BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    70 : "ไม่เป็นไร"

    70 : "ไม่เป็นไร"

             

            ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอคือการได้มอบชีวิตหนึ่งให้ถือกำเนิดออกมาบนโลกใบนี้

            ตอนที่กำมือเล็กๆนั้นไว้ คิดแต่เพียงว่าจะไม่ให้เด็กคนนี้ต้องเกิดมามีชีวิตแบบตัวเองเด็ดขาดความสุขที่เคยขาดหายจะให้เด็กคนนี้ได้รับแทน เพราะฉะนั้น...

            “ฟิวส์...มาอยู่นี่เองเหรอจ๊ะ”

            หญิงสาวเข้าหาเด็กผู้ชายตัวน้อยที่นั่งแหม็บอยู่ตรงหน้าประตูเข้าบ้านเป็นเวลาดึกมากแล้วแต่เด็กน้อยยังไม่หลับทั้งที่วันนี้ก็ไปเล่นซนที่โรงเรียนอนุบาลเต็มที่แล้วแท้ๆ เธออุ้มร่างเล็กเข้าสู่อ้อมแขนตนได้กลิ่นนมและแป้งเด็กบนตัว

            “มาทำอะไรอยู่ตรงนี้จ๊ะถึงเวลานอนแล้วนะ” อดไม่ได้ที่จะขอหยิกแก้มยุ้ยๆ ของลูกตัวเองเบาๆ

            “พ่อไปไหนเหรอฮะ”

            คำถามไม่คาดคิดส่งผลให้เธอชะงักไปครู่หนึ่งรีบซ่อนอารมณ์ของตัวเองด้วยการยิ้มกลบเกลื่อนพลางตอบ

            “คุณพ่อไปทำงานจ้ะอีกนานกว่าจะกลับ แต่ถ้าฟิวส์รีบไปนอนละก็ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็จะได้พบคุณพ่อเลยนะ”

            ทั้งอย่างนั้นฟิวส์กลับยังอิดออดไม่ยอมไปนอนง่ายๆจนต้องไล่ถามกันยาวถึงจะยอมตอบตามจริง

            “ผมอยากให้พ่อเล่านิทานให้ฟังบ้างนี่พวกเพื่อนที่โรงเรียนชอบคุยกันว่ามีพ่อทำแบบนั้นให้ทุกคืนเลย”

            ฟังแล้วคนเป็นแม่ก็นึกขำรู้ว่าเจ้าตัวน้อยของเธอไม่ได้อยากฟังนิทานหรอก แค่ไม่อยากแพ้เพื่อนเท่านั้นเองแต่ถึงอย่างนั้น...เธอก็อดสลดใจไม่ได้เพราะรู้ว่าฟิวส์เองก็คงคิดถึงพ่อของตนเหมือนกันจึงพยายามปลอบ

            “ไม่เป็นไรนะพ่อไม่อยู่ เดี๋ยวแม่เป็นคนเล่าให้เอง”

            “แต่...”

            “แม่เล่าดีกว่าให้พวกพ่อๆเล่าอีกนะ พรุ่งนี้ฟิวส์ก็ลองไปเล่าให้เพื่อนฟังสิว่าคืนนี้มีแม่เล่านิทานให้ด้วยรับรองว่าเพื่อนๆ ต้องอิจฉากันแน่”

            ได้ยินแบบนั้นดวงตาเด็กน้อยก็เป็นประกายขึ้นมาทันทีแล้วโผกอดคุณแม่ที่ยังอุ้มตนอยู่เต็มแรงพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ

            สองแม่ลูกพากันไปยังห้องนอนเตียงนุ่ม อ้อมกอดอุ่นและเสียงเล่านิทานอันแสนอ่อนโยนขับกล่อมให้เคลิ้มหลับมือน้อยๆ ที่เธอกอบกุมอยู่นั้นช่างเล็กเหลือเกิน

            หญิงสาวลูบหัวลูกรักก่อนก้มลงหอมแก้มยุ้ยและเลื่อนไปบนหน้าผากมือจับผ้าห่มให้คลุมมาถึงคอ

            ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเธอก็จะไม่ให้ฟิวส์ของเธอเป็นอะไรไปเด็ดขาดเธอไม่อยากให้เขาต้องโตมาด้วยชีวิตที่เธอเคยผ่านมาก่อนในวัยเด็กชีวิตที่ขาดความรักและไม่สมบูรณ์นั้น เธอจะไม่ให้มันเกิดขึ้นกับฟิวส์เด็ดขาด

            “ไม่เป็นไรนะฟิวส์เพราะแม่จะคอยปกป้องลูกเอง”

            ปิดไฟลงและหลับไปพร้อมกับลูกบนเตียงพร้อมถ้อยคำนึงในใจ

             

             

            “คุณจะทำอะไรน่ะโชล”

            เกลวิ่งตามเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลที่พามาไกลจากตึกNEW WORLD เรื่อยๆทั้งที่ก็เห็นว่าแม่ของฟิวส์ถูกจับตัวไปแล้วแท้ๆแทนที่จะเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายกลับเดินหนีออกมาซะนี่

            เมื่อคิดว่ามาไกลพอแล้วโชลก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นโทรหาใครบางคน

            “โทรหาใครเหรอคะ”ยิ่งคิด เกลยิ่งไม่เข้าใจการกระทำของอีกฝ่าย

            “...ฟิวส์”

            “แต่...!”

