เจ็ดวันผ่านพ้นไปดั่งม่านหมอกที่ลอยลับอยู่เหนือยอดไม้ ราตรีแห่งความสูญเสียยังคงทิ้งเงาทมิฬไว้ในใจของผู้รอดชีวิต...
แสงอรุณยามเช้าค่อย ๆ รำไรลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ที่ปิดไว้เพียงครึ่ง ส่องกระทบเข้ากับพื้นห้องเรือนเล็กจนเกิดเงารำไรซ้อนทับ แสงนั้นอบอุ่นแต่ไม่แผดเผา คล้าย้าปลอบโยนหัวใจเเก่ผู้ที่กำลังหลับใหล
เพดานไม้ซีดเก่าซึ่งไม่คุ้นตาปรากฏขึ้นในสายตาของเด็กหนุ่มที่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ภาพพร่าเลือนกลับค่อยชัดเจนขึ้นทีละน้อย กลิ่นหอมจางของสมุนไพรลอยอบอวลในอากาศ เสียงนกร้องแ่เบาดังมาจากภายนอก
เซินหลางเหอรู้สึกได้ถึงความปวดระบมทั่วทั้งร่าง ประหนึ่งถูกขยี้อย่างไร้ปรานี เส้นเอ็นปวดตึง กระดูกยังปวดหนึบราวถูกกระแทกซ้ำซาก
แต่สิ่งที่ทรมานยิ่งกว่านั้น คือความว่างเปล่าที่กัดกินอยู่ภายในอก
“ท่านพ่อ… ท่านแม่!”
เสียงแหบพร่าหลุดจากลำคอของเขา ดวงตากลอกไปมาอย่างตื่นตระหนก ภาพไฟที่โหมกระหน่ำ ซากปรักหักพังของบ้านเรือน และเสียงกรีดร้องของผู้คนยังคงตาตรึงอยู่ในห้วงฝันร้ายไม่จางหาย
มือเล็ก ๆ ที่เคยเกาะมือแม่แน่น บัดนี้คว้าได้เพียงอากาศอันว่างเปล่า...
ทันใดนั้น...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นใกล้กาย
“ตื่นแล้วหรือ?”
เสียงนั้นอ่อนโยนดังสายลมฤดูใบไม้ผลิ แม้จะบางเบาแต่กลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
เขาหันขวับไปตามเสียงนั้น สิ่งที่เห็นคือหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าของนางอ่อนวัยงดงาม มีแววแห่งความห่วงใยปนอยู่ในดวงตาสุกสว่าง มือเรียวบางเอื้อมมาลูบศีรษะเขาเบา ๆ
แววตานางนุ่มนวลราวผ้าไหม ละมุนยิ่งกว่าดอกเหมยในยามหนาว รอยยิ้มบางบนริมฝีปากทำให้หัวใจที่แหลกสลายได้พักหายใจอีกครู่หนึ่ง
“ฝันร้ายอีกแล้วหรือ?” นางถามเสียงแ่ ราวกับเกรงว่าหากพูดดังไป ความเ็ปจะตื่นขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้ง
“ไม่เป็ไรแล้ว…เ้าปลอดภัยดี”
เขานิ่งงัน จ้องมองนางอยู่นาน คล้ายกำลังยึดเหนี่ยวความจริงกลับจากขอบเหวแห่งฝันร้าย นาง อวี๋เยว่ฉี คือผู้ที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอดนับแต่ความมืดมิดกลืนกินคืนวันนั้น
“ข้า…” เขาเอ่ยเพียงคำเดียว ก่อนที่เสียงจะติดค้างอยู่ในลำคอ ความรู้สึกอัดแน่นแล่นพล่านขึ้นมาจนพูดอะไรต่อไม่ได้
อวี๋เยว่ฉีไม่ว่าอะไร นางเพียงประคองร่างเขาขึ้นอย่างช้า ๆ ให้พิงหมอนหนุนข้างเตียง จากนั้นรินน้ำในถ้วยดินเผาขึ้นมา ยื่นให้เขาด้วยมืออันนิ่งมั่น
“ค่อยๆ จิบ…อย่ารีบร้อน”
เสียงของนางปลอบโยนราวเสียงกระซิบจากฟากฟ้า ดวงตาของเขาเงยขึ้นสบกับนางอีกครั้ง และภายในแววตานั้นปรากฏความซาบซึ้งระคนความปวดร้าว
