บทที่ 4 ท่านพ่อคนที่หนึ่งค่อนข้างรูปงาม ทว่าค่อนข้างซื้อบื้อไปเสียหน่อย
ซูมู่มู่จ้องมองท่านพ่อคนที่หนึ่งอย่างเปิดเผย เขาเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง คิ้วตาหล่อเหลารูปงาม ยามสวมชุดขุนนางยิ่งดูน่าเกรงขามขึ้นหลายส่วน เขาเป็ขุนนางที่ดี เป็คนดี เสียก็แต่เพียงวังคู่ครองยุบตัวลง*[1] ถูกคนในครอบครัวเหนี่ยวรั้งจนชีวิตสมรสไม่ราบรื่น ช่างน่าเสียดายจริง ๆ นางดึงแขนเสื้อของเซียวเหยาอ๋องเฟยเบา ๆ เพื่อบอกเป็นัยว่าอย่าได้ตำหนิท่านพ่อคนนี้เลย
“ใต้เท้าเมิ่งเชิญลุกขึ้นเถอะ” เซียวเหยาอ๋องเฟยเห็นแก่หน้าเด็กหญิงจึงยอมรามือไป
“มู่มู่ เ้าจะคุยกับใต้เท้าเมิ่งตามลำพังหรือจะให้ข้าอยู่ด้วยตรงนี้?” นางดึงเด็กหญิงมาด้านหนึ่ง พลางบีบแก้มยุ้ยอวบอ้วนนั้นเบา ๆ ัันุ่มเด้งมือเหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด
“พวกเราอยากคุยกันตามลำพังเ้าค่ะ เขาเป็คนดี” ซูมู่มู่้าให้ท่านพ่อคนที่หนึ่งดูหยกห้อยเอวและจดหมายที่ท่านแม่เขียนไว้
“พระชายาโปรดวางใจ กระหม่อมไม่มีทางรังแกเด็กเด็ดขาด” เมิ่งเฮ่อได้ยินคำว่าคนดีสองคำนี้หัวใจก็พลันอ่อนระทวยลงทันที
เซียวเหยาอ๋องเฟยเดินจากไปพลางหันกลับมามองทุกสามก้าว นางเคารพในความปรารถนาของเด็กหญิง ทว่าหัวใจก็ยังคงเต็มไปด้วยความกังวล
“เ้าชื่ออะไรหรือ? ข้าชื่อเมิ่งเฮ่อ อายุยี่สิบสี่ปี บ้านอยู่ถนนอู่ฝู ท่านแม่ของเ้าอยู่ที่ไหน” เมิ่งเฮ่อย่อตัวลง พลางเอ่ยถามเด็กตรงหน้าด้วยความร้อนใจอยู่บ้าง
“ข้าชื่อซูมู่มู่ เป็เด็กผู้หญิง ปีนี้อายุสี่ขวบ อาศัยอยู่ที่สำนักหลิงอวิ๋น นี่คือจดหมายและสิ่งของท่านแม่ฝากมาให้ท่าน ข้าไม่เคยเจอท่านแม่ จึงไม่ทราบเ้าค่ะ” ซูมู่มู่เลียนแบบท่าทางของอีกฝ่ายในการแนะนำตัว พลางยื่นสิ่งของแทนใจให้เขานางมองเมิ่งเฮ่อที่ยื่นมืออันสั่นเทามารับสิ่งของเ่าั้ไป แล้วนั่งลงด้านข้างอย่างว่าง่าย
จดหมายหนึ่งฉบับ หยกห้อยเอวหนึ่งชิ้น เมิ่งเฮ่อประคองไว้ในอุ้งมือทว่ากลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ เขาอ่านจดหมายทีละตัวอักษร
ไม่นานนักขอบตาก็พลันแดงก่ำ เขากดจดหมายแนบไว้ที่อก แล้วยื่นหยกห้อยเอวให้เด็กหญิงตรงหน้า “มู่มู่ จดหมายนี้พ่อจะเก็บไว้ ส่วนนี่คือสิ่งที่พ่อมอบให้เ้า กลับบ้านกับพ่อดีหรือไม่?”