            โชลยกนิ้วขึ้นจ่อปากเป็นเชิงบอกให้เธอเงียบเพราะมีคนรับสายแล้ว

            “ฉันกับเกลเจอแม่นายแล้ว”ทางอีกฟากสายไม่ได้มีความเห็นใดกับเรื่องนี้ แต่โชลไม่เห็นหน้าของฟิวส์ จึงแอบคาดหวังว่าจะมีความโล่งอกฉายอยู่บนหน้าของเพื่อนบ้างสักนิดก็ยังดีถึงสิ่งที่จะบอกต่อไปจะทำลายความรู้สึกนั้นก็ตาม

            “แต่เธอถูกพวกนั้นจับตัวไป”

            นานทีเดียวกว่าโชลจะได้ยินเสียงของอีกฝ่ายพูดขึ้นว่า

            [ ...แล้วไงล่ะ]

            คำตอบที่ทำให้โชลขมวดคิ้วไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยพยายามพาฟิวส์ไปหาแม่ที่โรงพยาบาลมาก่อน เคยลอง...หลายครั้งและทุกครั้งมีแต่ความเฉยชา แต่โชลเชื่อว่าภายใต้ความเฉยชานั้นซ่อนอะไรไว้อยู่เคยคิดว่าหากถึงเวลา ฟิวส์จะต้องกลับไปหาแม่อย่างแน่นอน...สักวันหนึ่ง

            และวันนี้ตอนนี้ เขาคิดว่ามันถึงเวลาที่ว่านั่นแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นหากเกิดอะไรขึ้นมาแล้วละก็...

            “ฉันจะถามอีกครั้งนายจะมาช่วยมั้ย” โชลถามเสียงหนักขึ้นบ่งบอกถึงอารมณ์ แน่นอนว่าฟิวส์ต้องจับได้แต่ก็ยังเลือกที่จะดื้อดึงต่อไป

            [ ทำไมฉันต้องไปช่วยด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมา...ฉันพยายามเพื่อเธอแล้ว แล้วยังไงล่ะ! สุดท้ายก็ไม่เคยมีค่าในสายตาเธอเลยสักนิดเดียว!]

            มีเสียงดังตึงผ่านเข้ามาฟิวส์คงระบายอารมณ์กับของแถวนั้น หากเป็นทุกทีโชลจะหยุดแต่ครั้งนี้ไม่อาจทำแบบนั้นได้

            “นี่มันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของนายแล้วนะฉันไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ฟิวส์...คนของตนัยจับตัวแม่ของนายไป นายคิดว่าแม่นายจะต้องเจอกับอะไรบ้างล่ะคิดว่าพวกนั้นจะคอยดูแลหรือเห็นใจรึไง”

            ฟิวส์เงียบไปอีกพักใหญ่โชลรู้ว่าฟิวส์คงกำลังสับสนและต่อสู้อย่างหนัก ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดังนั้นโชลจึงรอ จนกระทั่งอีกฝ่ายพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคง

            [คนที่เธอต้องการ มีแค่ผู้ชายคนนั้นคนเดียวเท่านั้นนะ เธอ...เธอไม่ได้ต้องการฉัน ]

            “แต่ตอนนี้คนที่อยู่กับเธอได้มีแค่นายคนเดียว”โชลเอ่ยเสียงเบาทว่าหนักแน่น “ไม่ว่ายังไง คนที่จะไปช่วยเธอได้ตอนนี้ ก็คือนาย”

            โชลรอคำตอบด้วยความกลัวสุดใจว่าฟิวส์จะยังยืนกรานทำสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดสิบปีนั่นคือการเพิกเฉย แต่แล้วหินที่ถ่วงใจเขาอยู่ก็หายไปทันที เมื่อฟิวส์ถามกลับมา

            [ ตอนนี้นายอยู่ไหน]

            โชลรีบตอบคำถามฟิวส์ไปสีหน้าของเขาบอกคำตอบให้เกลที่รอฟังอยู่ได้เป็นอย่างดี

            “ฟิวส์จะมาใช่มั้ยคะ”เกลถาม แล้วคลี่ยิ้มกว้างเมื่อได้ฟังคำยืนยันจากเขา

            ครืน...

