การเดินทางร่วมกับสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำเป็เื่น่าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าที่เย่ซิงเคยจินตนาการไว้ ไป๋หลุน เด็กหนุ่มผู้มีนามว่า 'ปัญญาอันบริสุทธิ์' แต่กลับมีสติปัญญาเทียบเท่าก้อนหิน บ่นพึมพำถึงความเ็ปที่ขาของเขาแทบจะทุกสิบก้าวที่เดิน ร่างกายที่อ่อนแอของเขาทำให้การเดินทางล่าช้าลงอย่างมาก
"โอ๊ย!!เย่ซิงพี่ชายว่าเราพักกันก่อนดีไหม" ไป๋หลุนทรุดตัวลงนั่งพิงกับต้นไม้ ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เย่ซิงหยุดเดินและหันกลับมามองด้วยแววตาเรียบเฉย เขามองไปที่าแของไป๋หลุน ผ้าที่พันไว้เริ่มมีสีคล้ำซึมออกมาและส่งกลิ่นไม่ดีจางๆ หากปล่อยไว้แบบนี้ อีกไม่นานแผลคงจะเน่าและเด็กหนุ่มคนนี้ก็จะตายกลายเป็ "แหล่งข้อมูล" ที่ไร้ประโยชน์
"น่ารำคาญสิ้นดี" ความคิดนั้นผุดขึ้นในใจของเย่ซิง แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ประโยชน์จากมนุษย์ผู้นี้ การปล่อยให้ตายตอนนี้ก็ดูจะสิ้นเปลืองเกินไป
"ทางนี้" เย่ซิงเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในพงไม้ที่หนาทึบ ไป๋หลุนมองตามอย่างงุนงงแต่ก็กัดฟันพยุงตัวเองให้เดินตามไปอย่างทุลักทุเล ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงที่หมาย มันคือกระท่อมไม้เก่าซอมซ่อของนายพรานที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี หลังคาพังไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังดีพอที่จะใช้เป็ที่กำบังลมและน้ำค้างในยามค่ำคืนได้
"เ้า...เ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีที่นี่" ไป๋หลุนถามด้วยความประหลาดใจ เย่ซิงไม่ตอบ เขาเดินเข้าไปในกระท่อมและเริ่มสำรวจราวกับเป็บ้านของตนเอง เมื่อเข้ามาข้างในแล้ว ไป๋หลุนก็พยายามทำตัวให้เป็ประโยชน์ตามประสาพี่ชายที่แสนดี "เดี๋ยวพี่ชายจะก่อไฟให้เอง เ้าจะได้อบอุ่น!" เขาประกาศอย่างแข็งขัน ก่อนจะเริ่มเก็บเศษไม้ที่ชื้นแฉะในกระท่อมมากองรวมกันและพยายามใช้หินจุดไฟอย่างเงอะงะ
กึก กึก แกร๊ก
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม สิ่งที่ไป๋หลุนทำได้ก็มีเพียงควันไฟจางๆ ที่ทำให้แสบตากับเสียงหินกระทบกันเท่านั้น
เย่ซิงที่นั่งมองอยู่นานทนดูความน่าสมเพชต่อไปไม่ไหว เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหยิบเศษไม้แห้งสนิทสองสามชิ้นที่มุมห้องซึ่งไป๋หลุนมองข้ามไป จากนั้นก็ทำในสิ่งที่เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์ เขารวบรวมสมาธิเล็กน้อย ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ประกายไฟสีดำขนาดจิ๋วก็พลันปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วและตกลงบนกองไม้
พรึ่บ!
ไฟลุกโชนขึ้นมาในทันที ให้ทั้งแสงสว่างและความอบอุ่น ไป๋หลุนอ้าปากค้าง ตะลึงงันกับภาพที่เห็น "เมื่อ...เมื่อกี้เ้าทำได้อย่างไร! นั่นมัน...วิชาลมปราณรึ?"
"พื้นฐานการควบคุมพลังงาน" เย่ซิงตอบส่งๆ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่มุมของตน ทิ้งให้ไป๋หลุนนั่งสับสนอยู่กับความคิดของตัวเอง เด็กกำพร้าที่ไม่มีพลังยุทธจะควบคุมพลังงานได้เชี่ยวชาญขนาดนี้ได้อย่างไร? ความสงสัยในใจของเขาเริ่มก่อตัวหนาแน่นขึ้น
เมื่อรัตติกาลมาเยือน อาการของไป๋หลุนก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว าแที่อักเสบทำให้เขามีไข้สูง ตัวร้อนราวกับไฟและเริ่มไม่ได้สติ
"ท่านพ่อ... ข้าซ่อนมันไว้ดีแล้ว... พวกมัน... พวกมันจะหาไม่เจอ..." ไป๋หลุนเริ่มละเมอพึมพำออกมาเป็คำพูดที่ไม่ปะติดปะต่อกัน เย่ซิงขยับเข้าไปใกล้เพื่อฟังให้ชัดเจนขึ้น
"แผนที่... ต้องส่งให้ถึงมือ... ท่านเ้าเมืองเฟิงหวา... ปกป้อง... 'กุญแจ'..."
