โจวเจียอี้เดินไปเดินมาตามตลาด เขาหมายว่าจะหาโรงเตี๊ยมสักแห่งเพื่อพักผ่อนก่อนจะเดินทางต่อไปยังภาคกลางแล้วมุ่งหน้าต่อไปยังเขาอัคนีซึ่งเป็ที่ตั้งของพรรคเปลวอัคคี
“เสี่ยวเอ้อ ข้าขอน้ำชาและหมั่นโถว” โจวเจียอี้กล่าว
โจวเจียอี้มองไปยังรอบๆ บริเวณของโรงเตี๊ยม แล้วได้ยินผู้คนที่นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมพูดคุยกันว่า “เมื่อคืนนี้มีการลอบโจมตีสำนักชีอันขึ้น” เมื่อโจวเจียอี้ได้ยินดังนี้จึงคิดในใจว่า ‘เหตุการณ์เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ แต่ข่าวสะพัดไปเร็วมากถึงเพียงนี้เลยหรือ’
เมื่อเสี่ยวเอ้อนำอาหารมามอบแก่โจวเจียอี้ เขาจึงถามเสี่ยวเอ้อว่า “เสี่ยวเอ้อ ท่านทราบเื่ที่สำนักชีอันโดนถล่มหรือไม่”
“ท่านจอมยุทธ์ ข้าน้อยได้ยินมาว่า เมื่อคืนสำนักชีอันถูกพรรคหงส์เหินฟ้าโจมตี ข้าน้อยเองก็ไม่รู้จริงเท็จประการใด” เสี่ยวเอ้อกล่าว
“ขอบคุณท่านมาก รบกวนท่านหาห้องพักให้ข้าสักห้องได้หรือไม่” โจวเจียอี้กล่าวก่อนะจหยิบเงินในเสื้อออกมาจำนวนหนึ่ง
เสี่ยวเอ้อรับเงินจำนวนนั้นมาพร้อมกล่าวว่า “มีห้องว่างอยู่ห้องหนึ่ง ข้าน้อยจะไปจัดเตรียมให้ท่าน”
จากนั้นเมื่อโจวเจียอี้ขึ้นไปบนห้องพักแล้ว เขาเดินเข้าไปนั่งที่ริมหน้าต่าง สายตามองลงมายังเบื้องล่างที่มีทางเดินผ่านหน้าโรงเตี๊ยม ดวงตาของเขากลับเห็นบางอย่างที่เขารู้สึกว่ามันช่างหุ้นหูคุ้นตา คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนเพิ่งจะเห็นไม่นานมานี้ เปลือกตาเขาเบิกกว้างก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า “นั่นมันแม่นางคนเมื่อคืนนี่”
เขารีบลงจากโรงเตี๊ยมทางหน้าต่าง เพื่อเดินตามหญิงสาวคนหนึ่งไปอย่างไม่ให้คลาดสายตา หญิงสาวนางนั้นหน้าตาช่างคล้ายกับโจรสาวที่บุกไปสำนักชีอันเมื่อคืนนี้ หญิงสาวเดินหลบไปในบริเวณหลังตึกหนึ่งซึ่งมีลานกว้างอยู่ โจวเจียอี้รีบติดตามไปอย่างไม่ลังเล
ทันใดนั้นก็มีอาวุธลับพุ่งตรงมายังโจวเจียอี้ เขาใช้กระบี่ที่ยังไม่ถอดฝักปัดการลอบจู่โจมนั้นได้ทันท่วงที ก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า “เ้าเป็ใคร เหตุใดจึงต้องลอบทำร้ายข้า”
“ข้าควรจะถามมากกว่าว่าท่านเป็ใคร ทำไมถึงเดินตามข้า” หญิงสาวนางนั้นกล่าว นางเดินออกมาจากมุมตึก พร้อมถือดาบ ปลายดาบชี้ตรงมายังโจวเจียอี้
โจวเจียอี้ตะลึงในความงามของนางอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “เป็เ้าจริงๆด้วย เป็เ้าที่บุกไปสำนักชีอัน เ้าทำไปเพื่ออะไร”
“ท่านเองก็มิใช่คนของสำนักชีอัน ทำไมถึงคิดเป็เดือดเป็ร้อนแทนกันถึงเพียงนี้” หญิงนางนั้นกล่าว