            เสียงฟ้าร้องดังมาจากที่ไกลๆโชลแหงนมองฟ้า เห็นเมฆครึ้มดำกำลังใกล้เข้ามาอีกไม่นานฝนคงตก...โชลได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี

             

             

            น้ำตาที่เคยไหลเหมือนเขื่อนพังได้เหือดแห้งลงแล้ว กลับเป็นท้องฟ้าที่ร่ำไห้แทน ข้างนอกหน้าต่างที่กระจกแตกหมดแล้วคือภาพฝนกำลังตกลงมาอย่างหนักพร้อมส่งเสียงครวญคราง ย้อมยามค่ำคืนให้ดำมืดกว่าเดิมจนแทบไม่เห็นสิ่งใด หยาดน้ำสาดกระเซ็นเข้ามาให้ความรู้สึกเย็นชื้น

            ตึกถูกตัดไฟไปแล้ว ทุกอย่างจึงตกอยู่ในความมืดมีเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบที่สะท้อนมาเป็นระยะก่อให้เกิดความวังเวงและหดหู่

            โมที่หลับจนถึงเมื่อครู่นี้สายตาจึงปรับชินกับความมืดอย่างรวดเร็วตอนแรกเธอไม่เห็นใครจนสายตาเลื่อนไปหยุดตรงเงาหนึ่งกลางห้อง...คนกลัวผีอย่างเธอปรารถนาสุดหัวใจให้เงานั้นเป็นผีเสียดีกว่าจะเป็นเพื่อนของเธอเอง เพราะนั่นไม่ต่างจากการตอกย้ำว่าเรื่องทุกอย่างก่อนหน้านี้เป็นความจริง

            “...เนียร์” อดไม่ได้ที่จะลองเรียกดู แล้วก็ปล่อยให้เป็นความหวังลมๆแล้งๆ เมื่อไม่มีเสียงใดตอบกลับมา

            โมหันมองทั่วๆเกิดคำถามในใจว่าคนอื่นหายไปไหน หรือไปนอนกันหมดแล้วแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่าปล่อยเธอไว้คนเดียว

            สาวหัวยุ่งชำเลืองมองอีกคนอย่างหวั่นๆ

            หรือแค่มีเนียร์อยู่ก็วางใจทิ้งเธอได้?

            โมเกาแก้มทั้งที่ไม่ได้คัน แล้วมองประตู เพียงเธอเดินไปทางนั้นแค่ก้าวเดียวดวงตาว่างเปล่าของอีกคนก็พุ่งมาทันที ทำเอาโมถอนเท้ากลับแทบไม่ทัน จ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งพลางกลืนน้ำลาย

            ค่อยๆขยับเข้าใกล้คนตรงกลางห้องอย่างระมัดระวัง ดวงตาสีดำคอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของเธอเมื่อโมอยู่ตรงหน้าเพื่อน ก็เริ่มทำการ...จับแก้มทั้งสองข้างอีกฝ่ายยืดออกมาแบบหากเป็นเจ้าตัวในยามปกติคงมีแพ่นกบาลใส่ไปแล้ว

            กระนั้น โดยที่โมคาดไม่ถึงเด็กสาวตรงหน้าดึงมือเธอออกแล้วบังคับให้วางอยู่ข้างตัว เหมือนจะบอกว่าเลิกเล่นได้แล้วอย่างไรอย่างนั้น

            “แกได้ยินฉันปะเนียร์” สองมือยกทาบแก้มอีกครั้งดึงอีกฝ่ายเข้ามาใกล้เพื่อมองเข้าไปในดวงตาสีดำคู่นั้น “ถ้าได้ยินละก็ ช่วยทำอะไรก็ได้...อะไรก็ได้ที่บอกว่าแกได้ยินที”

            หัวใจโมเต้นระทึกด้วยความคาดหวังแต่ไม่มีสิ่งใดตอบรับคำพูดเธอเลยสักนิดเดียว จนโมต้องปล่อยมือลงข้างตัวก้มหน้านิ่ง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว แต่เธอก็เสียน้ำตาไปมากเกินกว่าจะร้องออกมาได้อีก

            สุดท้ายแล้วโมก็ใช้หลังมือขยี้ตาแล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ ในเมื่อหากเรื่องนี้มันยากเกินกว่าที่เธอจะทำอะไรได้เธอก็แค่ยอมรับทุกอย่างไว้ก็พอ

             

            ตูม!!

            เสียงคล้ายระเบิดดังและใกล้เกินกว่าจะเป็นแค่เสียงฟ้าผ่าจนโมหูอื้อไปพักหนึ่งนอกหน้าต่างที่เคยมืด ตอนนี้มีกลุ่มแสงบางอย่าง

            หน้าต่างคงไม่ได้เป็นเขตหวงห้ามเพราะเนียร์ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยที่เธอไปตรงแถวนั้น

            คนที่เคยสงสัยว่าหายไปไหนตอนนี้อยู่ตรงลานกว้างหน้าตึก มีกองเพลิงเล็กๆ อยู่รอบๆ เธอเห็นเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์กำลังประจันหน้าอยู่กับคนคุ้นตา