“เอ่อ ท่านไม่ตรวจสอบหน่อยหรือเ้าค่ะ เผื่อว่าข้าไม่ใช่บุตรสาวของท่านวันหน้าท่านจะยิ่งหาภรรยายากขึ้นนะเ้าคะ” ซูมู่มู่รู้สึกว่าท่านพ่อคนที่หนึ่งคนนี้ท่าทางดูซื่อบื้อไปหน่อยนะ
เมิ่งเฮ่อขอบตาแดงก่ำ พลางดึงมือน้อย ๆ ของนางมาจับไว้ “ได้เป็พ่อของเ้า ข้ารู้สึกเป็เกียรติยิ่งนัก เดิมทีข้าก็ไม่ได้คิดจะแต่งภรรยาอยู่แล้ว มีเ้าคนเดียวก็พอ”
“ข้าจะให้เปิดศาลบรรพชน นำชื่อของเ้าบันทึกเข้าสู่ตระกูล ให้เ้าเปลี่ยนมาใช้แซ่เมิ่งตามข้าดีหรือไม่?” ซูมู่มู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่านพ่อคนที่หนึ่งคนนี้ซื่อบื้อจริง ๆ ด้วย
“ข้าเป็เด็ก เื่ของท่านกับท่านแม่ท่านควรเล่าให้ข้าฟังบ้างไม่ใช่หรือเ้าคะ? แล้วข้าก็ไม่เปลี่ยนแซ่ด้วย” การเปิดศาลบรรพชนเพื่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เขานี่ช่างไม่กลัวถูกผู้นำตระกูลทุบตีเอาเสียเลย หรือว่านางหูแว่วไปเอง สำหรับท่านแม่บังเกิดเกล้า นางยังคงมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่มากและไม่เคยนึกโกรธเคืองเลย ความยากลำบากตลอดสิบเดือนที่อุ้มท้องและความเ็ปในการคลอดของท่านแม่นางย่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ส่วนพร์ทางด้านวิชาเร้นลับอันสูงส่งของนาง น่าจะสืบทอดมาจากท่านแม่นั่นแหละ เพราะอย่างไรเสีย ท่านพ่อที่อยู่ตรงหน้านี้ดูท่าทางไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่…
เมิ่งเฮ่อกล่าวอย่างหนักแน่น “ข้ารู้ว่าเ้าเป็เด็กผู้หญิง แต่สำหรับข้า เ้าต้องได้ขึ้นบันทึกตระกูล ส่วนเื่ไม่เปลี่ยนแซ่นั้น ข้าตกลง” ยามนี้เขาเริ่มเผยความองอาจมีสง่าราศีของรองศาลต้าหลี่ขุนนางขั้นสี่ปรากฏขึ้นทันตา
ทว่าพอเอ่ยถึงท่านแม่ของนาง เขากลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร “ข้ากับแม่ของเ้า... นางอยู่สูงเกินเอื้อม เปรียบเสมือนดวงตะวันบนสรวง์ ข้าเพียงได้รับแสงสว่างมาเศษเสี้ยวหนึ่งก็เพียงพอให้ความอบอุ่นไปชั่วชีวิตแล้ว”
“ข้าเป็ผู้บำเพ็ญเพียร หากข้าไปบ้านท่าน ไม่ว่าใครก็ห้ามมาสั่งการข้า หากมีใครมารังแกข้า ข้าจะโต้กลับไปโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีฐานะอะไร ดังนั้นท่านยังอยากให้ข้ากลับไปกับท่านอยู่หรือไม่เ้าค่ะ?” ซูมู่มู่ขมวดคิ้วมุ่น ดูท่าเขาเองก็รู้เื่ของท่านแม่ไม่มากนักเช่นกัน
เมิ่งเฮ่อมองดูชุดนักพรตที่ซักจนสีซีดและมีรอยปะชุนบนตัวของเด็กหญิง ดวงตาก็พลันรู้สึกฝาดเคืองยิ่งขึ้น “วันหน้าเ้าคือลูกสาวของข้า ใครกล้ารังแกเ้า ข้าจะช่วยเ้ารุมทุบกลับไปไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีฐานะอะไรก็ตาม”
“มู่มู่ เรียกพ่อสักคำได้หรือไม่?” ซูมู่มู่ส่ายหน้าจุกผมเล็ก ๆ ทั้งสองข้างสะบัดไปมาตามแรง “ตอนนี้ข้ายังเรียกไม่ถนัด ข้ายัง้าเวลา แต่ข้าสามารถช่วยท่านคลี่คลายคดีได้นะเ้าค่ะ”
