วัวเพียงสองตัวยามนี้นอนหายใจแผ่วรวยรินใกล้ตายเข้าทุกที
"ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปถึงเมืองช้าลงหน่อย ที่ซ่อนพวกข้าก็ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น"กล่าวจบเกาฟังก็กระตุกบังเหียนควบม้าห้อตะบึงจากไปยังทิศที่หลินหลานหรูกับเสวี่ยเฟิ่งพึ่งจากมา
หลินหลานหรูเอียงศีรษะเล็กน้อยลอบมองแผ่นหลังชายฉกรรจ์สูงใหญ่ทั้งหกคนควบม้าพวกเขาแต่งตัวรัดกุมด้วยชุดดำพรางกาย นางจำเสียงคนเป็นหัวหน้านำขบวนนี้ได้ภาพเมื่อครั้งเหตุการณ์บนรถม้าที่เกือบถูกดาบพุ่งเข้าฉับศีรษะผุดขึ้นในสมองเป็นชายเจ้าของกระบี่ดำผู้นี้ช่วยนางไว้
เป็นโจรภูเขา ไปมาอย่างอุกอาจกระทำการไม่เกรงกลัวฟ้าดินลงโทษ คนผู้นี้หรือจะเป็นเกาฟัง!
ขณะนั้นหลินหลานหรูคล้ายได้กลิ่นหอมประหลาดโชยมาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกคราหนึ่ง เอะใจไปอีกว่าสตรีที่ถูกห่ออยู่ในกระสอบคงไม่บังเอิญเป็นเจินชิ่วอีกระมัง
ทว่าหลินหลานหรูไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจว่าสตรีนางใดที่อาจถูกลักพาตัวบนโลกนี้มีคนเดือดร้อนนับไม่ถ้วน ด้วยกำลังของนางจะเอะอะโวยวายช่วยคนคงทำไม่ได้มิหนำซ้ำถ้าเอะอะไป ที่ถูกลักพาตัววันนี้อาจไม่ใช่หนึ่งคนและที่ตายวันนี้อาจไม่ใช่แค่วัวสองตัว วันนี้นางหันหลังกลับทำเป็นมองไม่เห็น ยังรักษาชีวิตคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ได้ถึงสี่คนนี่ก็นับว่าเป็นการช่วยเหลือแล้วมิใช่หรือ
หลินหลานหรูเพียงหันไปมองชายตัดฟืนซึ่งยืนอาลัยอาวรณ์วัวสองตัวแวบเดียวจากนั้นนางพาตัวเองเดินมายืนแทรกกลางระหว่างเสวี่ยเฟิ่งกับเด็กหญิงหน้าเหมือนผู้นี้อย่างแนบเนียนเดิมทีสองคนนี้ยืนชิดกันอยู่แล้ว พอนางมาแทรก แผ่นหลังจึงชนเข้ากับเสวี่ยเฟิ่งพอดี
เสวี่ยเฟิ่งก้มมองหลินหลานหรูด้วยรู้สึกงงต่อมาจึงเข้าใจ ลอบยิ้มขำก่อนคว้ามือนางมาจับ แล้วหันไปกล่าวกับชายตัดฟืน"ท่านลุง ขออภัยเรื่องวัวของท่านด้วยขอรับ"
ชายตัดฟืนเดินห่างจากวัวอย่างแสนเสียดายทั้งชีวิตมีวัวอยู่คู่เดียว กระนั้นก็ยังเอ่ยอย่างใจกว้าง "ช่างเถิดเมื่อครู่รักษาชีวิตไว้ได้นับว่าฟ้าเมตตาแล้ว คนยังไม่ตายจะหาวัวใหม่อีกกี่ตัวก็ได้ อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่ความผิดพวกเจ้า"