นางเอ่ยต่อเสียงเบา “เ้าสลบไปถึงเจ็ดวัน… ดีที่ลุงไป่ช่วยพวกเราไว้ และพามายังที่แห่งนี้ได้ทัน”
ชื่อ “ลุงไป่” แวบเข้ามาในความคิดของเซินหลางเหอ ภาพชายชราผู้ปรากฏตัวราวภูตผีในคืนแห่งเพลิงนรกกลับมาในห้วงความทรงจำ ชายผู้ใช้เพียงฝ่ามือเดียวก็ทำลายกองทหารได้ในพริบตาเดียว เขาหลุบตาลงพยายามเรียบเรียงทุกสิ่งในหัว
“นี่…คือที่ใดหรือขอรับ?” เขาเอ่ยถามออกมา น้ำเสียงสั่นเครือปนความสับสนและความหวาดระแวง
อวี๋เยว่ฉีเงียบไปชั่วขณะ คล้ายครุ่นคิดว่าจะกล่าวสิ่งใดดี นางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะตอบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูซ่อนเร้น
“เราอยู่ในที่ที่ปลอดภัย…เป็เรือนพักลับกลางหุบเขาฉือหลัว แคว้นหนานอวี่”
แววตาของเซินหลางเหอเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินชื่อ "แคว้นหนานอวี่" ดินแดนของศัตรูที่เขาเคยได้ยินมาตลอดชีวิต บัดนี้เขากลับมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้อย่างไร? และทำไมพี่หญิงถึงรู้เื่ราวของสถานที่ลับนี้ดีนัก?
เขามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เห็นเพียงป่าไม้ทึบที่โอบล้อมเรือนพัก บรรยากาศเงียบสงบจนน่าขนลุก ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก เขารู้สึกได้ถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนี้
มือที่วางอยู่บนผ้าห่มเริ่มกำแน่น ภายในหัวใจพลันรู้สึกราวถูกแรงกระเพื่อมซัดซ้ำ เด็กน้อยเงยมองหญิงสาวเบื้องหน้าอีกครั้ง
“พี่หญิง… เหตุใดท่านจึงรู้จักสถานที่ลับนี้?”
คำถามนั้นไม่ได้เปล่งออกมาเป็ถ้อยคำ แต่มันฉายชัดอยู่ในแววตาของเขา ความระแวดระวังอันเงียบงัน
อวี๋เยว่ฉียังคงยิ้มอ่อน แต่นางมิได้กล่าวคำใดตอบ เพียงใช้มืออีกข้างแนบมือของเขาไว้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“เ้ามีข้าอยู่.. เ้ามิได้อยู่เพียงลำพัง”
ประโยคนั้นฟังดูอบอุ่น แต่กลับไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ ในใจเขาเลย อวี๋เยว่ฉีเห็นความสับสนในดวงตาของเซินหลางเหอ แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ นางดึงมือกลับเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“พักผ่อนเถิด เ้ายังต้องฟื้นตัวอีกมาก” นางกล่าวเสียงนุ่มนวล “ข้าจะให้คนเตรียมอาหารมาให้
จากนั้นนางก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เซินหลางเหอนอนอยู่เพียงลำพังในความเงียบงัน ความว่างเปล่าที่รายล้อมยิ่งทำให้ความคิดของเขาฟุ้งซ่าน เขาไม่เข้าใจอะไรเลย... ทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่? ทำไมพี่หญิงถึงเปลี่ยนไป? และเหตุใดแววตาของนางจึงเต็มไปด้วยความลับที่เขาไม่อาจหยั่งถึง?
