ตอนที่ 13 หัวใจของมนุษย์มันคือก้อนเนื้อ
ไป๋เพ่ยเพ่ยเองก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยอันน่าประหลาดใจเช่นกัน ด้วยเพราะ ‘ทักษะ’ พิเศษนี้สามารถหลบเลี่ยงความเดือดดาลของนางได้ทุกครั้งไป ครั้งสุดท้ายที่หญิงสาวเห็นมันคือจากคนรักเก่าของนาง
แล้วเหตุใดชายผู้นี้ถึงมีมันเหมือนกันล่ะ?
ทัศนคติของผู้ชายสมัยโบราณปรับเปลี่ยนไปมากขนาดนี้เชียว แม้แต่กสิกรซึ่งอยู่ในชนบทก็ยังอยู่ในระดับนี้งั้นหรือ?
ไม่ได้ นางต้องลองจุดไฟเพิ่มอีกหน่อย
“ใช่ ข้าไม่ชอบต้ายา ไม่ใช่แค่ไม่ชอบต้ายาเพียงเท่านั้น ข้ายังไม่ชอบเหมียวเหมียวด้วย ใครจะไปชอบลูกบุญธรรมที่ตัวเองรับเลี้ยงหากลูกแท้ ๆ ของตนไม่ชอบพวกนางกัน? การที่ข้าไม่ชอบพวกนาง ก็ไม่ใช่ว่าเป็เื่ปกติหรอกหรือ?”
“แต่ถึงแม้ข้าจะไม่ชอบพวกนางมากแค่ไหน ข้าก็เป็คนเลี้ยงดูพวกนางมา และถึงข้าจะรังแกพวกนางไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทุบตีพวกนางอย่างรุนแรงไร้ปรานี ข้าเองก็ตัดใจทำไม่ลง แล้วทำไมข้าจะต้องปล่อยให้คนนอกมาระรานรังแกพวกนางจนเป็เช่นนั้นด้วย?”
“หัวใจคนเรามันคือก้อนเนื้อ*[1] ข้าโหดร้ายกับต้ายาและเหมียวเหมียวเช่นเดียวกับตระกูลเฉียว แต่ข้าคิดอยากให้พวกนางตายหรืออย่างไรกัน?”
เซี่ยต้าแอบเอ่ยว่า “ไม่” อยู่บนเตียงอย่างเงียบ ๆ อาสะใภ้รองแม้จะลำเอียง ปล่อยให้พวกนางหิวโหย และทุบตีพวกนาง ทว่านางก็ไม่ได้ลงไม้ลงมือกับพวกนางอย่างโหดร้ายทารุณเท่าตระกูลเฉียวจริง ๆ
อาสะใภ้รองมักจะตบตีในจุดที่ไม่มีใครมองเห็น
“สิบนิ้วยังมีความยาวต่างกัน แล้วข้าจะลำเอียงให้ลูกในไส้ของตัวเองไม่ได้เลยหรือ?”
เอ่ยจบ ไป๋เพ่ยเพ่ยก็เอื้อมมือไปจิ้มที่หน้าอกของเซี่ยเหล่าเอ้อร์ ก่อนเอ่ยอย่างไม่เกรงใจว่า
“ท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็ท่านเองที่ไร้ความสามารถและยากจนเกินไป หากท่านมีความสามารถ ครอบครัวของเราคงมีูเาเงินูเาทอง มีกินมีใช้ มีสาวใช้บริวาร ส่วนที่ว่าข้าจะตระหนี่ถี่เหนียวเพียงใดน่ะหรือ ข้าไม่้าให้เงินรั่วไหลออกไปจากระหว่างนิ้วของข้าไปยังหลานสาวทั้งสองของท่านด้วยซ้ำไป ไม่ใช่รั่วไหลไปนิดหน่อย ก็เท่ากับลดลงนิดหน่อยหรือ ข้ารู้สึกสงสารเืเนื้อเชื้อไขของตัวเองนี่”
เซี่ยเหล่าเอ้อร์ถอยหลังไปหนึ่งก้าวเมื่อถูกหญิงสาวทิ่มแทง ก่อนจะมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ข้าขอโทษ ข้าผิดเอง เป็ข้าเองที่ไร้ความสามารถ แต่เ้าวางใจ ในอนาคต ข้าจะทำเทือกสวนไร่น่าให้ดี เมื่อมีเวลาว่างก็จะออกไปหางานอื่นทำ จะหาตั้งใจหาเงินและพยายามอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูพวกเ้าแม่ลูก จะไม่ให้เ้าต้องทนทุกข์ลำบากเช่นนี้อีก...”