เสวี่ยเฟิ่งรู้สึกซาบซึ้งอยู่ในใจจะอย่างไรถ้าพวกเขาไม่รบกวนชายตัดฝืนให้มาส่ง ตอนนี้วัวสองตัวก็คงจะอยู่ครบ"ขอบคุณท่านลุงอีกครั้งขอรับ"
ชายตัดฟืนโบกมือให้อย่าถือสา
...ทางด้านหลินหลานหรูเมื่อสัมผัสได้ว่ามือตนเองถูกเสวี่ยเฟิ่งจับไว้แล้วก็แสดงความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่ราวกับหวงแหนตุ๊กตาผ้าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นที่สุด จ้องจะเขมือบเด็กหญิงหน้าเหมือนผู้นี้ทุกเมื่อ
เด็กหญิงมอมแมมตัวสูงกว่าหลินหลานหรูเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าหลินหลานหรูในระยะประชิดก็ผงะ
ต่อให้น้ำเสียงและท่าทางจะเหมือนกันเพียงใดทว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจนำมาเทียบเคียงคือแววตาหลินหลานหรูหยิ่งทระนงกว่าร้อยเท่าพันเท่านัก
"เจ้าชื่ออะไร"น้ำเสียงของหลินหลานหรูคุกคามผู้อื่นได้โดยไม่ต้องพยายาม
เด็กหญิงสะดุ้งส่งสายตาน่าสงสารขอความช่วยเหลือจากเสวี่ยเฟิ่ง
การกระทำนี้ของเด็กหญิงเปลี่ยนนัยน์ตาของหลินหลานหรูให้ฉายไปด้วยความอำมหิต ที่มีความหมายประหนึ่งว่าขอเพียงเด็กหญิงผู้นี้เอื้อมมือมาหมายจะแย่งของเล่นจากนางได้จิกหัวจนผมยุ่งเหยิงกันไปข้างหนึ่งแน่ กล้าแย่งของเล่นกับข้าหรือ
เสวี่ยเฟิ่งจับศีรษะหลินหลานหรูให้หันหน้าไปอีกทางแล้วเอ่ย "ไปกันเถอะ จากนี้ต้องเดินเท้าแล้ว"
เขาผละห่างจากพวกนางไปยังรถลากช่วยชายตัดฝืนขนของที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างทางออกมา
"รถลากคงใช้งานต่อไม่ได้"ชายตัดฟืนออกความคิดเห็น "ถ้าจะให้เร็วต้องตัดผ่านป่า เส้นทางอาจลำบากหน่อยพวกเจ้าเลือกเอาแล้วกัน"
จากนั้นชายตัดฟืนก็แบกสัมภาระบนรถขึ้นบ่าเดินนำหน้าไปบนถนนทันที
เสวี่ยเฟิ่งหยิบถุงผ้าสองใบกับร่มคันหนึ่งบนรถลากก่อนเห็นว่าในถุงผ้าใบนั้นที่เชียนหลีต๋าเตรียมไว้ให้หลินหลานหรูมีรองเท้าหนังอยู่อีกคู่
หลินหลานหรูปรี่เข้าหาเสวี่ยเฟิ่งอย่างรวดเร็วก่อนเอ่ยเสียงเบา "ท่านจะพานางไปด้วยหรือเจ้าคะ ข้าไม่เห็นด้วย"
เด็กคนนั้นน่าสงสารก็จริงทว่าในใจหลินหลานหรูรู้สึกระแวงมากกว่าไม่แพ้กัน สมองนางคิดไปไกลถึงการสวมรอยกำจัดนางแล้วแสร้งยกเด็กผู้นี้ให้เป็นคุณหนูสกุลหลินแทน แค่คิดขึ้นมาใจก็กังวลเกิดเหตุแล้ว