บนชุดขุนนางของท่านพ่อคนที่หนึ่งมีสตรีนางหนึ่งผมยาวชุดขาวเกาะอยู่ หากไม่ใช่เพราะตัวเขามีพลังเที่ยงธรรมเต็มเปี่ยม คาดว่าคงกดข่มผีร้ายตนนี้ไว้ไม่ได้ ตอนนี้พอมีนางอยู่ ผีร้ายตนนี้จึงสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว อยากจะหนีแต่ก็ไม่กล้า
“ได้ ๆ ๆ พวกเราไม่รีบร้อน ขอเพียงเ้าเต็มใจกลับไปกับพ่อ จะทำสิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น ่นี้พ่อกำลังยุ่งกับคดีอยู่ไม่กี่คดีอาจจะรัดตัวไปเสียหน่อย ไว้ผ่านไปสักพัก พ่อจะพาเ้าไปเที่ยวเล่นให้สนุกแน่นอน” เมิ่งเฮ่อในยามนี้ไม่ได้เก็บคำพูดของบุตรสาวที่บอกว่าจะช่วยเขามาใส่ใจเลยสักนิด
“ท่านพาข้าไปดูศพผู้ตายเ่าั้เถอะ ข้าจะช่วยท่านหาตัวคนร้ายเอง” ซูมู่มู่เริ่มเก็บข้าวของ หากไม่พูดให้ชัดเจน ท่านพ่อผู้งมงายคนนี้ก็คงไม่มีวันเข้าใจ
เมิ่งเฮ่อได้ยินบุตรสาวบอกว่าจะช่วยเขาอีกครั้ง จึงเอ่ยอย่างจนปัญญา “มู่มู่ เื่อื่น ๆ พ่อพาเ้าไปเล่นสนุกได้ แต่เื่แบบนี้เ้าจะเป็เด็กเหลวไหลไม่ได้”
ซูมู่มู่เหลือบมองเขา ใบหน้าอ้วนกลมก็พลันบูดบึ้งลงทันที “ท่านรังเกียจที่ข้าเป็เด็กหรือเ้าคะ”
เมิ่งเฮ่อรีบอธิบาย “ข้าจะรังเกียจเ้าได้อย่างไร? พ่อรู้ว่าเ้าโดดเด่นยอดเยี่ยมเหมือนกับแม่ของเ้า ทว่าสตรีเ่าั้ตายอย่างอนาถยิ่งนัก นักชันสูตราุโหลายคนยังถึงกับอาเจียน พ่อกับผู้ว่าการศาลซุ่นเทียนก็ไม่มีข้อยกเว้น พ่อเพียงไม่อยากให้เ้าต้องขวัญผวา” อีกอย่างการสืบคดีเช่นนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่ที่นักพรตจะมาทำด้วย
ซูมู่มู่เห็นเขาอธิบายเช่นนั้น ใบหน้าที่บูดบึ้งจึงกลับมาคลี่ยิ้มกว้างอีกครั้ง มือน้อย ๆ ตบลงบนกระบี่ไม้ท้อ “ข้าไม่กลัวหรอกเ้าค่ะ! อีกอย่าง มีพี่สาวคนหนึ่งเกาะอยู่บนเสื้อของท่านด้วยนะเ้าค่ะ”
ผีเร่ร่อนที่เกาะอยู่บนตัวเมิ่งเฮ่อ พอได้ยินเสียงสั่นะเืของกระบี่ไม้ท้อก็ใจนรีบเอามือกุมหัวแล้วนั่งยอง ๆ ลง
เมิ่งเฮ่อรู้สึกหนังหัวชาหนึบ ความหนาวเย็นเยือกสายหนึ่งแล่นปราดขึ้นมาจากฝ่าเท้า ทว่ายังปากแข็งเอ่ยว่า “มู่มู่ พ่อไม่กลัวหรอก สตรีนางนี้คือผู้เสียหายอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่เ้าค่ะ! นางพยักหน้าแล้ว” ซูมู่มู่มองท่านพ่อคนที่หนึ่งที่ขาเริ่มสั่น พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยี
“พวกเรากลับบ้านกันก่อน เ้าบอกนางทีว่าข้าจะหาตัวคนร้ายให้พบอย่างแน่นอน เพื่อให้พวกนางไปสู่สุขคติ” เมิ่งเฮ่อก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยนางถือห่อผ้า เดิมทีคิดว่ามันจะเบา ทว่าเขากลับยกมันไม่ขึ้นในคราวแรก จะมาเสียหน้าต่อหน้าบุตรสาวไม่ได้เด็ดขาด เขาจึงออกแรงอีกครั้ง...