...
หลายวันผ่านพ้นไป...
แม้าแทางกายของเซินหลางเหอจะค่อยๆ สมานคืนตามกาลเวลา ด้วยโอสถล้ำค่าที่อวี๋เยว่ฉีจัดหาให้ ทว่าแผลลึกในจิตใจของเขากลับมิอาจฟื้นฟูได้ง่ายดายเช่นนั้น
ยามเช้าอันสงบเงียบในหุบเขาฉือหลัว มักจะเริ่มต้นด้วยเสียงลมพัดเบาเเทรกผ่านใบไม้สีเขียวชอุ่ม มวลหมอกขาวจางลอยคลอเคลียอยู่ทั่วขอบเนินเขารอบเรือนพักที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ารกร้างที่ถูกลืม
ร่างของเด็กหนุ่มวัยสิบขวบ นั่งพิงขอบหน้าต่าง บนตักมีผ้าห่มผืนบางคลุมกายไว้ ไอเย็นของเช้าวันใหม่คล้ายจะปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ แต่ในดวงตาคู่นั้นยังคงเหม่อลอย ทอดมองออกไปไกลลิบสู่แนวต้นสนและหุบเขาซ้อนหลายชั้น
‘…ป่าไม้ทึบยิ่งนัก ราวกับกำแพงสูงล้อมขังข้าไว้’
ความคิดนั้นผุดขึ้นเงียบ ๆ ในใจ เหมือนเสียงกระซิบของอดีตที่ไม่มีวันเลือนหาย
ไฟลุกโชน…
เสียงกรีดร้อง…
แววตาสุดท้ายของมารดาที่มองมายังเขา…
กลิ่นคาวเือบอวลทั่วทั้งลานจวนตระกูลเซิน…
ความทรงจำที่กัดกินหัวใจยังย้อนกลับมาไม่หยุดหย่อน ราวกับเงามืดที่ไม่มีวันจากไป
เขากำมือแน่น ข้อนิ้วขาวซีดจนแทบแตก
“ข้าต้องกลับไป…ข้าต้องล้างแค้น!”
ถ้อยคำนี้มิได้เอื้อนเอ่ยออกจากริมฝีปาก หากแต่ดังกึกก้องในใจดั่งเสียงระฆังประโคมศึก
เขารู้…ไม่ว่าใครจะห้าม เขาก็ต้องไปดูด้วยตาตนเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเกิด กับแคว้น กับตระกูลของเขา สิ่งที่เคยเป็โลกทั้งใบของเขา บัดนี้กลายเป็เพียงเถ้าถ่าน
สองวันต่อมา…
เรือนพักลับกลางหุบเขาต้องแสงอาทิตย์อ่อนในยามสาย อวี๋เยว่ฉีกำลังงีบหลับบนเก้าอี้ไม้ใกล้เตียงเซินหลานเหอ สีหน้าของนางดูอ่อนล้าแต่ก็ยังคงสงบ มือข้างหนึ่งยังถือผ้าห่มผืนเล็กที่ใช้ห่มให้เขาทุกคืน
ในห้องเงียบงันมีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของนาง
เซินหลางเหอลุกขึ้นจากที่นอนอย่างช้า ๆ เขาขยับร่างกายอย่างระมัดระวัง แม้แผลบางแห่งยังระบม แต่จิตใจของเขาแข็งกร้าวจนไม่รู้สึกถึงความเ็ปอีกต่อไป
‘ข้าจะไม่รออีกต่อไป’
เขาเดินย่องไปที่ประตูไม้ เปิดออกเบาๆ จนเสียงบานพับดังแ่ๆ ราวกับไม่อยากให้สรรพสิ่งรู้ตัว
จังหวะนั้นเอง...
มือหนึ่งก็แตะลงบนแผ่นหลังของเขาอย่างเบาๆ
เสียงที่เอ่ยขึ้นต่อจากนั้น ช่างอ่อนโยนยิ่งกว่าผืนแพรฤดูใบไม้ผลิ แต่กลับหนักแน่นดั่งภูผา
“เ้าจะไปไหนหรือ?”