เสวี่ยเฟิ่งมองตามสายตาหลินหลานหรูไปที่เด็กหญิงผู้นั้นดวงตาคมกริบเข้มขึ้นหลายส่วน เอียงศีรษะกระซิบข้างหูให้นางสบายใจ "หลานหลันใจข้ามีเจ้าผู้เดียว ไม่คิดปล่อยเด็กคนนี้ให้มีชีวิตรอด"
ฉับพลันนั้นหลินหลานหรูขนลุกซู่ชำเลืองมองคนพูดอย่างหวาดๆ น้ำเสียงที่เสวี่ยเฟิ่งใช้เอ่ยดูอันตรายนักและที่ยิ่งทำให้หลินหลานหรูเย็นสันหลังไปใหญ่คือรอยยิ้มที่แสร้งขึ้นอย่างแนบเนียนยามส่งรองเท้าหนังให้เด็กหญิงผู้นั้นด้วยท่าทางเด็กหนุ่มผู้แสนอบอุ่นใจดี
อันตราย...อันตรายยิ่งนัก
ท้ายที่สุดพวกเขาเลือกใช้ทางตัดผ่านป่าอย่างน้อยก็ช่วยย่นระยะเวลาได้มากกว่าการเดินอ้อมไปตามถนน
เดินลัดผ่านป่ามาได้โดยไม่พบอุปสรรคใดนอกจากหนอนกับตะขาบ
หลินหลานหรูอดทนเดินจนพ้นเขตป่าเข้าสู่พื้นที่ทำกินของชาวบ้านนอกเมือง ชายตัดฟืนมาส่งถึงแค่นี้ให้พวกนางอาศัยรถลากขนผักของชาวนาเข้าเมืองต่อไป
หลินหลานหรูเอ่ยขอบคุณชายตัดฟืนไปหลายประโยคทั้งยังมอบยาในถุงผ้าทั้งหมดของเชียนหลีต๋าให้แก่เขา ของเหล่านี้ถือเป็นของดีถือเสียว่าตอบแทนน้ำใจ
รอจนมาถึงประตูเมืองรอบข้างต่างแน่นขนัดไปด้วยรถลาก รถม้า พ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้านชาวเมือง ยืนรอกันเรียงแถวพวกหลินหลานหรูก็เป็นกลุ่มหนึ่งในนั้น มองไปทางใดก็ให้รู้สึกประหลาดใจ
"เข้าไปไม่ได้หรอก"ชายเสียงแหบด้านข้างเอ่ยขึ้น เขามาพร้อมกับควันยาเส้นในปากเมื่อเท้าแขนบนคานรถม้าได้ก็ขยับปากเอ่ยอย่างคนเมายาอีกว่า"ข้ายืนรอตรงนี้มาครึ่งค่อนวัน จากฟ้ามืดครึ้มเพราะฝนตอนนี้ฟ้าจะมืดเพราะเลยเวลาพลบค่ำ หากไม่มีเงินมากหน่อยอย่าหวังว่าจะซื้อตัวเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพวกนั้นได้"
"ตรวจก็ตรวจไปสิ"ชายแคระด้านหลังหลินหลานหรูเอ่ยเสริม "จะรีดไถเงินคนทำห่าอะไร"
"นี่น้องชาย"เป็นชายสูงโย่งคนต่อมา ถือวิสาสะยกแขนวางบนไหล่ของเสวี่ยเฟิ่งใบหน้าคุณชายเย่าราวกับกำลังสลักคำว่า 'เพื่อนเล่นรึ' ส่งให้กับคนไม่รู้จัดมารยาทกระนั้นอีฝ่ายก็หน้าหนาหลายชั้น เอ่ยว่า "ข้าช่วยพวกเจ้าได้ สิบตำลึงแค่สิบตำลึง หลังข้ากับพรรคพวกกวาดทหารพวกนั้นลงหลุมเจ้าจะเข้าเมืองก็ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ"
