“ลูกผู้ชายต้องไม่สู้เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้สู้ไม่ได้ควรหนี หนีกลับมาให้ผู้ใหญ่ที่บ้านช่วย! อีกเรื่องหากเจ้าอยากสู้กับผู้อื่นย่อมได้เช่นกันแต่ต้องไปเรียนศิลปะการต่อสู้จากต้าเกอเจ้าเสียก่อน ต้าเกอเจ้าล่าสัตว์ฝีมือต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ การอดทนไม่ใช่ทางออกที่ดี! ทนได้ครั้งหนึ่ง แต่เจ้าจะทนไปตลอดชีวิตหรือ? เจ้าทนแล้วพวกเขามีแต่จะรู้สึกว่าเจ้ารังแกง่าย จะเอาแต่รังแกเจ้าไปเรื่อยๆ ดูอย่างข้าสิตอนอยู่บ้านตระกูลหลินข้าก็เอาแต่ทนไม่ใช่หรือ? ผลลัพธ์ล่ะ ทั้งถูกพวกเขาใส่ร้ายทั้งยังเกือบโดนทรมานตาย หากไม่มีต้าเกอของพวกเจ้า…ข้าคงตายไปแล้ว! เจ้ากับข้าต่างก็ยอมทนทว่าผลลัพธ์ล่ะ? หงหนิง เจ้าเพิ่งหกขวบคิดจะทนไปถึงเมื่อใด? จะทนได้ถึงเมื่อใด? ข้าลองคิดดูแล้ว ม้าดีมักถูกคนขี่ คนดีมักถูกรังแก!”
เจียงหงป๋อคิดไม่ถึงว่าหลินหวั่นชิวจะกล่าวเช่นนี้เขากังวลว่านางจะไม่ให้อภัยเหล่าซานเสียอีก!
“พี่สะใภ้…” เจียงหงหนิงผงะเช่นกันเขาเพียงไม่อยากสร้างปัญหาให้ต้าเกอก็เท่านั้น อีกอย่างลูกพี่ลูกน้องของสวีตัวเป่าเป็นมือปราบ อาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านครอบครัวพวกเขาควรมีเรื่องด้วยที่ไหนกัน?
แต่ที่พี่สะใภ้พูดก็มีเหตุผลการอดทนของเขามีแต่จะทำให้อีกฝ่ายทวีความรุนแรงกว่าเดิม
“เชื่อฟังพี่สะใภ้ เหล่าซาน” เจียงหงป๋อเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเจียงหงหนิงขมวดคิ้วไม่ตอบรับ
“อื้ม พี่สะใภ้ต่อไปนี้ข้าจะฟังคำท่าน!” ในที่สุดเจียงหงหนิงก็เงยหน้าขึ้นสบตากับหลินหวั่นชิวหลินหวั่นชิวยิ้มเมื่อเห็นความแน่วแน่และเด็ดขาดในแววตาของเขา
“รีบอาบน้ำอาบเสร็จแล้วพวกเราจะไปหาอาจารย์ของเด็กเกเรสองคนนั้นที่โรงเรียนส่วนตัวผู้ใดมันกล้ารังแกเจ้า กล้าชิงเงินเจ้า ข้าจะไม่ให้พวกมันมีที่เรียน!”
คำพูดของหลินหวั่นชิวเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่จุดลงในใจเจียงหงหนิงลุกลามเป็นเปลวไฟดวงใหญ่ทันที
แค่จิตนาการตามคำพูดนางก็ทำให้เลือดเขาพลุ่งพล่าน
พี่สะใภ้จะแก้แค้นให้เขา!
เจียงหงหนิงอาบน้ำเสร็จอย่างรวดเร็วหลินหวั่นชิวให้เขากลิ้งตัวบนพื้นให้สกปรก
“พี่สะใภ้ นี่เป็นชุดใหม่นะขอรับ” เจียงหงหนิงกล้าทำที่ไหนเขาเพิ่งเปลี่ยนมาสวมชุดใหม่เองนะ
หลินหวั่นชิวอธิบายให้เขาฟังอย่างอดทน “พวกเราจะไปหาเรื่องพวกเขาที่โรงเรียนส่วนตัวสภาพเจ้ายิ่งแย่ก็ยิ่งดี!”
