโชคดีก็ตรงที่มีโอสถจักรพรรดิ์ปราชญ์ที่ช่วยเร่งขั้นตอนการฝึกให้รวดเร็วขึ้นก็เท่านั้น ซึ่งปัจจัยที่เกินจะคาดเดาก็ยังคงเป็นที่ตัวเคล็ดวิชาทั้งสองอีกนั่นแหละ
    “เห็นทีข้าคงต้องผสามเคล็ดวิชาทั้งสองให้สมบูรณ์เสียก่อน จากนั้นคงจะรู้ว่าโอสถพวกนี้แท้จริงแล้วช่วยอะไรเราได้บ้าง..”
    เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางก็ยกยิ้มขึ้นราวกับคนบ้า “ขอเพียงแค่มีเวลามากพอ ข้าก็จะกลับไปมีพลังเท่าเดิมได้ไม่ยาก หรือแม้กระทั่งขอบเขตของเซียน ฮ่าฮ่าฮ่า”
    “ปึก ปึก ปึก” เสียงเคาะประตูจากหน้าห้องดังขึ้น ก่อนจะมีเสียงของเสี่ยวเอ้อดังขึ้น
    นางตัดสินใจลุกขึ้นมาเก็บถุงวิเศษทั้งสองเอาไว้ด้านในสุดของเสื้อ เป็นจุดที่มั่นใจว่าจะไม่หล่นหายไปแน่ ๆ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม จากนั้นก็เก็บถุงอีกสองใบเอาไว้ในเสื้อในจุดที่หยิบได้ง่ายกว่า เพราะถุงสองใบนี้จะเอาไว้เก็บเงินทองและของมีค่าที่เหลือนั่นเอง
    “แม่นาง!! การแสดงใกล้จะเริ่มแล้วนะขอรับ หากต้องการไปดูก็ควรจะไปตอนนี้นะขอรับ ไม่เช่นนั้นจะหาที่นั่งลำบาก”
    จี๋ฮ่าวเห็นว่าได้เวลาแล้ว จึงเช็ดหน้าเช็ดตาแล้วหยิบผ้าคลุมขึ้นมาปิดหน้าก่อน จากนั้นก็เดินเปิดประตูออกไป เห็นเป็นเสี่ยวเอ้อที่ชื่อตงกวน
    นางพยักหน้าให้เขาคราหนึ่งและก้มลงไปดูที่ด้านล่าง ได้ยินเสียงหลายคนกำลังเตรียมตัวจะออกไปดูการแสดงเหมือนกัน 
    ‘น่ารำคาญเสียจริง คงต้องเปลี่ยนแผน หาที่สงบฝึกตนเสียก่อน’ 
    จี๋ฮ่าวปิดประตูห้องเสร็จ ก็รู้สึกว่าตนเองหิวขึ้นมา เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองได้อวกออกไปจนหมดไส้หมดพุงแล้ว จึงถามตงกวนไปว่า“ข้าอยากทานผัดผักเจกับข้าวเปล่า ที่นี่มีหรือไม่?”
    “มีขอรับ” ตงกวนรีบพยักหน้าตอบอย่างกระตือรือร้น ทำให้จี๋ฮ่าวอดที่จะแปลกใจไม่ได้ ทำไมเขาถึงแลดูขยันขันแข็งนัก
    “อ่า เอาแค่นั้นแหละ ข้าจะลงไปทานที่โต๊ะด้านล่างก็แล้วกัน” จี๋ฮ่าวพูดจบ ตงกวนก็เดินนำลิ่วรีบไปจัดการให้ทันที 
    จี๋ฮ่าวเดินลงมาถึงชั้นล่าง ก็เห็นโต๊ะตรงริมหน้าต่างว่างพอดี หลังจากนั่งรอดื่มน้ำชาได้ไม่นาน ก็เห็นตงกวนรีบเดินถือถาดอาหารมาเสิร์ฟ
    “มาแล้ว มาแล้ว ผัดผักเจกับข้าวเปล่าที่ท่านสั่ง” ตงกวนรีบนำจานลงมาเสิร์ฟวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะพูดกับนางว่า
    “อ่อแม่นาง ท่านเพิ่งจะมาเที่ยวที่เมืองนี้ใช่หรือไม่?”