หลินหลานหรูปรายตามองพรรคพวกที่ชายสูงโย่งมั่นใจนักเห็นชายแคระคนเดียวยิ้มฟันดำส่งมาให้ จากนั้นเจ้าตัวก็ไอแค่กๆ สำลักควันยาเส้นเดินอ้อมตัวนางหนีไปยืนอีกฝั่ง
นางหันกลับตามเสียงอีกครั้งชายเสียงแหบพ่นควันก่อนเอ่ย "เจ้าโย่ง คิดหลอกเอาเงินเด็กรึไม่ง่ายอย่างที่พูดหรอก เจ้าดู ทหารกี่คนกัน ผอมๆอย่างเจ้าถูกดีดทีเดียวก็กระเด็นแล้ว"
เสวี่ยเฟิ่งกำจัดแขนผอมแห้งออกจากไหล่ตนได้สำเร็จแล้วถามว่า "เหตุใดถึงมีการตรวจค้นเข้มงวดถึงเพียงนี้
"น้องชาย เจ้ายังไม่รู้หรือ"ชายสูงโย่งยกแขนวางบนไหล่เสวี่ยเฟิ่งอีกแล้ว ครั้งนี้คุณชายทำหน้าเซ็ง "เมื่อคืนฝนตกหนักเกิดเหตุโจรปล้นคุกทางการ นักโทษนับสิบต่างหลบหนีออกมาได้ ยามนี้คนนอกเข้ายากคนในยิ่งห้ามออก ซ้ำร้ายยังได้ยินจากพวกมือปราบมาว่า ครั้งนี้ปล้นอุกอาจนักจับตัวบุตรสาวเจ้าเมืองที่ดันสะเหล่อไปอยู่แถวนั้นเป็นตัวประกันก่อนพาหลบหนีออกนอกเมือง ตาเฒ่าเจินส่งทหารออกตามล่าตั้งแต่เมื่อคืนยามนี้ยังไร้ข่าว"
เมื่อเช้าหลินหลานหรูและพวกยังบังเอิญเจอเกาฟังอยู่เลยไม่เห็นโจรพวกนั้นเดือดร้อนรีบหนีอะไร ยังหิ้วคนไปด้วยอย่างหน้าตาเฉย
หลินหลานหรูแตะแขนเสวี่ยเฟิ่งพลางเงยหน้ามองเขา "คุณชาย เราแยกกันตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ ข้าต้องไปแล้ว"
จากนั้นนางก็หันหน้าบอกเขาเป็นนัย
เสวี่ยเฟิ่งมองตามไปยังจุดตรวจค้นเป็นเฉิงอิ้นพร้อมบุรุษอีกคนกำลังเดินตรงเข้ามา
หลินหลานหรูดึงสายตากลับก่อนขยับศีรษะมองต่อไปที่เด็กหญิงผู้มีใบหน้าพิมพ์เดียวกันกับนาง"ท่านจะจัดการเองหรือให้ข้าเป็นคนจัดการ หากท่านทำไม่ได้ก็ส่งมาให้ข้าอย่าได้ใจอ่อนแล้วปล่อยไปเด็ดขาด"
ท้ายประโยคหลินหลานหรูมองจ้องเสวี่ยเฟิ่งอย่างข่มขู่ราวกับต้องการบอกเขาว่า ถ้าทำไม่ได้ก็ส่งให้ข้าหากปล่อยไปเจ้าตายแทนมัน!
เสวี่ยเฟิ่งไม่หลบตาเอ่ยตอบหลินหลานหรูเสียงขรึม "ข้าจะจัดการเอง"
หลินหลานหรูหรี่ดวงตาคมวาวมองเขาครู่หนึ่งก็เดินจากไปมีเฉิงอิ้นกับอาจวูคอยเปิดทางให้
เสวี่ยเฟิ่งมองส่งนางเข้าประตูเมืองจนผ่านไปได้อย่างราบรื่นค่อยได้ยินเสียงชายสูงโย่งดังข้างหู
"เจ้ามีวิธีเข้าไปใช่หรือไม่"
คนถูกถามเหล่มองคนพูดนัยน์ตาเสวี่ยเฟิ่งแฝงไปด้วยรังสีความตายชายโย่งยกมือออกจากไหล่เด็กหนุ่มแทบไม่ทัน แน่นอนว่าเขาย่อมมีวิธีเข้าไป
จวนสกุลเฉา...