            เกลกับพี่โชลนี่นา

            แต่ละคนเปียกไปทั้งตัวเพราะฝน มีใครบางคนตะโกน โมเห็นฟิวส์จากอีกฟากแม้จะได้ยินไม่ชัดแต่ดูจากสีหน้าเขาแล้ว บอกได้เลยว่ากำลังโมโหอยู่แน่

            “พวกเธอนี่ไม่รู้จักพักกันบ้างเลยนะ”

            เสียงเรียบเย็นทำให้โมสะดุ้งเฮือก

            ตนัยยืนอยู่ข้างเนียร์โดยที่โมไม่รู้ตัวเลย คงเพราะเสียงฝนกลบเสียงฝีเท้าไปจนหมดชายหนุ่มเดินตรงมาหาเธอ ทำให้โมตัวแข็งทื่อ จับตามองอย่างหวาดระแวงแต่ตนัยทำเพียงก้มดูคนข้างล่างเท่านั้น แววตาราวกับจะสื่อว่าสิ่งที่พวกฟิวส์ทำอยู่มันไร้ประโยชน์

            “หากคนสำคัญตกอยู่ในอันตรายจะไม่รีบไปช่วยเชียวเหรอ”

            โมเผลอโพล่งออกไป แล้วก็แทบอยากเอามืออุดปากด่านิสัยติดตัวที่ปากมากไม่รู้ร่ำเวลาในใจ

            ดวงตาสีน้ำตาลแก่เลื่อนมาจับจ้องเด็กสาวแล้วหัวเราะเบาๆ

            “นั่นสินะแต่...ถ้ามันไร้ประโยชน์ล่ะ ถ้าต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีทางช่วยได้ล่ะ”

            “แบบนั้นก็คง...ต้อง ‘ปลง’ ละมั้ง”

            “ไม่โกรธหรือแค้นคนที่คอยขัดขวางเธอรึไงหรือแม้แต่โชคชะตาที่ทำให้ความพยายามของเธอต้องสูญเปล่า”

            โมเบิกตากว้างบ่งบอกว่าเธอไม่เคยนึกถึงเรื่องนั้นมาก่อนเลย

            ตนัยยิ้ม “ช่างสมกับเป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ซะจริงนะถ้างั้นคงไม่เป็นไรใช่มั้ย หากเธอจะสละชีวิตตัวเองเพื่อเพื่อนของเธอ”

            โมใช้เวลาอยู่ครู่กว่าจะเข้าใจประโยคนั้นเธอนึกถึงเนียร์ที่อยู่ด้านหลังแล้วกำมือแน่น“ถ้านั่นจะทำให้คุณยอมหยุดแล้วปล่อยเพื่อนหนูไป แต่ว่า...” โมนิ่วหน้า เอ่ยต่อเสียงแผ่วเบา“คุณคงไม่หยุดสินะ”

            ตนัยทำเพียงแค่ยิ้มราวกับนั่นเห็นได้ชัดอยู่แล้ว

             

            “ให้ตาย พวกนายไม่หลับไม่นอนกันบ้างรึไง” ดีมเสยผมที่ปรกอยู่แถวตาขึ้นไปเขาไม่ชอบฝน เพราะเคยเกือบตายเพราะมันมาก่อน “มีอะไรก็รีบๆจัดการให้มันเสร็จไปเลยดีกว่า ฉันไม่อยากเป็นปอดบวมตายหรอกนะ”

            ฟิวส์ไม่ได้สนใจเขาแต่กลับมองผู้หญิงอีกคนด้านหลัง คนที่เลียนและเอมคุมตัวอยู่ เพียงแค่เธอคนนั้นเห็นเขาก็ดิ้นรนอยากจะเข้ามาหา นั่นทำให้ฟิวส์ทนไม่ได้ต้องมองทางอื่น

            เขาควรยอมรับเธอเหรอ…ห้วงคิดหนึ่งดังขึ้น

            แล้วหากไม่คิดยอมรับทำไมจะต้องดั้นด้นมาถึงนี่ด้วย

            “...ฉันอยากได้แม่ฉันคืน” ฟิวส์ปริปากพูดในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะพูดออกมาได้ในที่สุดเป็นครั้งแรกที่เขาเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าแม่ ยอมรับว่าเธอเป็นใครต่อหน้าคนอื่น จนโชลถึงกับอึ้งไป ก่อนความยินดีจะฉายชัดขึ้นมาบนหน้า แม้แต่เกลก็ยิ้มตาม

            แต่คนที่โชลอยากให้ได้ยินมากที่สุดกลับไม่ได้ยิน หญิงสาวร่างผอมโซสติไม่เต็มคนนั้นยังร้องพึมพำไม่เป็นศัพท์ มือปัดป่ายไปมาคล้ายไล่ตามความฝัน

            “เหมือนฉันเคยได้ยินนายพูดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แม่นายนะ” ธุมแยกริมฝีปากกว้าง ดึงผ้าคาดหัวมาบิดน้ำออกแล้วสะบัดพาดไหล่ “เพราะงั้นถึงยัยนี่จะเป็นอะไรไป ก็ไม่ใช่เรื่องของนายอยู่แล้วนี่”