“แม้ข้าจะไม่ใช่คนของชีอัน แต่เมื่อคืนข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็เพราะเ้า” โจวเจียอี้พูด
“เลิกพล่ามได้แล้ว รับดาบ!” แม่นางคนนั้นกล่าว ก่อนจะใช้ดาบฟันเข้ากลางหัวของเจียอี้ โจวเจียอี้ตั้งกระบี่ขวางรับเอาไว้ แม่หญิงใช้ขาถีบเข้าใส่ตัวของเจียอี้ โจวเจียอี้หมุนตัวหลบและหมุนวนไปยังหลังของแม่นาง ก่อนจะนำฝักกระบี่จิ้มศีรษะของนางจากทางด้านหลัง
“สถานการณ์เป็เช่นนี้ เ้าจะสู้อยู่หรือไม่” โจวเจียอี้กล่าว
แม่หญิงนางนั้นคิดขึ้นในใจว่า ‘หากกระบี่ถูกถอดออกจากฝัก ชีวิตข้าคงจบสิ้นแล้วแน่ๆ’ จากนั้นเธอจึงพูดว่า “หากว่าท่านมีไมตรีไว้ชีวิตข้า ข้าก็คงไม่คิดจะต่อสู้กับท่านอีก”
โจวเจียอี้ลดกระบี่ลง แล้วพูดว่า “เ้าเป็ใคร แล้วเมื่อคืนบุกไปสำนักชีอันเพื่ออะไร”
แม่หญิงนางนั้นหันหน้ามาหาโจวเจียอี้และกล่าวว่า “ท่าน้าทราบเื่ราวจากข้า ทำไมไม่หาที่คุยดีๆเล่า จะให้ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างข้ายืนตากแดดเป็ลมอยู่ตรงนี้หรือยังไง”
โจวเจียอี้มองหน้าหญิงนางนั้น ก่อนจะนึกถึงคำมารดาว่า ‘ผู้หญิง ยิ่งงาม ยิ่งอันตราย’ จากนั้นเขาจึงได้ใช้นิ้วเข้าสะกัดจุดแม่หญิงนางนั้นไว้ทันที
“ท่านจะทำอะไรข้า” แม่หญิงนางนั้นพูด
“ข้าจะพาเ้าไปนั่งคุยที่โรงเตี๊ยม จะได้ไม้ต้องตากแดดให้มากมาย” โจวเจียอี้กล่าว ก่อนเดินเข้าไปหาแม่หญิงคนนั้นและช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้ม แม่หญิงนางนั้นใเป็อันมาก ไม่คิดว่าโจวเจียอี้จะทำถึงเพียงนี้ นางครุ่นคิดขึ้นมาภายในใจว่า ‘ชายผู้นี้หน้าตาก็ดี แต่ทำไมถึงทำตัวได้น่ารังเกียจถึงเพียงนี้’ และเมื่อโจวเจียอี้พานางมายั่งโรงเตี๊ยมแล้วก็ได้คลายจุดออก ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งยังโต๊ะในสุด
“ท่านชื่อแซ่อะไร เหตุใดถึงล่วงเกินข้าพเ้าถึงเพียงนี้” หญิงนางนั้นกล่าว
“ขออภัยแม่นางที่ล่วงเกิน ข้าแซ่โจว นามเจียอี้ ข้าไม่ทันได้คิดว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันไม่เหมาะไม่ควร แล้วท่านเล่ามีแซ่มีนามว่าอะไร” โจวเจียอี้พูด
“ข้าแซ่จ้าว ชื่อเล่อจิน” จ้าวเล่อจินพูด จากนั้นเธอก็พูดขึ้นมาว่า “โจวเจียอี้ ท่าน้าอยากรู้ใช่มั้ยว่าทำไมข้าพเ้าถึงบุกไปยังสำนักชีอันเมื่อคืนนี้”
“ข้าเพียงแค่อยากรู้ถึงความแค้นในตัวเ้ากับสำนักชีอันเท่านั้น” โจวเจียอี้กล่าว
“ทำไมข้าพเ้าถึงต้องบอกท่านด้วย เมื่อสักครู่ท่านเองก็เกือบจะสังหารข้าพเ้า ข้าพเ้าเปลี่ยนเป็แค้นท่านไม่ดีกว่าหรือ” จ้าวเล่อจินกล่าว
โจวเจียอี้มองหน้าหญิงสาววัยสิบหกปีครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นมาว่า “เสี่ยวเอ้อ!”