"แผนที่? กุญแจ?" เย่ซิงขมวดคิ้ว ความลับที่เด็กหนุ่มคนนี้แบกรับดูเหมือนจะน่าสนใจกว่าที่เขาคาดไว้
ไข้ของไป๋หลุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจเริ่มติดขัด หากปล่อยไว้ถึงเช้าคงจะกลายเป็ศพไปจริงๆ เย่ซิงชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจว่าจะรักษาเด็กหนุ่มคนนี้ไว้ อย่างน้อยก็จนกว่าจะได้ข้อมูลทั้งหมดที่้า เขาเดินออกจากกระท่อมไปในความมืดมิดของพงไพรยามค่ำคืน การเคลื่อนไหวของเขาราบกับภูตพรายไร้เสียง
ป่าในยามค่ำคืนเต็มไปด้วยอันตราย แต่สำหรับเย่ซิง มันคือสวนหลังบ้าน ความทรงจำระดับจักรวาลทำให้เขารู้จักพืชพรรณทุกชนิดบนโลกใบนี้ดียิ่งกว่านักสมุนไพรที่เก่งที่สุด เขาเดินผ่านต้นไม้มีพิษและเห็ดเรืองแสงที่เป็อันตรายไปอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหยุดลงที่พืชสามชนิดที่คนธรรมดาคงคิดว่าเป็เพียงวัชพืช ‘หญ้าจันทราเย็น’ ที่เติบโตได้เฉพาะในที่ที่แสงจันทร์ส่องถึง, ‘รากโลหิตอสูร’ ที่มักจะขึ้นใกล้กับที่ที่สัตว์อสูรตาย, และ ‘ใยแมงมุมหิน’ ที่ดูเหมือนหยากไย่แต่กลับแข็งราวกับเหล็ก
เย่ซิงเก็บสมุนไพรทั้งสามอย่างละเล็กน้อย กลับมาที่กระท่อม ใช้หินบดพวกมันเข้าด้วยกันจนกลายเป็ยาพอกสีดำสนิทที่มีกลิ่นฉุนรุนแรง เขาเปิดผ้าพันแผลเก่าของไป๋หลุนออก เผยให้เห็นาแที่เริ่มเน่าและส่งกลิ่นเหม็น ก่อนจะโปะยาพอกนั้นลงไปบนแผลโดยไม่ลังเล
เวลาผ่านไปจนใกล้รุ่ง...
ไป๋หลุนค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เขาััได้คือความเ็ปที่ขาทุเลาลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ ความร้อนจากพิษไข้หายไปจนหมดสิ้น เขาลองขยับตัวและพบว่าตัวเองมีเรี่ยวแรงกลับมาแล้ว เขารีบก้มลงดูาแของตัวเองและก็ต้องใอีกครั้ง แผลที่ควรจะเน่าเปื่อยกลับดูสะอาด รอยอักเสบแดงช้ำหายไปเกือบหมด เหลือเพียงร่องรอยของยาพอกสีดำที่แห้งกรังติดอยู่
มันเป็ไปได้อย่างไร? ยาชนิดไหนกันที่จะมีสรรพคุณสูงส่งถึงเพียงนี้ได้? สายตาของเขากวาดไปรอบกระท่อม และก็เห็นเด็กน้อยคนนั้น เย่ซิง นั่งกอดเข่าอยู่ข้างกองไฟที่ใกล้จะมอด แสงไฟริบหรี่สะท้อนในดวงตาสีนิลของเด็กคนนั้น ทำให้มันดูลึกล้ำเกินหยั่งถึง
ความทรงจำทุกอย่างพลันปะติดปะต่อกันในหัวของไป๋หลุน ท่าทีที่ใจเย็นเกินเด็ก ทักษะการเอาตัวรอดในป่า การจุดไฟด้วยปลายนิ้ว และตอนนี้ความรู้ด้านสมุนไพรที่ราวกับเทพโอสถกลับชาติมาเกิด
เด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา
ไป๋หลุนรวบรวมความกล้าทั้งหมด จ้องมองไปยังเด็กน้อยที่นั่งนิ่งไม่ไหวติง และเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ทั้งสั่นเครือและจริงจัง
"เย่ซิง... เ้า... เป็ใครกันแน่?"