            เด็กเทพาพิทักษ์ทั้งห้าคนเห็นหนุ่มผมส้มก้าวออกมาด้านหน้าพวกเขาไหวตัวเพราะนึกว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะสู้ด้วย แต่ฟิวส์กลับทำเรื่องผิดคาด

            เขาเข้ามาใกล้ และคุกเข่าลงต่อหน้าพวกอั๊คสร้างความประหลาดใจแก่ทุกคน ยิ่งคนรู้จักยิ่งไม่อยากเชื่อเพราะไม่มีทางเลยที่เขาจะคุกเข่าก้มหัวให้ใครโดยเฉพาะยิ่งเพื่อคนที่เคยบอกว่าเกลียดนักหนา แต่ฟิวส์ไม่สนใจ

            ...ไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว หากให้ได้สิ่งนั้นกลับคืนมา

            “ฉันขอร้องล่ะแม่ฉันสติไม่ดีพวกนายก็เห็นอยู่ อย่าเอาเธอมายุ่งกับเรื่องนี้เลย”

            เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำกระทบพื้นอย่างต่อเนื่องเท่านั้นที่บอกถึงเวลาที่ยังเคลื่อนผ่านไป

            โมที่อยู่ข้างบนอาจไม่ได้ยินแต่พอเดาได้จากท่าทาง “พี่ฟิวส์...”

            ชายข้างตัวโมถอนหายใจ เขาพึมพำ

            “ถูกกระทบเรื่องอ่อนไหวเข้าแล้วสิ”

             

            “น่าทุเรศ” 

            อั๊คเป็นคนแรกที่เอ่ยออกมาดวงตาที่โผล่มาจากเส้นผมเพียงข้างเดียวฉายแววแข็งกร้าว

            “นายกลับมาคุกเข่าขนาดนี้แค่เพราะจะมาช่วยผู้หญิงคนนี้งั้นเหรอ”

            ฟิวส์ไม่พูดอะไร

            “ทั้งที่มีเรื่องอื่นที่ควรทำแต่นายกลับเลือกกลับมาเพื่อช่วย...” นิ้วชี้ไปด้านหลังตรงที่ผู้หญิงคนนั้นอยู่อั๊คกัดฟันกรอด แล้วตะโกนออกมาสุดเสียง “เพื่อช่วยคนที่ไม่เคยเห็นว่านายสำคัญเนี่ยนะ!!”

            “ช่างมันสิ!” ฟิวส์ตะโกน เปลี่ยนมาชันเข่าเมื่อเสียการทรงตัว “ฉันไม่รู้หรอก ว่าเธอเคยรักฉันมั้ย หรือเห็นเป็นแค่เครื่องมือดึงพ่อกลับมา”เขามองแม่ ความทรงจำวัยเด็กโผล่มาสร้างความเจ็บปวดให้แล่นไปชั่วขณะพลางถอนสายตากลับมา “แต่เพราะอย่างนั้นฉันถึงต้องการคำตอบแท้จริงที่ออกมาจากปากเธอเอง!”

            จะไม่เดาส่งเดชจะไม่คิดไปเอง...ต่อให้ความจริงเป็นอย่างไร เขาก็จะยอมรับมันให้ได้

             

            ‘ไม่เป็นไร’

             

            ริมฝีปากที่ขยับพึมพำของเธอว่าไว้แบบนั้น จะเพื่อปลอบตัวเองหรืออะไรก็ช่าง ฟิวส์ก็ไม่อยากโกหกตัวเองอีกต่อไป

            มันเหนื่อยแล้ว...ที่ต้องคอยโกหกตัวเองว่าเกลียดเธอ

            พวกอั๊คต่างตะลึงงัน จนหญิงสาวที่ถูกกุมตัวอยู่ดิ้นหลุดออกมาได้ และโผเข้าหาฟิวส์โดยไม่มีใครคิดรั้งไว้ท่ามกลางความโล่งใจของพวกฟิวส์ทั้งหมด

            โมก็แทบโล่งใจตามด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเหลือบเห็นชายหนุ่มข้างตัวทำหน้าตึงอย่างเย็นชาเสียก่อน ดวงตาสีน้ำตาลแก่คู่นั้นเต็มไปด้วยความมืดลึกล้ำจนสุดหยั่งก่อนเขาจะเอ่ยปากออกมา

            “น่าเสียดาย”

            มีเงาร่างหนึ่งผ่านหน้าโมไป ปีนขึ้นขอบหน้าต่างกระโดดโผลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว โมตั้งสติได้รีบร้องเตือน

            “พี่ฟิวส์!”