เหงื่อผุดพรายท่วมตัว ทว่าห่อผ้ายังคงนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม เมิ่งเฮ่ออยากจะร้องไห้นัก ชายอกสามศอกเช่นเขากลับยกห่อผ้าของลูกสาวไม่ขึ้น ช่างขายหน้าเหลือเกิน ทั้งยังรู้สึกผิดต่อเทพธิดาในดวงใจของเขาด้วย
“มู่มู่ ในนี้เ้าใส่อะไรไว้หรือ?” เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ซูมู่มู่เกาหัว พลางเปิดห่อผ้าให้ท่านพ่อคนที่หนึ่งดู “ก็แค่ใส่พวกตัวยา เครื่องมือทำพิธี แล้วก็คัมภีร์เ้าค่ะ” ส่วนท่านปรมาจารย์... ไม่ต้องพูดถึงแล้วกัน
เมิ่งเฮ่อลอบสายตามองไปก็เห็นจดหมายและหยกห้อยเอวที่หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบอีกแปดชุดอยู่ในนั้นก็พลันรู้สึกตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง
“แม่ของเ้า ยังให้เ้าไปตามหาคนอื่นอีกหรือ...” ไปเป็พ่ออย่างนั้นหรือ? คำพูดนี้เขาพูดไม่ออกจริง ๆ กลัวว่าจะทำร้ายจิตใจของบุตรสาว
“อื้อ ต้องตามหาทีละคนเ้าค่ะ ถึงจะรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็ท่านพ่อแท้ ๆ ของข้า” ซูมู่มู่มัดห่อผ้าใหม่อีกครั้ง แล้วเหวี่ยงขึ้นหลังแบกไว้อย่างง่ายดาย
เมิ่งเฮ่อจ้องมองนางด้วยความประหลาดใจกระทั่งลมหายใจก็ไม่หอบถี่ แม้แต่เรือนร่างยังไม่มีอาการโงนเงนเลยสักนิด ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!
เมื่อครู่เขาออกแรงทั่วร่างจนสุดกำลังแต่กลับไม่สำเร็จ ตัวเขาต่อให้เป็ขุนนาง ทว่าก็ยังเป็บุรุษที่โตเต็มวัย สิ่งของที่เขายกไม่ขึ้น เด็กหญิงวัยสี่ขวบกลับยกมันขึ้นได้อย่างง่ายดายช่างเป็เื่ที่กระทบจิตใจเหลือเกิน และคำพูดของเด็กหญิงก็ยิ่งซ้ำเติมให้เขารู้สึกบอบช้ำทวีคูณ
“ไปกันเถอะเ้าค่ะ! ข้าต้องไปรับตั๋วเงินจากพระชายาก่อน” ซูมู่มู่เปิดประตูออกไปก็เห็นเซียวเหยาอ๋องเฟยยืนอยู่ไม่ไกล ตำแหน่งนี้ไม่เพียงไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา ทว่ายังสามารถมองเห็นนางได้ในทันทีอีกด้วย
.........
*[1] วังคู่ครองยุบตัวลง หมายถึง ชีวิตคู่ล้มเหลว