เซินหลางเหอชะงักเล็กน้อย ขณะหันกลับไป
ดวงตาคู่นั้นยังคงเปล่งแสงมุ่งมั่นปนความปวดร้าว
เขาเปล่งน้ำเสียงที่สั่นสะท้อนออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ
“ข้าจะกลับบ้าน…ข้าต้องกลับไป! ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น…ข้าต้องล้างแค้น!”
อวี๋เยว่ฉีมองเขาอยู่นาน สายตานั้นเ็ปไม่แพ้กัน
จากนั้นนางก็ย่อตัวลงตรงหน้าเขาอย่างเงียบงัน เพื่อให้ดวงหน้าของนางอยู่ในระดับเดียวกับดวงหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของเด็กหนุ่ม
มือของนางแตะลงที่แขนของเขาเบา ๆ น้ำเสียงนุ่มแต่อัดแน่นด้วยความจริงใจ
“เ้ามิใช่ผู้เดียวที่เ็ป…” นางเอ่ยเบา “แต่เ้ารู้หรือไม่… ตอนนี้เ้าอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น หากกลับไปตอนนี้ จะมีแต่ความตายที่รออยู่”
ดวงตาของนางหม่นลงคล้ายกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลริน
“ข้า…ข้าเข้าใจความรู้สึกของเ้า” เสียงของนางแ่เบา “แต่การล้างแค้น ไม่ใช่แค่การเดินกลับไปด้วยมือเปล่า… หากเ้าอยากกลับไปยืนตรงนั้น อยากเอาคืนทุกหยาดเืของคนในตระกูล อยากยืนประจันหน้าต่อผู้ที่เหยียบย่ำพวกเรา...เ้าจำเป็ต้อง แข็งแกร่งกว่านี้”
คำของนาง ราวกับหมัดที่ต่อยลงกลางใจของเซินหลางเหออย่างรุนแรง
เขาอ้าปากจะเถียง…แต่สิ่งที่เปล่งออกมา กลับเป็เพียงเสียงแ่เบา
“แต่ข้า…”
อวี๋เยว่ฉีส่ายหน้าเบาๆ
นางไม่พูดสิ่งใดอีก หากแต่โอบร่างเล็กของเขาไว้แน่น แขนของนางสั่นไหวเพียงเล็กน้อย ทว่าความอบอุ่นนั้นแผ่ซ่านจนความดื้อรั้นของเด็กหนุ่มต้องสั่นคลอน
นางกระซิบเบาๆ ข้างหู
“เชื่อพี่หญิงเถิด…ตอนนี้ ยังไม่ใช่เวลา…เ้าต้องอยู่รอด ต้องรักษาตนเองให้ดี…วันหนึ่ง เมื่อถึงเวลา…เ้าจะเป็ผู้เลือกได้ว่าจะทำอย่างไร”
เขายืนนิ่ง ปล่อยให้แขนของนางกอดไว้แน่น
แม้ความแค้นจะยังคงเดือดพล่านในอก ทว่าคำพูดของนางกลับปลุกบางสิ่งในใจเขา เพลิงแค้นที่มีทิศทาง เพลิงแค้นที่้าเปลี่ยนเป็พลัง
ในอ้อมกอดนั้น… เด็กน้อยที่เสียบ้าน เสียครอบครัว เสียทุกสิ่งทุกอย่างไปในค่ำคืนเดียว เริ่มมีเหตุผลแรกที่จะยืนหยัดต่อไป
ทันใดนั้นเอง...