คำถามของไป๋หลุนลอยค้างอยู่กลางอากาศที่เย็นเยียบภายในกระท่อม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน ความหวาดระแวง และความกลัวที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป เด็กน้อยตรงหน้าเขามีบางอย่างที่ผิดปกติอย่างร้ายแรง
เย่ซิงไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที ดวงตาสีนิลของเขายังคงจ้องมองเปลวไฟอย่างสงบนิ่ง ราวกับว่าคำถามของไป๋หลุนเป็เพียงเสียงลมที่พัดผ่านไปเท่านั้น ความเงียบนั้นน่าอึดอัดยิ่งกว่าคำขู่ใดๆ
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็หันหน้ามามองไป๋หลุนช้าๆ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้มองมาที่ไป๋หลุนโดยตรง แต่เป็ความมืดที่อยู่นอกกระท่อม
"การรู้ว่าข้าเป็ใคร" เย่ซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจนน่าขนลุก "สำคัญมากกว่าการมีชีวิตรอดหรือ และที่สำคัญ ตอนนี้มีคนกำลังจะมาฆ่าเรา"
"ว่า... ว่าไงนะ?" ไป๋หลุนเบิกตากว้าง
เย่ซิงไม่พูดซ้ำ เขาเพียงแค่พยักพเยิดไปทางประตูที่พังครึ่งหนึ่ง ในความเงียบงันของผืนป่า ไป๋หลุนพยายามเงี่ยหูฟังและแล้วเขาก็ได้ยินมัน เสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้แห้งและเสียงพูดคุยแ่เบาของคนกลุ่มหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา
พวกโจรนั่น! พวกมันตามมา!
ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจของไป๋หลุนทันที เขาลืมเื่ความสงสัยในตัวเย่ซิงไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณที่จะเอาชีวิตรอด
"ต้อง... ต้องทำอย่างไรดี" เขากระซิบถามเสียงสั่น
"เงียบ" เย่ซิงสั่งสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ผนังอีกด้านของกระท่อม "และทำตามที่ข้าสั่งทุกอย่าง ถ้าเ้ายังอยากมีลมหายใจ" ไป๋หลุนที่ตอนนี้หวาดกลัวโจรมากกว่าเด็กน้อยปริศนา ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว การไล่ล่าเริ่มต้นขึ้นในความมืด เย่ซิงนำทางไป๋หลุนหลบหนีออกจากกระท่อมผ่านทางช่องโหว่ด้านหลังได้อย่างเงียบเชียบ พวกเขาวิ่งลึกเข้าไปในป่าทึบโดยมีเสียงะโไล่หลังของพวกโจรดังตามมาเป็ระยะ
ไป๋หลุนทั้งเจ็บทั้งเหนื่อยจนแทบจะขาดใจ แต่เขาก็ต้องตกตะลึงกับเด็กน้อยที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้า ร่างเล็กๆ นั่นเคลื่อนไหวผ่านพงหนามและรากไม้อันซับซ้อนได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็ส่วนหนึ่งของป่า ทุกย่างก้าวดูเหมือนจะถูกคำนวณมาเป็อย่างดี ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่เขาจะสะดุดหรือส่งเสียงดังเกินความจำเป็ นี่ไม่ใช่ทักษะของเด็กหลงป่าแต่มันคือความเชี่ยวชาญของนักล่าผู้ช่ำชอง
"ทางนี้!" เย่ซิงกระซิบและดึงแขนไป๋หลุนให้เปลี่ยนทิศทางไปยังบริเวณที่เป็โขดหินสูงชัน
"แต่... แต่มันไม่มีทางไปต่อนะ!" ไป๋หลุนค้าน
เย่ซิงไม่สนใจ เขาพาไป๋หลุนปีนขึ้นไปบนชะง่อนหินที่สูงพอจะซ่อนตัวได้ ก่อนจะทำสัญญาณให้เงียบเสียงลง
ไม่นานนัก กลุ่มโจรประมาณสี่คนก็วิ่งตามมาถึงบริเวณด้านล่าง พวกมันหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าร่องรอยมาสิ้นสุดที่หน้าผาหิน
"บ้าเอ๊ย! พวกมันหายไปไหนแล้ว" โจรคนหนึ่งสบถอย่างหัวเสีย
"มันต้องปีนขึ้นไปแน่ๆ แยกย้ายกันหา!" หัวหน้าโจรออกคำสั่ง
แต่ก่อนที่พวกมันจะได้ทันแยกย้าย...