ไม่สิ เดี๋ยวก่อน พี่น้อง ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายของเ้าอยู่ที่ไหน? เ้าทำเช่นนี้ก็เหมือนคุกเขาขอโทษ แล้วข้าจะแสดงงิ้วฉากต่อไปได้อย่างไร? ข้ายังอยากมี ‘ความขัดแย้งในชีวิตสมรส’ กับเ้า ไป๋เพ่ยเพ่ยพยายามจู่โจมหลายต่อหลายครั้งติดต่อกัน ทว่าการจู่โจมของนางนั้นล้วนคว้าน้ำเหลว จึงทำให้หญิงสาวรู้สึกพ่ายแพ้
และเมื่อสบเข้ากับแววตาจริงใจ ประกอบกับใบหน้าอันแสนคุ้นเคยนี้ ไป๋เพ่ยเพ่ยก็พลันหายใจติดขัด
ใบหน้าที่คุ้นตา และทักษะพิเศษที่คุ้นเคย นางจะยัง ‘สร้างเื่วุ่นวาย’ ต่อไปได้อย่างไรกัน?
เฮ้อ...
ตีกลองครั้งแรกความกล้าเต็มเปี่ยม พอตีครั้งที่สองความกล้าลดลง และเมื่อตีครั้งที่สามความกล้าก็แห้งเหือดไป*[2]
ดูเหมือนการแสดงวันนี้จำต้องจบลงแล้ว
ไป๋เพ่ยเพ่ยทำได้เพียงถอนหายใจในใจ พลางปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็ไร ห้องนี้ถูกโดยเซี่ยต้ายา จะอย่างไรพวกเขาก็ต้องแยกห้องนอนกันไปสักพักหนึ่ง ไม่ต้องรีบร้อน นางยังมีโอกาสอีกมาก
เซี่ยต้ายานอนตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่กล้าขัดจังหวะใด ๆ นางรู้มาตลอดว่าอาสะใภ้รองนั้นเป็คนก้าวร้าวอยู่ไม่น้อย แต่ใครกันคาดคิดว่าท่านอารองเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านอาสะใภ้รองกลับเกือบจะถูกว่ากล่าวสั่งสอนราวกับเป็หลานชายอย่างไรอย่างนั้น อีกทั้งท่านอารองยังไม่กล้ามีน้ำโหกับอาสะใภ้รองด้วย นี่มัน ‘น่าสงสาร’ เกินไปแล้ว
ในเวลาเดียวกัน เซี่ยต้ายาก็รู้สึกอิจฉาไป๋เพ่ยเพ่ยขึ้นมาเล็ก ๆ หากนางมีความกล้าหาญเช่นนี้ยามที่อยู่ในบ้านตระกูลเฉียว นางคงไม่ถูกเฉียวเล่อเซิงทำร้ายร่างกายอย่างป่าเถื่อนถึงเพียงนี้
อาหารเย็นวันนี้เป็ฝีมือของเซี่ยเหมียวเหมียว ครอบครัวเซี่ยนั้นไม่มีอะไรให้กินมากนัก ดังนั้นคงพอจินตนาการได้ว่าการกลืนอาหารที่ทำขึ้นมานั้นยากแค่ไหน
เห็นได้ชัดว่าท้องของนางหิวโหย แต่เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในชาม ไป๋เพ่ยเพ่ยก็สูญเสียความอยากอาหารไปในบัดดล
นางนั่งนิ่งไม่ขยับตัวอยู่ที่โต๊ะ และคนอื่น ๆ ในตระกูลเซี่ยก็นั่งนิ่งไม่ขยับเช่นเดียวกัน
ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกสับสนงุนงง จึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรในตอนแรก เป็เซี่ยเสี่ยวหย่าที่อดรนทนไม่ไหว แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านแม่ เหตุใดจึงไม่แบ่งข้าวล่ะ?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยตัวแข็งค้างอยู่ครู่หนึ่ง อ้อ ้าให้นางจัดสรรปันส่วนข้าวให้อย่างนั้นหรือ?