ร่างสูงวัยของเฉาอันกำลังยืนรออย่างสงบนิ่งทว่าในใจร้อนรนไม่ต่างจากไฟเผา ตั้งแต่องค์ชายปรากฏตัวท่ามกลางฝูงชนที่หน้าประตูเมืองเขาก็ได้รับรายงานเรื่องนี้จากองครักษ์นายหนึ่งทันที ต่อมาจึงได้ส่งคนไปรับกลับจวน
"องค์ชาย" เฉาอันโค้งตัวคารวะยามนี้พวกเขาอยู่ในเรือนรับรองกันตามลำพัง
เสวี่ยเฟิ่งมาถึงก็ยกป้านน้ำชาขึ้นรินดื่มไปหลายอึกก่อนจะเอ่ยให้เฉาอันทำตัวตามสบาย "อยู่ข้างนอกข้าไม่ใช่องค์ชายที่ควรเรียกก็เรียกตามเดิมเถอะ"
เฉาอันรับคำหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เรือนคุณชายเย่า เขาพบจดหมายฉบับหนึ่งในหีบเหล็กจึงไม่ได้เคลื่อนไหวสิ่งใดโดยพลการเพื่อไม่ให้ข่าวเรื่องคุณชายหายตัวไปแพร่งพรายออกจนรู้ไปถึงหูเย่าหย่งหมิงดังนั้นจึงเข้มงวดกับบ่าวในเรือนเป็นพิเศษไม่รับแขกผู้มาเยี่ยมเยียนและเลือนวันเปิดสำนักศึกษาออกไปก่อน
เพียงแต่ต่อให้ทำทั้งหมดนี้อย่างรัดกุมก็ยังมีเล็ดลอดออกไปถึงหางโจว
"ท่านลุงรู้เรื่องแล้ว?" แม้จะถามเช่นนั้นทว่าเสวี่ยเฟิ่งไม่ได้ตกใจอะไร "ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวล ข้าจะเขียนจดหมายตอบกลับท่านลุงให้เร็วที่สุดไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องลำบากอย่างแน่นอน"
สาวใช้ยกขนมกับน้ำชาเข้ามาพอดีเฉาอันจึงพยักหน้าพร้อมตอบรับว่า "ดีแล้ว"
เสวี่ยเฟิ่งหยิบขนมชิ้นหนึ่งเคี้ยวก่อนจะยกมันออกไปด้วยทั้งจานทว่าเดินเกือบจะพ้นประตู พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้"ข้าอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยอย่างหนึ่งท่านช่วยส่งคนไปหาศพเด็กหญิงอายุราวแปดเก้าขวบให้ข้าที"
เฉาอันเลิกคิ้วฉงนกำลังจะถามว่าจะเอาไปทำอะไร คุณชายผู้ดื้อเงียบก็หายลิบไปจากห้อง
เสวี่ยเฟิ่งถือจานขนมแยกมาทางห้องปีกขวาของเรือนรับรองวางขนมบนโต๊ะลงตรงหน้าเด็กหญิง
"เจ้าไม่มีชื่อหรือ"เขาหยิบแล้วส่งขนมให้นางรับไปกิน อีกฝ่ายก็ไม่เกี่ยงงอนเพราะหลงเชื่อท่าทางคุณชายแสนดีของเขาอย่างสนิทใจ
นางส่ายหน้าพร้อมยิ้มตอบ"ไม่มีเจ้าค่ะ"
ก่อนเข้ามาเสวี่ยเฟิ่งพึ่งเดินสวนทางกับท่านหมอยามนี้เด็กน้อยเปลี่ยนเสื้อผ้าและได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้ว จึงดูดีขึ้นหน่อยสภาพไม่ดูน่าสงสารเหมือนอย่างตอนแรก
"เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่า 'อาฉู่' ดีหรือไม่"
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างยินดี"ดีเจ้าค่ะ ข้าชอบ"
"เจ้าชอบก็ดีแล้วคราวนี้ถึงตาเจ้าเล่าให้ข้าฟัง เหตุใดถึงไปอยู่บนเขาคนเดียว"
เด็กหญิงที่เพิ่งได้ชื่อใหม่ว่า 'อาฉู่' ครุ่นคิดราวกับกำลังเรียบเรียงคำและลำดับเรื่องในปากก็เคี้ยวขนมไปพลาง "ข้าถูกจับไปเจ้าค่ะ โจรพวกนั้นจับข้าแล้วให้ข้าตอบคำถามมากมาย ข้ากลัว...ข้ากลัวมากก็เลยหนีออกมา"
"เจ้าหมายถึงคนบนหลังม้าที่เจอบนภูเขาวันนี้หรือ"
นางพยักหน้าหงึกๆ หยิบขนมแล้วเคี้ยวอย่างหิวโหย"ข้ากลัวชายผู้นั้นเจ้าค่ะ"
เสวี่ยเฟิ่งยิ้มเหย