เจียงหงหนิงเข้าใจแล้วกัดฟันกลิ้งตัวบนพื้น ร้องเสียดายในใจว่า…นี่คือเสื้อผ้าชุดใหม่ที่พี่สะใภ้ทำด้วยความยากลำบากเชียวนะ…
จากนั้นหลินหวั่นชิวใช้เลือดสำหรับทำการแสดงที่ซื้อจากเสียนอวี๋มาแต้มทั่วร่างเขาและแบกออกไป
“แสร้งทำเป็นอ่อนแอด้วยรู้หรือไม่?” อันที่จริงหลังจากที่เจียงหงหนิงถ่ายไปรอบใหญ่ขาเขาก็อ่อนแรงไปหมด ไม่เป็นต้องแสร้งก็ดูอ่อนแอแต่หลินหวั่นชิวก็ยังคงกำชับเขาเพื่อป้องกันไว้ก่อน
“ข้า ข้าจำไว้แล้วพี่สะใภ้” เจียงหงหนิงพยักหน้าจากบนหลังหลินหวั่นชิวอย่างเชื่อฟังลังเลสักพักก่อนที่จะซบหัวพิงไหล่นาง
เด็กอย่างข้าก็อายเป็นนะ
หลินหวั่นชิวรู้ว่าโรงเรียนส่วนตัวที่อยู่หมู่บ้านข้างๆต้องไปทางใด ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมชัดเจนดีเพราะนางเคยเอาของไปส่งให้หลินจินเป่าสองสามครั้ง
มาถึงโรงเรียนส่วนตัวมีเสียงท่องตำราดังมาจากไกลๆ
“ไม่ทราบว่าท่านมาหาผู้ใดขอรับ?”
หลินหวั่นชิวแบกเจียงหงหนิงผ่านประตูเข้ามาเด็กรับใช้ที่กำลังทำงานรีบหยุดงานในมือมาถามหลินหวั่นชิว
“ข้ามาหาอาจารย์พวกเจ้านักเรียนของพวกเจ้าทำร้ายน้องชายของข้าบาดเจ็บและแย่งเงินไปข้าอยากมาถามอาจารย์พวกเจ้าว่าโรงเรียนนี่สอนสิ่งใดกัน สอนให้เป็นโจรหรือ?”
หลินหวั่นชิวขี้เกียจพูดจาอ้อมค้อมมุ่งเข้าตรงประเด็นทันที
เด็กรับใช้คนนั้นเห็นสภาพใกล้ตายของเจียงหงหนิงก็หน้าซีดหากนี่เป็นเรื่องจริง ชื่อเสียงของโรงเรียนพวกเขาคงได้พังแน่
“เช่นนั้นเชิญท่านนั่งรอสักครู่ข้าจะไปเชิญท่านอาจารย์มาประเดี๋ยวนี้”
หลังจากที่เด็กรับใช้ถอยออกไปหลินหวั่นชิววางเจียงหงหนิงลงบนเก้าอี้ที่เด็กรับใช้ยกออกมาพร้อมกับตบไหล่เขาอย่างปลอบขวัญ
เด็กคนนี้สั่นตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโรงเรียนส่วนตัวเห็นชัดว่าประหม่าขนาดไหน
อาจารย์เฒ่าสวมชุดสีน้ำเงินคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องเรียนเด็กๆ ในห้องชะโงกหน้าผ่านหน้าต่างออกมาดูเช่นกัน
อาจารย์เฒ่าเดินออกมาก็เห็นเจียงหงหนิงทรุดตัวอยู่บนเก้าอี้เอนศีรษะพิงแขนหลินหวั่นชิวอย่างอิดโรย ดวงตาพินิจพิจารณา
หน้าตาเขาทั้งเขียวทั้งม่วงจมูกและมุมปากมีรอยเลือด อกเสื้อเปื้อนเลือดเป็นวงใหญ่…
อาจารย์เฒ่าเห็นแล้วยังเกือบทรงตัวไม่อยู่
“เจ้าบอกว่านักเรียนจากโรงเรียนเราเป็นคนทำร้ายน้องชายเจ้าและแย่งเงินเจ้ามีหลักฐานหรือไม่? หากไม่มีหลักฐาน ข้าคงต้องแจ้งทางการ! ข้าขอบอกก่อนว่าการใส่ร้ายโรงเรียนส่วนตัวเป็นโทษสถานหนักเจ้าจะถูกจับไปขังคุก แล้วอย่ามาบอกว่าข้าไม่ได้เตือนเจ้า ข้าเป็นถึงซิ่วไฉ[1] ย่อมมีเกียรติคุณ!” ซิ่วไฉเฒ่าขู่หลินหวั่นชิวทันทีมาบอกว่าโรงเรียนเขาสอนเด็กให้ออกมาเป็นโจร ชื่อเสียงโรงเรียนได้ป่นปี้หมดพอดีจะมีผู้ใดกล้าส่งลูกมาเรียนอีก?