ในเมื่อไม่มีความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นางจะรู้วิธีแบ่งได้อย่างไรกัน หญิงสาวจึงเอ่ยโดยตรงว่า “วันนี้ข้าเหนื่อย ไม่อยากแบ่ง ให้เหมียวเหมียวเป็คนแบ่งเถอะ”
จากนั้นก็เอ่ยชื่อเซี่ยเหมียวเหมียว และบอกให้เซี่ยเหมียวเหมียวแบ่งส่วนของฝาแฝดและเซี่ยต้ายากันออกมาไว้ส่วนหนึ่งก่อน จากนั้นจึงแบ่งปันส่วนที่เหลือให้ทุกคน
เซี่ยเสี่ยวหย่าใมาก ด้วยไม่คิดว่าแม่ของตนจะให้คนอื่นทำเื่ที่สำคัญเช่นนี้
นางรีบกล่าวว่า “ท่านแม่ ข้าทำเอง เซี่ยเหมียวเหมียวทำเป็ที่ไหนกันล่ะ นางรู้วิธีกินอย่างเดียวเท่านั้นแหละ”
“กับข้าวนางก็เป็คนทำ ให้นางเป็คนแบ่งจะเป็อะไรไป? พรุ่งนี้เ้าจะต้องทำกับข้าว เ้าก็เป็คนแบ่งข้าวได้เช่นกัน” ไป๋เพ่ยเพ่ยจะไม่ตามใจลูกสาวคนนี้แล้ว หญิงสาวเอ่ยปฏิเสธทันที
เซี่ยเสี่ยวหย่าฉุนขึ้นมาโดยพลัน เด็กสาวจ้องมองเซี่ยเหมียวเหมียวอย่างดุร้าย
เซี่ยเหมียวเหมียวผู้ถูกขานชื่อทั้งมีความสุขระคนหวาดกลัว นางพยายามต้านความโกรธของเซี่ยเสี่ยวหย่าด้วยการแบ่งข้าวให้ทุกคน
ส่วนของฝาแฝดและส่วนของเซี่ยต้ายานั้นถูกแบ่งออกมาก่อน แต่ไป๋เพ่ยเพ่ยเห็นว่าน้อยเกินไปจึงเอ่ยเตือนเซี่ยเหมียวเหมียวให้ตักแบ่งเพิ่ม
จากนั้นก็เป็ของเซี่ยเหล่าเอ้อร์และไป๋เพ่ยเพ่ย เซี่ยเหมียวเหมียวหวนนึกว่าเมื่อคืนก่อนนั้นเ้าของร่างนี้ตักแบ่งข้าวอย่างไร ก่อนที่นางจะตักให้มากกว่านั้น
และด้วยการตักแบ่งข้าวเช่นนี้ ทำให้ในตอนท้ายจึงเหลือส่วนของเซี่ยเหมียวเหมียวและเซี่ยเสี่ยวหย่าไม่มากนัก
เซี่ยเสี่ยวหย่าเบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่าเหลือน้อยนัก ก็พลันร้อนใจขึ้นมาเล็ก ๆ แล้วจะพอกินได้อย่างไร!
ไม่ชอบอาหารในบ้านก็เื่หนึ่งเื่ แต่กินไม่พอกินนั้นเื่ใหญ่
ไป๋เพ่ยเพ่ยเองััได้ถึงสิ่งนี้ โดยไม่รอให้เซี่ยเสี่ยวหย่าได้ปริปากเอ่ย หญิงสาวรีบแบ่งอาหารในชามของตนครึ่งหนึ่งให้เด็กสาวทั้งสองคนละครึ่ง
วันนี้ไป๋เพ่ยเพ่ยใจกว้างอย่างยิ่ง ทำให้ทั้งสามคนบนโต๊ะล้วนแล้วแต่ประหลาดใจ เซี่ยเหล่าเอ้อร์ไม่ได้คิดอะไร แม้ว่าเขาจะมีความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่าไป๋เพ่ยเพ่ยจะเป็คนที่จะปฏิบัติต่อเด็กอย่างรุนแรง ทว่าเซี่ยเสี่ยวหย่านั้นแตกต่างออกไป นางะโออกมาว่า “ท่านแม่ ทำไมท่านถึงแบ่งให้นางมากมายขนาดนี้!”
“มากตรงไหนกัน?”
“นี่ยังไม่มากหรือ? ท่านดูชามนางสิ มันจะเต็มอยู่แล้ว” เซี่ยเสี่ยวหย่าชี้ไปที่ชามตรงหน้าเซี่ยเหมียวเหมียวแล้วเอ่ยคำ
สีหน้าของเซี่ยเหมียวเหมียวดูกังวลและ้าปฏิเสธ
ไป๋เพ่ยเพ่ยกล่าวว่า
“ชามของเ้าก็เต็มเหมือนกันไม่ใช่หรือ กับข้าวนี่เซี่ยเหมียวเหมียวก็เป็คนทำ นางต้องเหนื่อยยากไม่น้อย แบ่งปันให้นางให้มากหน่อยจะเป็อะไรไป? เ้าเสียอีกอะไรก็ไม่ทำ ให้เ้าคอยดูพี่ชายเอาไว้ เพียงไม่กี่อึดใจเ้าก็หายไปเสียอย่างนั้น ให้เ้าทำกับข้าว เ้าก็ให้เหมียวเหมียวทำ... เ้าไม่ได้ทำอะไรเลยแต่ก็ได้ส่วนแบ่งเท่ากับนาง เ้ายัง้าอะไรอีก? หากเ้าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของแม่ แม่ล่ะอยากจะปล่อยเ้าหิวโซนัก”
เซี่ยเสี่ยวหย่าเบิกตากว้าง
"ท่านแม่ ท่านอยากปล่อยให้ข้าหิวโซหรือ?! ท่านแม่ ท่านเป็อะไรไป? วันนี้ท่านโดนของแล้วหรือ ท่าน...”