    “ใช่ มีอะไรเหรอ?”
    ตงกวนส่ายหน้าก่อนจะพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก ข้าเห็นท่านจองห้องเอาไว้แค่หนึ่งวัน ต่างกับคนอื่น ๆ ที่จองสองวัน เพราะมาดูคณะละครเหลียนจื่อกันทั้งนั้น แสดงว่าท่านต้องเดินทางไปที่อื่นอีกหรือขอรับ?” 
    “อืม” จี๋ฮ่าวตอบกลับพอเป็นพิธี เพื่อตัดรำคาญ
    “หากท่านต้องการอะไรเพิ่มเติมก็เรียกใช้ข้าได้ทันทีนะ”
    “รู้แล้ว” นางวางตะเกียบในมือไม่หนักไม่เบาเกินไป ทำให้ตงกวนรู้ตัว จึงรีบจากไปแต่โดยดี
    จี๋ฮ่าวคีบอาหารเข้าปากได้ไม่กี่คำ ก็เหม็นจนคายอาหารใส่จานทันที “ถุ้ยย!!”
    “แหวะ เหม็นจัง มีแต่กลิ่นคาวเนื้อ ผักนี้เอามาจากปากหมูหรือยังไง!” จี๋ฮ่าววางตะเกียบลง รับใช้น้ำชาล้างปากแล้วถุ้ยลงชามข้าว ใจก็อดนึกไปถึงรสชาติหาอาหารที่ภัตตาคารซูเหยียนไม่ได้
    นางทำหน้าเซ็ง ๆ และลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก เพื่อหาอย่างอื่นทานแทน เพราะเมื่อตอนเย็นนางแอบเห็นระหว่างทางว่าในเมืองเหมือนจะมีร้านของของเปิดอยู่เยอะเหมือนกัน

    ด้านนอกตอนนี้เป็นเวลาค่ำแล้ว แต่ก็ยังมีร้านรวงเปิดไฟอยู่เต็มตลอดทาง มีนักผจญภัยและชาวบ้านมากมายเดินออกมาเที่ยวชมพักผ่อนและจับจ่ายใช้สอย ทำให้เมืองดูครึกครื้นไม่เลว
    ระหว่างทางนางพบว่ามีอาหารที่นางพอจะทานได้ ซึ่งนั่นก็คือหมั่นโถวและพุทราเชื่อม จึงซื้อติดมากินอย่างละอัน ก่อนจะเลือกซื้อกักตุนอาหารแห้งเอาไว้และอุปกรณ์ทำครัวจำเป็นบางอย่าง จากนั้นจี๋ฮ่าวใช้เวลาเดินชมไปทั่วเมือง ใช้โอกาสนี้สำรวจความเป็นอยู่ของผู้คนไปด้วย ดูไปก็คล้ายกับเป็นเมืองท่องเที่ยวเหมือนกัน เพราะมีร้านค้ามากมายเปิดขายทั้งอาหารและของต่าง ๆ ให้ความรู้สึกคึกคักไม่ต่างกับเมืองซูโจวเท่าใดนัก
    หลังจากที่เดินชมไปรอบเมืองครบแล้ว แม้ว่าตัวเมืองแห่งนี้จะไม่ได้ใหญ่โตมากมาย แต่ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเดินดู นางมองออกไปด้านนอกตัวเมืองจงกั๋ว เห็นเป็นกระโจมขนาดมหึมา ประดับประดาด้วยแสงไฟหลากสี ผู้คนต่างก็มุงแย่งกันเข้าไปด้านใน
    “หืม? กลิ่นไอปีศาจ!” 
    จี๋ฮ่าวหันหน้าไปมองตามกลิ่นไอของปีศาจเข้มขน ลอยออกมาจากกระโจมแห่งนั้น พอมองดูดี ๆ ก็พบว่าด้านหน้ามีป้ายขนาดใหญ่ เขียนเอาไว้ว่า <คณะละครเหลียนจื่อ ยินดีต้อนรับ>