            เสียงของเธอทำให้ทุกคนกลับมาได้สติดีมเห็นเด็กสาวร่วงลงมาก็ถึงกับร้องเฮ้ย แล้วรีบใช้ลมหนุนไว้ทันที แต่ร่างนั้นกลับใช้มันเป็นฐานดันตัวเองพุ่งไปหาเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้นและยังไม่ทันตั้งตัวฝ่ามือแล่นตรงไปหาเขาอย่างไม่ลังเล

            เปรี้ยง!

            ฟ้าผ่าลงมา สาดแสงให้เบื้องล่างสว่างอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะมืดดังเดิม ความมืด...ที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใด

            “...ไม่...”

            ฟิวส์พูดตะกุกตะกักความเจ็บปวดแล่นสู่หัวใจดั่งถูกบีบจนแตกเป็นเสี่ยง...

            ...ทั้งที่ไร้ซึ่งบาดแผล...

            เขามองภาพตรงหน้า...คนที่อยู่ตรงนั้นควรจะเป็นเขา แต่หญิงสาวข้างตัวกลับลุกมาขวางไว้ เพียงชั่ววินาทีเดียว...ที่จบทุกอย่างลง

            เลือดไหลรินจากปากแผลบนอกสู่ปลายนิ้วที่ทะลุถึงข้างหลังก่อนจะหยดลงบนหน้าของเด็กหนุ่มซึ่งเบิกตากว้าง

            เมื่อมือของเด็กสาวถอนออกไปร่างตรงหน้าก็ค่อยๆ หงายหลังลงมา ฟิวส์รีบรับร่างนั้นตามสัญชาตญาณ

            คนที่เขาไม่ได้สัมผัสมาสิบปี คนที่หลีกเลี่ยงมาตลอดทั้งไม่ไปเยี่ยมหรือพูดถึง บัดนี้เธอมาอยู่ในอ้อมแขนของเขาแล้ว ด้วยใจที่รู้ดี

            ว่านี่...เป็นครั้งสุดท้าย

            “...ทำไม” น้ำเสียงที่เอ่ยถามสั่นเครือฟิวส์ทอดมองใบหน้าหญิงสาวซึ่งซูบตอบกว่าที่เขาเคยเห็น ร่างผอมบางจนน่ากลัวว่าหากกอดแรงกว่านี้เธอคงแตกสลาย ทั้งอย่างนั้น...ทั้งที่เขากลัวเรื่องนั้น แต่อีกฝ่ายกลับ...

            “มาขวางไว้ทำไม!” ฟิวส์ตะโกน หวังให้มันช่วยขับไล่ความรู้สึกตอนนี้ออกไปเขามองแผลฉกรรจ์บนอก ไม่รู้ว่าจะเอามือไปวางไว้ตรงไหน ไม่รู้จะช่วยอย่างไรได้แต่มองเลือดที่ไหลทะลักออกมา “บ้าเอ๊ย!”

            “มะ..ไม่เป็น..ไร”

            ริมฝีปากแตกเป็นริ้วพยายามจะเอ่ยลมหายใจเริ่มขาดช่วงและกระอักไอออกมาเป็นเลือด

            “เลิกพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’ ซะที!”ฟิวส์ตะคอก ความโกรธที่สะสมมาตลอดหลายปีกำลังหลั่งทะลัก “ปลอบตัวเองไป พ่อก็ไม่กลับมาหาหรอก รู้ตัวบ้างสิ! เขาจะไม่กลับมาอีกแล้ว!!”แต่อีกฝ่ายกลับทำเหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูด หรืออาจจะได้ยินก็ได้ เพราะในที่สุดแววตาล่องลอยของหญิงสาวก็มีภาพของฟิวส์ปรากฏอยู่

            ฝ่ามือขาวเปื้อนเลือดยกขึ้นสัมผัสใบหน้าลูกชาย รอยยิ้มบางปรากฏอยู่บนหน้าเหมือนในที่สุดเธอก็ได้พบสิ่งที่ตามหาเสียที“ไม่เป็นไร..นะ ฟิวส์ เพราะ...”

            คำพูดกลืนไปกับสายฝน

            ...ทำไมนะ...

            ทั้งที่ฝนควรจะเย็นแท้ๆแต่ทำไมฟิวส์กลับรู้สึกว่ามันอุ่นขึ้นมาได้เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น

            ฝ่ามือบนหน้าเขาเลื่อนหลุดไปแต่ฟิวส์คว้ามันก่อนที่จะตกถึงพื้น ร่างในอ้อมแขนแน่นิ่งไปแล้ว เขาลองเขย่าร่างนั้น

            “ลืมตาสิ...”ความกลัวเข้าก่อกุมหัวใจ จนแรงเขย่าเพิ่มขึ้น

            “ลืมตาขึ้นมานะ!” เขาตะคอก แต่ร่างนั้นทำเพียงไหวเอนไปตามแรงอย่างไม่มีการต้านทานฟิวส์นิ่วหน้า “ฉันยัง...ผมยังไม่ได้บอกเลยว่า... ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งทิ้งผมไป” สองแขนประคองร่างของผู้เป็นแม่ขึ้นมากอดไว้แน่น โอกาสที่ปล่อยไปถึงสิบปีโดยไม่คิดทำอะไร แต่กลับมาทำวันนี้ ในวันที่ทุกอย่างสายไปแล้ว

            น้ำตาไหลเต็มใบหน้าเขาร้องโฮออกมาอย่างลืมสิ้นทุกสิ่ง

            เสียงสุดท้ายยังคงดังก้องอยู่ในหู

             

            ‘ไม่เป็นไร..นะฟิวส์ เพราะ...’