ทันใดนั้นบริกรของร้านก็เข้ามาทันที แล้วโจวเจียอี้ก็พูดกับบริกรว่า “เสี่ยวเอ้อ ท่านจงจัดอาหารมาต้อนรับแม่นางจ้าว”
“ท่านคิดจะใช้อาหารมาหลอกล่อข้าพเ้าให้บอกงั้นรึ หรือว่าท่าน้าจะอวดร่ำอวดรวยกันแน่ ถ้าเป็เช่นนั้นข้าพเ้าก็จะไม่เกรงใจ” จ้าวเล่อจินกล่าว ก่อนเธอจะหันบอกบอกเสี่ยวเอ้อว่า “เสี่ยวเอ้อ ข้าพเ้า้า แพะตุ๋น น่องกวางทอด นกกระทานึ่ง และไก่ขอทาน อ้อ! จะต้องมีผลไม้ด้วย ข้าพเ้าขอเป็ผลไม้ตามฤดูกาลสี่อย่างแล้วแต่ท่านจะเลือกสรรค์ และขอพุทรากับองุ่นด้วย และขอเหล้าหนึ่งไหมารับรองชายผู้นี้ด้วย”
โจวเจียอี้มองหน้าจ้าวเล่อจินก่อนกล่าวว่า “นี่เ้าสั่งมากินหรือสั่งมาทำอะไร ทำไมมันมากมายเพียงนี้”
“เมื่อสักครู่ท่านล่วงเกินข้าพเ้าไปตั้งมากมาย ท่านพาข้าพเ้ามาเลี้ยงอาหารแค่นี้มันไม่พอกับที่ท่านได้ทำลงไปด้วยซ้ำ” จ้าวเล่อจินพูด
“ข้าล่วงเกินอะไรเ้า” โจวเจียอี้กล่าวด้วยอย่างไม่รู้ความ
“ท่านยังมีหน้ามาพูด สตรีอย่างข้าพเ้าถูกชายอย่างท่านจับเนื้อต้องตัวถึงเพียงนั้น รู้ถึงไหนอายถึงนั่น” จ้าวเล่อจินกล่าว
“แม่นางจ้าว ข้าไม่ได้ตั้งใจ โปรดจงอภัยให้ข้าด้วย” โจวเจียอี้กล่าว
“ถ้าหากอาหารที่ท่านพาข้าพเ้ามามันอร่อยถูกปากข้าพเ้า ข้าพเ้าก็อาจจะยกโทษให้ท่านได้” จ้าวเล่อจินกล่าว
“งั้นเชิญเ้าสั่งอาหารตามสะดวกได้เลย” โจวเจียอี้กล่าว และเขาก็มองหาบริกรและพูดว่า “เสี่ยวเอ้อ ช่วยเร่งจัดอาหารตามที่แม่นาง้าด้วยเถิด”
“ได้ขอรับ ท่านจอมยุทธ์” เสี่ยวเอ้อกล่าว ก่อนจะเดินจากไปและกลับมาพร้อมอาหารตามที่จ้าวเล่อจินได้สั่งไว้
จ้าวเล่อจินรินเหล้าใส่จอกให้แก่โจวเจียอี้และกล่าวว่า “เชิญท่าน” จากนั้นเธอจึงรับประทานอาหารที่เธอสั่งทีละอย่างก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “อาหารที่ท่านให้ข้าพเ้ากินนั้น รสชาติแย่ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ที่ข้าพเ้าเคยได้กินมาทั้งชีวิต เห็นทีว่าข้าพเ้าคงให้อภัยท่านไม่ได้แล้ว”