โดยไม่รอให้เซี่ยเสี่ยวหย่าเอ่ยจนจบประโยค เซี่ยเหล่าเอ้อร์ก็เอ่ยตำหนินาง
“เ้าพูดกับแม่แบบนี้ได้อย่างไร?”
เซี่ยเสี่ยวหย่ากลัวมากจนคอของนางหดลง สำหรับเซี่ยเหล่าเอ้อร์คนนี้แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยพูดอะไรมาก แต่นางก็ยังคงกลัวเขาอยู่เล็กน้อย เด็กสาวพึมพำเสียงแ่เบา ไม่กล้าพูดอะไรอีก เพียงหยิบชามของก้มหน้าก้มตากินข้าว
เซี่ยเหล่าเอ้อร์เห็นว่าไป๋เพ่ยเพ่ยแบ่งอาหารทั้งหมดในชามของนางให้กับคนอื่น โดยเหลือไว้สำหรับตัวเองเพียงเล็กน้อย ในใจของเขาพลันตัดใจให้เป็แบบนี้ไม่ลง จึงหยิบชามของตัวเองขึ้นมาแล้วแบ่งข้าวในชามของตนใส่ในชามของไป๋เพ่ยเพ่ย
ไป๋เพ่ยเพ่ยหยุดเขาไว้ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ชามของหญิงสาวเต็มไปด้วยอาหารอีกครั้ง
“ให้ข้าทำไมกัน? ข้าไม่หิว ท่านกินเองเถอะ ไม่ใช่ว่าตอนกลางวันท่านก็ต้องออกไปทำงานหนักข้างนอกมาหรอกหรือ? ท่านนั่นแหละที่ควรกินให้มาก...”
เพ่ยเพ่ยเป็ห่วงข้า! หัวใจของเซี่ยเหล่าเอ้อร์พลันอบอุ่น เขายกยิ้มแล้วพูดว่า
“ไม่เป็ไร ข้าเป็ผู้ชาย กินน้อยลงสักหน่อยก็ไม่เป็ไร วันนี้เ้าเองก็วิ่งวุ่นทั้งวัน ทั้งยังไปทะเลาะกับคนอื่นมาอีก ย่อมต้องใช้พลังกายอย่างมาก เ้าควรกินให้มากหน่อย อย่าดื้อ กินเถอะ”
ไม่ใช่ มันเป็เพราะข้าไม่อาจกินมันได้ จึงแบ่งมันให้คนอื่นอย่างใจกว้างอย่างไรเล่า แต่ท่านกลับแบ่งปันมาให้อีก หากข้ากินไม่หมดแล้วจะทิ้งมันอย่างไรกัน?!
ไป๋เพ่ยเพ่ยร้อนใจ รีบสลับชามทั้งสองทันที
“กินน้อยลงสักหน่อยก็ไม่เป็ไรอะไรกัน ไม่ใช่ว่าท่านคิดปล่อยให้ตัวเองหิวโหย แล้วโยนงานในทุ่งในนามาให้ข้าหรอกใช่ไหม? เช่นนั้นไม่ได้นะ ผู้ชายทำงานนอกบ้าน ผู้หญิงดูแลในบ้าน งานนอกบ้านล้วนเป็ของท่าน ท่านอย่าได้คิดเพ้อเจ้อเชียว”
เซี่ยเหล่าเอ้อร์มีสีหน้าจนปัญญา
“เพ่ยเพ่ย ข้ารู้ว่าเ้าจงใจพูดเช่นนี้ก็เพราะเ้าใส่ใจข้า ข้าเข้าใจทุกอย่าง เอาอย่างนี้ เราแบ่งกันคนละครึ่ง แบบนี้คงได้แล้วกระมัง?”
*[1] หัวใจคนเรามันคือก้อนเนื้อ หมายถึง มีอารมณ์ความรู้สึก
*[2] หมายถึงบางเื่ต้องจัดการในคราวเดียว จะกระทำซ้ำ ๆ ไม่ได้ หรือ ไม่ควรทำอะไรผิดพลาดซ้ำ ๆ เกินสามครั้ง