            ‘เพราะแม่จะปกป้องลูกเอง’

             

            ต่อให้ไม่มีพ่อต่อให้เหลือกันอยู่แค่สองคน แม่ก็จะเป็นคนปกป้องเขาเอง

            แม่...ผู้มอบชีวิตนี้ให้ และ...

            ผู้ปกป้องชีวิตนี้โดยแลกกระทั่งชีวิตของตัวเอง

            แม้ได้รับคำตอบจากเธอ แต่เขากลับไม่มีโอกาสบอกคำตอบของตัวเองให้เธอรับรู้ไม่มีอีกแล้ว...ตลอดกาล

             

            “อ๊ากกก!!!”

             

            ฟิวส์กู่ร้องออกมาสุดเสียงวางร่างของผู้เป็นแม่ลงแล้วเคลื่อนตัวหาเนียร์อย่างรวดเร็ว มือเข้าบีบคออีกมือง้างออก แต่พอเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายสะท้อนสู่สายตา ฟิวส์กลับทำไม่ลงใจร้องบอกว่าเนียร์เป็นคนฆ่าแม่ของเขาขณะอีกใจร้องบอกว่าเพราะมีคนควบคุมเธออยู่ต่างหาก

            ความรู้สึกสองอย่างประดังกันจนฟิวส์ไม่รู้จะทำอย่างไรจนสุดท้ายก็ปล่อยตัวเนียร์ แล้วทรุดตัวลงหันหน้าไปยังร่างที่ทอดยาวบนพื้นความเจ็บปวดทิ่มแทงหัวใจก่อนตะโกนร้องออกมาอีกครั้ง

             

             

            หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

            เด็กหนุ่มผมส้มดูแปลกประหลาดผิดกับบรรยากาศรอบด้านที่เต็มไปด้วยหลุมฝังศพเขาสวมชุดดำไว้อาลัย ยืนอยู่ตรงหน้าหลุมศพใครคนหนึ่ง ท่ามกลางหลุมศพอีกนับสิบนับร้อยในวัดแห่งนี้ราวกับจะช่วยตอกย้ำว่าไม่ว่าใครต่างก็ต้องสูญเสียใครบางคนไป

            เสียงใบไม้แห้งดังกรอบแกรบเมื่อมีใครบางคนเหยียบมันตรงเข้ามายืนข้างๆ เด็กหนุ่ม และคุกเข่าไหว้หลุมศพนั้นครั้งหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นมา

            “ถ้านาย...”

            “ขอฉันอยู่คนเดียวเถอะ” น้ำเสียงราบเรียบบอกเพื่อนสนิท

            โชลยอมปิดปากแต่ยังไม่ยอมไปไหนและแอบถอนหายใจเงียบๆเมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องตลกร้ายที่ใครบางคนสร้างขึ้นมา

            คืนนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นหยุดการเคลื่อนไหวของทุกคน ทุกคนไม่เว้นแต่พวกอั๊คเองก็ยังตกตะลึง เสียงที่แสดงถึงความเศร้าเกินจะรับไหวดังก้องสะท้อนอยู่ในใจของทุกคน

            แต่สีหน้าของคนที่ปลิดชีพยังนิ่งเฉยไม่แปรเปลี่ยน

            โชลได้ยินเสียงเกลทรุดลงกับพื้น เขาเห็นใบหน้าของเด็กสาวราวกับถูกถอดวิญญาณไปแล้วไม่รู้ว่าช็อกเพราะเห็นเนียร์ฆ่าคน หรือว่าเห็นแม่ของฟิวส์ที่เธอเคยบอกว่าจะปกป้องให้ถูกฆ่าตายกันแน่ แต่เมื่อหันไปที่ฟิวส์อีกครั้ง ตนัยก็ยืนค้ำหัวอีกฝ่ายอยู่โชลไหวตัวคิดจะเข้าไปช่วย

            “หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ ถ้ายังอยากให้รวีรนมีชีวิตอยู่” ตนัยเอ่ยเสียงเรียบทำให้โชลชะงัก

            แม้ศัตรูจะอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ฟิวส์กลับไม่รู้สึกตัว

            ตนัยมองเด็กหนุ่มที่ยังส่งเสียงสะอื้น “บอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากเสียใครไปโดยไม่จำเป็น ถ้าพวกเธอยังตามมาอีก จะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะ”