จากนั้นเขาก็เสียเวลาอยู่นานกับการหลอกล่อให้เด็กคนนี้ตอบคำถามยอมรับว่าเหมือนหลินหลานหรูหลายส่วน แต่นิสัยและสมองต่างกันราวฟ้ากับเหวพูดจาวกไปวนมาจนคนถามปวดหัว
เด็กเช่นนี้มีอะไรต้องให้หลินหลานหรูระแวงนางคงกลัวมีคนคิดกำจัดนางทิ้งแล้วสวมรอยเป็นตัวเอง ช่างระแวงไม่เข้าเรื่องอย่างนางยังต้องกลัวผู้ใดอีก
กระนั้นแล้วหากคิดจะตบตาหลินหลานหรูนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเก็บเด็กคนนี้ไว้อาจมีประโยชน์มากกว่าในอนาคตคงต้องสับเปลี่ยนศพแล้วลอบพาตัวอาฉู่ออกนอกเมือง ส่งไปอยู่กับเย่าหย่งหมิงที่เจ้อเจียงเห็นจะดี
หลินหลานหรูกลับถึงจวนนานแล้วทว่านางเอาแต่ยืนนิ่งอยู่หน้าเรือน กระทั่งฟ้ามืด เมฆดำลอยต่ำเหนือศีรษะปกคลุมจิตใจนางให้มืดมนลงไปด้วย
ยามนี้หลินหลานหรูทราบเรื่องทั้งหมดแล้วหลังนักฆ่าลงมือ พิษสี่สิบเก้าชนิดทำงานประสานกันได้อย่างดีเยี่ยมเพียงชั่วอึดใจมารดานางก็ตาย ไม่รอให้เอ่ยร่ำลาผู้ใดสักประโยค
"ท่านแม่ข้าตายแล้วความชิงชังนางในใจข้าก็หมดลงด้วย" หลินหลานหรูยืนเอ่ยอย่างคนเลื่อนลอยเหม่อมองไปยังแสงเทียนภายในห้องโถงของเรือนหลักบรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
ภายในใจหลินหลานหรูรู้สึกหดหู่จริงๆ
เฉิงอิ้นยืนนิ่งสงบเสงี่ยมด้านหลังไม่ได้กล่าวอันใดขัดคุณหนูเวลานี้ รอจนนางเอ่ยกับเขา
"ส่งหลักฐานการทุจริตภาษีของตาแก่เจินให้ทางการซะอาศัยช่วงที่เขาส่งทหารออกไปตามหาตัวเจินชิ่วอี ยัดเยียดความผิดให้เขาไปเพิ่มอย่าให้กลับมามีอำนาจอีกครั้งได้ หมดเรื่องนี้แล้ว เจ้าไปสืบมาให้ข้าว่าผู้ใดที่คิดกำจัดข้ากับท่านแม่"
"ขอรับ" เฉิงอิ้นรับคำ
แรกเริ่มหลินหลานหรูคิดว่ายังไม่ถึงเวลาเหมาะที่จะกำจัดเจ้าเมืองหนานจิงผู้อยู่เบื้องหลังการทุจริตเพียงคิดว่าปล่อยไว้ก่อนอาจโยงใยไปถึงผู้มีอำนาจใหญ่ในราชสำนักหากไม่เพราะมีเรื่องมือสังหาร และมารดานางยังไม่ตาย คงไม่ลงมือเร็วเช่นนี้
แน่นอนว่าลำพังหลักฐานที่นางมีไม่สามารถเอาผิดเจ้าเมืองได้อย่างเด็ดขาดนางจึงได้แอบสร้างหลักฐานเท็จ เติมข้อหาที่ไร้หลักฐานนี้ให้มีรูปร่างชัดเจนจะอย่างไรรอจนเจ้าเมืองรู้ว่าครอบครัวบัณฑิตที่คิดว่าตายในเหตุปล้นคุกเมื่อคืนที่ผ่านมายังมีที่รอดชีวิตมาได้ ถึงตอนนั้นเขาจะทำหน้าอย่างไร
คิดผลักความผิดในคดีนี้ให้แพะรับบาปส่วนหนึ่งเพื่อกันบุตรสาวให้ห่างจากคนที่เจินชิ่วอีหลงรักยิ่งเกาทัณฑ์ครั้งเดียวได้ผลประโยชน์สองทาง นับว่าเจ้าเมืองมองการณ์ไกล
ทว่าความผิดนี้ยังไม่มากพอโยนเหตุปล้นคุกครั้งนี้ให้เจ้าเมืองไปด้วยเลย เมื่อเจ้าหน้าที่อ่านรายงานเนื้อหาที่นางแต่งให้คงมีอยู่ว่า
...เจ้าเมืองหนานจิงยักยอกเงินภาษีราษฎรความผิดร้ายแรง ทำผิดไม่ยอมรับ สร้างหลักฐานเท็จใส่ร้ายผู้อื่นรับโทษเมื่อเรื่องไม่เป็นตามที่คาด คิดปิดปากแพะรับบาปด้วยการลอบสังหารคนในคุกเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในเมือง ส่งทหารออกนอกเมืองโดยพลการวางแผนหลบหนีมาก่อนล่วงหน้า...