เสียง แอ๊ด…แ่เบาดังขึ้นจากประตูไม้เก่าแก่ที่ถูกผลักเปิดออกช้าๆ
แสงแดดยามสายส่องลอดเข้ามา กระทบกับร่างสูงโปร่งของชายชราผู้หนึ่งที่ก้าวเข้าสู่เรือนพักอย่างเงียบงัน
ชายชราผู้นี้สวมอาภรณ์ยาวสีดำสนิท แขนเสื้อและชายผ้าระบายลมปลิวไสวเบาๆ ดุจม่านราตรีในยามดึก เส้นผมของเขายาวสลวยและขาวโพลนจรดบ่าราวหิมะที่ปกคลุมยอดเขาในฤดูเหมันต์ ใบหน้าของเขาเรียบสงบ ผิวพรรณซีดขาวประหนึ่งกระดาษหินหยก ดวงตาคู่นั้นล้ำลึกดั่งมหาสมุทรซ่อนเงา อบอวลด้วยความเงียบขรึมปนปัญญาเกินหยั่งถึง
กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรและหมึกจีนติดมากับลมหายใจของเขา ชวนให้รู้สึกถึงการขีดเขียนแผนการณ์ใต้แสงเทียน และกลิ่นหนังเก่าที่ผ่านการพลิกอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สายตาของชายชราสำรวจเพียงครู่ ก่อนจะหยุดลงที่เด็กหนุ่มและหญิงสาวตรงหน้า ซึ่งยังคงอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น
“เด็กน้อย…” เสียงของเขาเยือกเย็นแต่ชัดเจน หนักแน่นแต่ไม่หยาบกระด้าง “เ้ามุ่งมั่นจะกลับไปล้างแค้นจริงหรือ? หรือเพียงหลงคิดว่าความแค้นคือคำตอบของทุกสิ่ง?”
คำถามนั้นดังขึ้นกะทันหัน ดั่งหอกที่แทงทะลุใจ ความเงียบในห้องอัดแน่นคล้ายจะบดบังลมหายใจของทุกคน
เซินหลางเหอผละจากอ้อมแขนของอวี๋เยว่ฉี ก่อนจะยืนตรงขึ้น ดวงตาของเขาเปล่งแสงแน่วแน่ เขาจ้องกลับไปยังบุรุษชราแปลกหน้าผู้นั้นโดยไม่หวั่นไหว
“ข้ามิได้คิดแต่จะแก้แค้น ข้าจะกลับไป…เพื่อชำระความอยุติธรรมที่คร่าผู้บริสุทธิ์ เพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไปจากข้า!”
“ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต…ข้าก็จะไม่ถอย!”
คำพูดของเด็กหนุ่มดังกังวานในห้องไม้เก่า เสมือนระฆังในลานวัดที่ดังยามฟ้าสาง
อวี๋เยว่ฉีซึ่งยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก นางจ้องชายชราด้วยความประหลาดใจ เพราะตลอดเวลาที่นางอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ นางไม่เคยเห็นชายผู้นี้มาก่อน
“ผู้าุโ ท่านคือผู้ใด?” นางเอ่ยถามด้วยความเคารพ แต่แฝงไปด้วยความระวัง
ยังไม่ทันที่ชายชราในชุดดำจะเอื้อนเอ่ยตอบ เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นด้านนอก ก่อนที่ชายชราอีกคนจะปรากฏกาย
เขาสวมอาภรณ์ยาวสีขาวบริสุทธิ์ ประดับลายเมฆมงคลด้วยด้ายเงินจาง ร่างกายของเขาเล็กกว่าเล็กน้อย แต่การเคลื่อนไหวมั่นคงยิ่งนัก เคราสีเงินบางๆ ลู่ลมพลิ้วไหว ใบหน้าของเขาเปี่ยมด้วยความเมตตาแต่แฝงไปด้วยอำนาจ
“ท่านผู้นี้…” ชายชรานั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คือ ผู้าุโข่ง...ข่งจื่ออี้ เ้าของเหล่าเรือนและหุบเขาแห่งนี้”
“ท่านลุงไป่…” อวี๋เยว่ฉีพึมพำเบา ๆ
ชายชราในชุดขาวยิ้มบาง
ข่งจื่ออี้มองเซินหลางเหออีกครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาเปี่ยมด้วยปัญญาเกินหยั่งถึง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ
“คำพูดของเ้าเมื่อครู่… แม้ฟังดูดื้อรั้นเหมือนเด็กทั่วไป แต่แฝงไว้ด้วยเพลิง ไม่ใช่เพลิงเเห่งโทสะ แต่เป็เพลิงที่มีทิศทางแน่วแน่”
เขาเดินเข้าใกล้ช้าๆ สายตาไม่ละจากเด็กหนุ่ม
“เ้าปรารถนาจะเปลี่ยนแปลง หรือเพียงมุ่งเเค่ล้างแค้น?”
เซินหลางเหอเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบเสียงชัด “ข้าปรารถนาทั้งสองประการ แต่การล้างแค้นของข้ามิใช่เพียงเพื่อสะใจ…เเต่ข้าจะลากความเน่าเฟะในแคว้นนี้ออกมาเผชิญแสงสว่าง ให้โลกได้ประจักษ์ถึงสิ่งที่สมควรถูกชำระ!”
ข่งจื่ออี้ยิ้มเพียงเล็กน้อย
“บิดากับบุตร… ย่อมมีสายเืเดียวกัน”
ดวงตาของเซินหลางเหอเบิกกว้าง
“ท่าน… ท่านรู้จักบิดาของข้าด้วยหรือ?”
ข่งจื่ออี้ไม่ตอบคำถามนั้น หากแต่เปลี่ยนเื่ไปอย่างแยบคาย
“หากเ้าปรารถนาจะพลิกเปลี่ยนทั้งแคว้น…เ้าจะต้องไม่เพียงมีพลังกายที่เข้มแข็ง แต่ต้องมีจิตใจและปัญญาที่ แกร่งกล้าด้วย”
เขายกมือไพล่หลัง ก้าวช้าๆ ไปยังหน้าต่างภายในห้อง ก่อนจะเอ่ยคำกลอนเบาๆ ราวกับรำพึง
“ภูผาสูงเสียดฟ้า ยังมิอาจต้านลมเเรง
แผ่นดินกว้างไพศาล ย่อมต้องมีกลยุทธ์อันสุขุม
วีรบุรุษผู้เปลี่ยนฟ้าดิน มิได้อาศัยเพียงกำลังแขน
แต่ใช้ปัญญาเเผลงบทเปลี่ยนชะตา…”
เขาหันกลับมา ดวงตาล้ำลึกดุจห้วงเหว
“เ้าเด็กน้อย…หากในใจเ้ามีความแน่วแน่เช่นนี้ต่อไป
จะว่าไป…ที่นี่ก็ยังพอมีที่ว่างสำหรับผู้ใฝ่รู้…”
ถ้อยคำนี้ฟังดูแ่เบา แต่กลับดังกึกก้องในหัวใจของเซินหลางเหอ
“รีบฝากตัวเป็ศิษย์กับผู้าุโข่ง...” ชายชราชุดขาวเร่งเอ่ยบอกเซินหลานเหอ
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งแสงมุ่งมั่น เขาประสานมือ
“ท่านาุโ ได้โปรด…รับข้าเป็ศิษย์ด้วยเถิด!”
ห้วงลมหายใจเงียบงันไปชั่วขณะ
ข่งจื่ออี้หรี่ตาลง มองเขานิ่ง ๆ
“ตอนนี้น่ะหรือ…” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “เ้ายังมิใช่ผู้ที่เหมาะสม…”
คำพูดนั้นราวคมกระบี่เฉือนกลางใจเซินหลางเหอ
ใบหน้าของเขาสั่นไหว คล้ายจะเอ่ยค้าน ทว่า...