            รถมาจอดอยู่ตรงด้านหลังโชลสองคัน คนของตนัยเอารถมารับเจ้านายและเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์

            เพราะพวกเขายังมีประโยชน์อยู่ เพราะงั้นวันนี้ถึงได้ถูกปล่อยให้มีชีวิตต่อไป

            โชลกำมือแน่นได้แต่ปล่อยให้พวกนั้นหนีไปโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย

             

            เบาะแสที่ขาดหายไปอีกครั้ง ทำให้พวกเขาต้องกลับมาพักฟื้นทั้งร่างกาย...และจิตใจงานศพแม่ของฟิวส์ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและเรียบง่าย ไม่มีแขกคนใดมานอกจากพวกโชลเองเอลที่พักจนแผลหายดีก็มาร่วมด้วยในวันท้ายๆ

            พวกเอลและทินไม่ได้กลับบ้านของตนแต่ไปพักอยู่กับพวกเดสิตแทน เนื่องด้วยไม่อยากให้คนทางบ้านได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้น ข่าวที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯนั้นยังคงถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องว่ามีสาเหตุมาจากอะไร

            ในเมื่อไม่มีใครหาสาเหตุที่แท้จริงมาได้ พวกสื่อสารมวลชนกับพวกตำรวจก็พากันอ้างถึงพวกก่อการร้ายแทน แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้น คือตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีข่าวใดเกี่ยวกับเรื่องเหตุร้ายประหลาดอีกเลย ราวกับช่วงนี้พวกตนัยก็เก็บตัวเงียบเช่นกัน

            เดสิตเอ่ยปากว่าจะให้คนของตนค้นหาพวกตนัยให้ โชลไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายมีเส้นสายอะไรที่ไหนบ้างบางครั้งเขาก็คร้านที่จะหาคำตอบของทุกสิ่งเหมือนกัน

            “ฉันสมควรโดนแบบนี้แล้วสินะ”

            จู่ๆฟิวส์ก็พูดขึ้นมา

            “ฟิวส์ เรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดของนายนะ” โชลพยายามบอกอีกฝ่ายแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เกิดเรื่อง ทว่าฟิวส์เหมือนไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เขาพูดออกไปเลยสักนิด

            “นายรู้ใช่มั้ยว่าฉันฆ่าผู้หญิงพวกนั้น”ฟิวส์ยกเรื่องเก่าขึ้นมาพูด “ตอนแรกๆที่ฉันมีพลังนี้ ฉันใช้มันฆ่าพวกผู้หญิงที่ทำให้ฉันรำคาญ”

            ฟิวส์เงยหน้าขึ้นมาเผยให้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เพราะงั้น...ฉันถึงได้เสียแม่ไปสินะ”

            โชลอยากพูดบางอย่างแต่สิ่งที่เขาทำคือแค่วางมือลงบนบ่าเพื่อนสนิท บีบแน่นอย่างให้กำลังใจ

            เนียร์เคยบอกเขาว่าเขาไม่มีสิทธิ์ฆ่าผู้หญิงพวกนั้น เพราะอย่างนี้เองสินะเพราะเขาคร่าชีวิตที่ไม่ควรฆ่า เขาจึงต้องชดใช้มันด้วยชีวิตของคนที่เขารักมากที่สุด

            โชลกลับไปแล้ว ปล่อยให้ฟิวส์ได้อยู่ตามลำพังกับหลุมศพแม่ของตัวเองลมที่พัดมาไม่เคยทำให้เขาหนาวสะท้านได้เท่ากับครั้งนี้เลย

            ฟิวส์ก้มตัวลงยกมือขึ้นสัมผัสชื่อที่อยู่บนหน้าหลุมศพ

            ชีวิตนี้จากไปเพื่อปกป้องอีกชีวิตหนึ่งเขาจะไม่ทำพลาดอีกซ้ำสอง ฟิวส์รู้แล้วว่าแม่รักเขามาตลอด แต่เขาโง่และดื้อด้านจนมองไม่เห็น ทำให้ต้องสูญเสียอะไรไปมากมายคำพูดที่อยากให้ผู้หญิงคนนี้..แม่ของเขาได้ยิน

            ฟิวส์ไม่มีโอกาสบอกเธอเมื่อตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็จะขอบอกเธอ ณ ตอนนี้ แม้ไม่รู้ว่าจะส่งไปถึงหรือไม่ก็ตาม

            “ผม..‘ไม่เป็นไร’ แล้วนะครับ เพราะแม่ปกป้องผมไว้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วง...” 

            ...เนิ่นนาน กว่าฟิวส์จะสามารถพูดประโยคถัดมาได้คำที่เขาเคยเลิกพูดไปครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วและนึกเสียใจอย่างที่สุดที่ทำอย่างนั้น เพราะเธอจะไม่มีวันได้ยินเขาพูดอีกแล้ว

            “...ผมรักแม่นะครับ”




    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 3422
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852