“ถ้างั้น เ้าจะสั่งอย่างอื่นหรือไม่ หรือว่าจะเปลี่ยนโรงเตี๊ยมข้าก็ไม่ขัดข้อง” โจวเจียอี้กล่าว
“ไม่ต้องหรอก ข้าพเ้าเสียดายเงินแทนท่าน ไม่ว่าจะยังไงข้าพเ้าก็ไม่้าจะให้อภัยท่านอยู่แล้ว อย่าได้พยายามเลย” จ้าวเล่อจินกล่าว ก่อนเธอจะรินเหล้าให้แก่โจวเจียอี้อีกครั้ง และกล่าวว่า “เชิญท่านดื่มเถิด คิดเสียว่านี่เป็การดื่มไถ่โทษที่ล่วงเกินข้าพเ้า”
โจวเจียอี้รับจอกเหล้ามาดื่มอย่างไม่ลังเล จ้าวเล่อจินแม้ปากจะบอกว่าไม่ถูกใจอาหารของที่นี่ แต่เธอก็กินมันอย่างไม่หยุดปาก ราวกับว่าคำพูดที่เธอบอกโจวเจียอี้ไปนั้น แท้จริงแค่กล่าวหลอกเพื่อให้เขาหลงกลอะไรบางอย่าง
หลังจากที่โจวเจียอี้ดื่มเข้าไปหลายต่อหลายจอก เขาก็เริ่มมีอาการวิงเวียน แม้เหล้าปริมาณแค่นี้ไม่เคยทำร้ายเขาได้เลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้แม้ปริมาณน้อยนิดแต่ก็ทำให้เขาเพลี้ยงพล้ำได้ โจวเจียอี้รู้ตัวทันทีว่าถูกแม้นางจ้าวเล่อจินวางยาเข้าซะแล้ว แต่ถึงรู้อย่างนั้นมันก็ไม่ทันการณ์ เขาล้มฟุบลงกับโต๊ะทันที
“นี่เป็อีกครั้งแล้วสินะ ที่ท่านพ่ายแพ้ต่อสตรี ไม่สิ ท่านพ่ายแพ้ต่อข้าพเ้า โจวเจียอี้ ข้าพเ้าจะจำชื่อท่านไว้ว่าท่านเคยทำให้ข้าพเ้าสนุกขนาดไหน วันนี้ข้าพเ้าขอลา” จ้าวเล่อจินกล่าวก่อนจะเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
จ้าวเล่อจินเดินมาหยุดที่ม้าแดงของโจวเจียอี้ที่ผูกเอาไว้หน้าโรงเตี๊ยม เธอเดินเข้าไปหาม้าตัวนั้นและลูบมันเบาๆ ก่อนจะกล่าวว่า “เ้าของเ้าเลี้ยงดูเ้ายังไงถึงได้ปล่อยให้ผอมลีบเพียงนี้ หากข้าจะพาเ้าไปจากเ้าจอมยุทธ์มากตัณหาผู้นั้น เ้ายินดีจะตามข้าไปหรือไม่”
จ้าวเล่อจินได้คลายเชือกที่ผูกม้าแดงเอาไว้ออก จากนั้นเธอก็ขึ้นไปขี่ม้าตัวนั้น จริงๆแล้วม้าแดงตัวนี้นั้นไม่ให้ใครขึ้นมาขี่หลังเลยสักคน มีเพียงแค่คนเดียวที่สามารถขี่ได้นั่นคือโจวเจียอี้ แต่ครั้งนี้กลับประหลาด มันยอมให้จ้าวเล่อจินขี่ได้โดยไม่แสดงอาการต่อต้านแม้เพียงน้อย จากนั้นเธอก็ควบม้าแดงของโจวเจียอี้จากไป