ข่งจื่ออี้ยกมือขึ้นห้าม
“แต่จะเหมาะสมได้… หากเ้าผ่านบททดสอบสามประการของข้าเสียก่อน”
“หนึ่ง จงปีนขึ้นไปยังยอดเขาหลังนี้โดยไม่ใช้ความช่วยเหลือใด ๆ ภายในหนึ่งวัน ให้ถึงยอดก่อนตะวันลับฟ้า” เขาชี้ออกไปทางหลังเรือนพัก
“สอง จงเขียนบทสะท้อนใจหนึ่งบท หลังจากนั่งคิดไตร่ตรองเบื้องหน้ายอดเขายามราตรี เ้ามีเวลาเพียงค่ำคืนเดียว”
“สาม ในเจ็ดวันนี้ จงไปดูแลสวนสมุนไพรที่ปลายธารน้ำ ห้ามมิให้สมุนไพรตายเเม้เเต่ต้นเดียว”
แววตาของเซินหลางเหอส่องประกายอย่างมุ่งมั่น
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง...
อวี๋เยว่ฉีที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันกล่าวขึ้น น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความไม่เห็นด้วยปนความห่วงใย
“ท่านาุโข่ง…” นางก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย ใบหน้าหวานดุจหิมะแรกแย้มเงยขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว
“แต่ว่า...หลางเหอ เป็เพียงเด็กอายุสิบขวบเท่านั้น... ท่านให้เขาไต่เขาโดยไม่ใช้สิ่งช่วยเหลือใดๆ ให้เขาเขียนบทสะท้อนใจราวกวีผู้ผ่านชีวิตมาเนิ่นนาน และให้เขาทำหน้าที่ดูแลสมุนไพรดุจนักปรุงโอสถ… นั่นมิใช่สิ่งที่เด็กคนหนึ่งจะรับไหว!”
นางมองเซินหลางเหอ สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็ห่วงดวงตาสะท้อนแววสั่นไหว
ข่งจื่ออี้ยืนนิ่ง สายตายังคงแน่นิ่งไม่ไหวติง
ครู่หนึ่งผ่านไป เขาจึงกล่าวช้า ๆ น้ำเสียงยังคงเรียบเย็น
“หากทำไม่ได้... ก็ไม่เหมาะสมจะเป็ศิษย์ของข้า”
เพียงถ้อยคำสั้น ๆ แต่กลับเยียบเย็นยิ่งกว่าสายน้ำแข็งในคืนเหมันต์
เขาไม่สบตานาง ไม่กล่าวขยายความใดอีก
ประหนึ่งคำพูดนั้นคือประกาศิต ไร้ซึ่งการเจรจาต่อรอง
ลมจากนอกหน้าต่างพัดเอื่อย ปลายผมขาวของชายชราพลิ้วไหวแ่เบา
เซินหลางเหอยืนแน่นิ่งอยู่ตรงกลางเรือนพัก แผ่นหลังเล็กบางนั้นดูเหมือนจะเล็กลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับภาระที่วางอยู่เบื้องหน้า
แต่จู่ๆ เด็กหนุ่มก็กล่าวขึ้น น้ำเสียงของเขาชัดเจน
“ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด ข้าจะทำให้สำเร็จ...ข้าอยากเเข็งแกร่งขึ้น!”
ข่งจื่ออี้ยังคงไม่เอ่ยคำใดๆ ดวงตาเพียงสั่นไหวเล็กน้อย
แต่ไป่หรงซึ่งยืนเงียบอยู่นานกลับหัวเราะเบา ๆ
“หึ… บางครั้ง ดอกไม้ป่าเล็ก ๆ ก็อาจต้านลม
ฝนได้ดีกว่าดอกไม้งามในกระถางทองคำ”
เขาพยักหน้าเบาๆ ให้ข่งจื่ออี้ “พญาัจะลืมตาในบึงตื้น หรือจะบินเหนือยอดเขาเมฆา ก็อยู่ที่วิสัยทัศน์ของมันเอง”
ข่งจื่ออี้หันกลับไปยังประตู
“สามสิ่งนี้ หากเ้าทำได้ข้าจึงจะยอมรับ”
เขาก้าวจากไปอย่างเงียบงัน ทิ้งกลิ่นหมึกจางๆ และคำท้าทายลอยค้างไว้ในอากาศ...