หลินหวั่นชิวยิ้มเยาะ “ท่านอาจารย์ไม่ใช่ข้าราชการแต่กลับวางมาดว่าเป็นช่างดูมีภูมิฐานยิ่งนัก ในเมื่อท่านเป็นคนพูดถึงเรื่องแจ้งทางการเสียเองท่านคงไม่อยากจัดการปัญหาในที่ส่วนตัว เช่นนั้นข้าจะไปแจ้งทางการ! ข้าอยากเห็นเหมือนกันว่าหากแจ้งทางการแล้วเกียรติคุณของซิ่วไฉอย่างท่านจะยังเหลือรอดอีกหรือไม่!”
หลินหวั่นชิวพูดจบก็ทำทีจะแบกเจียงหงหนิงกลับ
ซิ่วไฉเฒ่าเกือบถูกหลินหวั่นชิวทำให้โมโหตายขณะเดียวกันก็ตกใจ สตรีผู้นี้กล้าไปแจ้งทางการ ไม่แน่ว่าอาจจะมีหลักฐาน…
ท่าทีของซิ่วไฉเฒ่าเปลี่ยนไปทันทีเมื่อนึกถึงประเด็นสำคัญ
“ช้าก่อน ฟู่เหริน[2]ผู้นี้ข้าแค่บอกประเด็นสำคัญกับเจ้าไว้ เหตุใดถึงรีบไปนัก? นักเรียนคนใดที่เป็นคนทำร้ายน้องชายเจ้าและแย่งเงินไป?”
หลินหวั่นชิวหันกลับมาพูดเสียงดังว่า “สวีตัวเป่ากับหลินจินเป่าเป็นคนทำร้ายน้องชายข้าและแย่งเงินท่านอาจารย์ ท่านว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรดี? หากท่านไม่อาจมอบคำตอบที่น่าพึงพอใจให้กับข้าวันนี้ข้าคงต้องแบกน้องชายไปที่ว่าการอำเภอและร้องเรียนกับท่านใต้เท้ากรมศึกษา…”
ซิ่วไฉเฒ่าเกือบตกใจตายกับคำพูดหลินหวั่นชิวฟู่เหรินนางนี้รู้จักใต้เท้ากรมศึกษาได้อย่างไร?
หรือว่าที่บ้านมีคนสอบเป็นขุนนางเช่นกัน?
เขาสอนเด็กออกมาไร้คุณธรรมพูดแบบร้ายแรงคือเขาไร้คุณธรรม หากเรื่องราวบานปลายใหญ่โตไม่แน่ว่าใต้เท้ากรมศึกษาจะปลดตำแหน่งเกียรติคุณของเขา
ผู้ใดใช้ให้เขาเป็นซิ่วไฉยากจนไม่มีรากฐานกันล่ะ!
“เจ้ามีหลักฐานหรือไม่? หากไม่มี ข้าคงลงโทษนักเรียนมั่วๆไม่ได้” ในใจซิ่วไฉเฒ่ามีคลื่นความหวั่นเกรงซัดสาดแต่สีหน้ายังคงความสุขุม ไม่ได้ลนลานถึงขั้นสรุปโดยไม่ถามอะไรให้แน่ชัด
หลินหวั่นชิวตอบด้วยรอยยิ้ม “เรื่องนี้ง่ายมากน้องชายข้าทำเงินหายไปสองพวง ท่านลองไปค้นดูว่าบนตัวพวกเขาดูเถิดว่ามีเงินสองพวงหรือไม่”
สวีตัวเป่ากับหลินจินเป่าตื่นตระหนกตั้งแต่ตอนที่เห็นหลินหวั่นชิวกับเจียงหงหนิงแล้วพวกเขาไม่นึกมาก่อนว่าคนขี้ขลาดแบบหลินหวั่นชิวจะกล้าพาเจียงหงหนิงบุกมาถึงโรงเรียนส่วนตัว!
โดยเฉพาะหลินจินเป่าเมื่อก่อนตอนอยู่บ้านตระกูลหลิน เขารังแกหลินหวั่นชิวเป็นประจำเช่นกันแต่ไม่ว่าเขาจะรังแกอย่างไร หลินหวั่นชิวก็ไม่กล้าส่งเสียง
ทั้งสองคนแอบปรึกษากันอยู่ด้านหลัง “ทำอย่างไรดี?”
หลินจินเป่าพูดด้วยความเดือดดาล “ไม่ยอมรับ บอกไปว่าไอ้ยาจกไม่มีพ่อแม่นั่นไม่มีเงิน”
สวีตัวเป่าพยักหน้า “อื้มหากท่านอาจารย์ไม่เชื่อก็ให้ไปถามผู้คนที่หมู่บ้าน”
เชิงอรรถ
[1] ซิ่วไฉ(秀才) ชื่อของผู้ที่สอบเคอจวี่ผ่านในระดับท้องถิ่น(หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด)
[2] ฟู่เหริน(妇人) คำเรียกสตรีที่แต่งงานแล้ว