ที่เหลือก็จัดฉากให้สมจริงว่าเจ้าเมืองกำลังเตรียมหลบหนีให้แพะในคดีนี้เปิดปากเป็นพยาน ต่อให้หัวไม่หลุดจากบ่าก็กลับมามีอำนาจเล่นงานตระกูลหลินไม่ได้อีกแล้ว
มู่หวังจงนั่งเป็นประธานตัดสินคดีนี้ได้ฟังคำรายงานมีหรือจะไม่ร้องเห็นด้วยและรีบตัดสินคดีเพื่อปัดสวะให้พ้นตัว
หลินหลานหรูยืนอยู่หน้าเรือนต่ออีกสักพักก็ตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปโลงศพจิวซื่อตั้งเด่นอยู่กลางห้อง นางชะงักไปเล็กน้อยราวกับเท้าทั้งคู่เตะสะดุดความทรงจำระหว่างนางกับมารดาเมื่อตระหนักได้ว่าจากนี้ไม่อาจเรียกท่านแม่ได้อีกแล้ว พลันรู้สึกจุกแน่นในอกเจ็บจี๊ดจนน้ำตาแทบไหล
เฉิงอิ้นผลักฝาโลงศพเปิดออกเล็กน้อยให้นางได้เห็นหน้ามารดาเป็นครั้งสุดท้ายต่อมาเมื่อเห็นคุณหนูนิ่งไปนานเขาจึงผลักปิด
หลินหลานหรูยกมือแตะฝาโลงก่อนจะลูบมันอย่างเบามือ พลางเอ่ยปลอบมารดาด้วยน้ำเสียงเศร้าแต่แฝงความเคียดแค้น"ท่านแม่ ท่านวางใจเจ้าค่ะ ข้าไม่ปล่อยคนที่คิดอยากกำจัดเราไปแน่ในเมื่อพวกมันใช้พิษสังหารท่าน แม้แต่เนื้อหนังก็ยังสลายไม่เว้นข้าจะใช้พิษจัดการมันคืน กระทั่งกระดูกก็จะไม่ให้มีเหลือ"
มือเล็กบนฝาโลงกำเป็นหมัดดวงตาวาวโรจน์ไปด้วยความอาฆาต จิวซื่อจากไปกะทันหัน ยากจะเชื่อว่าตายไปแล้วสองวันก่อนนางยังเห็นมารดาเย็บเสื้อคลุมขนจิ้งจอกให้นางอยู่เลยทั้งยังเรียกนางว่าหรูเอ๋อร์อย่างอ่อนโยนเป็นคนเดียวที่นั่งเฝ้าไข้ข้างเตียงนางไม่ยอมห่าง ความรู้สึกสูญเสียนี้หนักหนานัก
เฉิงอิ้นหลุบตาลงเล็กน้อยไม่นานก็ได้ยินน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกรุ่นโกรธ ขณะเดียวกันก็เหนื่อยล้าไม่น้อย
"พลาดได้อย่างไร"