กรรรซ์!
เสียงคำรามทุ้มต่ำที่ราวกับหินผากำลังแตกดังสนั่นก้องกังวานมาจากปากถ้ำมืดที่อยู่ไม่ไกลนัก เงาดำทะมึนขนาดใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากความมืด เผยให้เห็นร่างของพยัคฆ์เกล็ดศิลาอย่างเต็มตา มันไม่ใช่แค่เสือโคร่งธรรมดา แต่มีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเสียอีก ทั่วทั้งร่างของมันปกคลุมด้วยเกล็ดหินสีเทาเข้ม หนาหนัก ซ้อนทับกันแน่นราวกับเกราะที่สร้างจากธรรมชาติ บางส่วนของเกล็ดมีรอยแตกและมีมอสสีเขียวเข้มขึ้นแซม บ่งบอกถึงอายุขัยที่ยาวนาน ดวงตาสีส้มแดงคล้ายลาวาหลอมเหลวลุกโชนในความมืด จ้องมองพวกโจรด้วยความโกรธเกรี้ยว เขี้ยวหินออบซิเดียนสีดำขลับ ยาวเฟื้อยยื่นออกมาจากปากที่กว้าง หนวดเส้นแร่เงินสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อมันสูดดมกลิ่นของผู้บุกรุก ทุกย่างก้าวของมันหนักแน่น ทำให้พื้นดินสั่นะเืเบาๆ พร้อมกับเสียง "ครืด... คราด..." จากเกล็ดหินที่เสียดสีกัน
พวกโจรมองเห็นมันก็หน้าซีดเป็ไก่ต้ม "แย่แล้ว! นี่มันถ้ำของพยัคฆ์เกล็ดศิลา!"
ไป๋หลุนที่ซ่อนตัวอยู่้าถึงกับกลั้นหายใจ เขามองไปที่เย่ซิงด้วยความตกตะลึง เด็กคนนี้ไม่ได้พาเขาหนีมาทางตัน แต่ตั้งใจล่อโจรพวกนี้มาหาความตายั้แ่แรก!
การต่อสู้เบื้องล่างจบลงอย่างรวดเร็วและน่าสยดสยอง เสียงกรีดร้องของพวกโจรและเสียงคำรามของพยัคฆ์อสูรดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง เหลือเพียงพยัคฆ์เกล็ดศิลาที่าเ็เล็กน้อยและซากศพของกลุ่มโจรที่แหลกเหลว หลังจากที่พยัคฆ์อสูรเดินกลับเข้าถ้ำของมันไปแล้ว เย่ซิงก็ปีนลงจากชะง่อนหินอย่างใจเย็น เขาเดินเข้าไปในสนามรบที่ยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเืโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ไป๋หลุนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งหวาดกลัว สับสน และรู้สึกขอบคุณที่รอดชีวิตมาได้ เขากำลังจะปีนลงไปขอบคุณเด็กน้อย แต่ภาพที่เขาเห็นต่อมาก็ทำให้ต้องหยุดชะงัก เย่ซิงเดินไปที่ซากศพของโจรคนหนึ่งและเริ่มค้นหาของมีค่าอย่างเืเย็น เขาหยิบถุงเงินและของกระจุกกระจิกออกมาโดยไม่ลังเล จากนั้นเขาก็เดินไปที่ซากศพของโจรอีกคนทำเช่นเดียวกัน ราวกับว่านี่เป็เื่ปกติ ราวกับว่าเขาคือหมาป่าที่กำลังเก็บกินซากเหยื่อ
หลังจากเก็บของจากพวกโจรเสร็จ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นซากของสัตว์อสูรคล้ายหมูป่าตัวหนึ่งนอนตายอยู่ใกล้กับซากเกวียน มันน่าจะเป็สัตว์อสูรที่พวกโจรใช้ลากสัมภาระและถูกลูกหลงจากการต่อสู้เมื่อครู่ เขาวางมือลงบนซากนั้นและดูดซับดวงธาตุลมปราณออกมาอย่างเชี่ยวชาญ
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เย่ซิงก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับไป๋หลุนที่ยังคงอยู่บนชะง่อนหิน
"ตอนนี้เ้ามีสองทางเลือก" เย่ซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เ็าเหมือนเดิม แต่คราวนี้มันกลับแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้ไป๋หลุนรู้สึกเหมือนถูกงูจ้องมอง
"หนึ่ง ตามข้ามาและทำตัวให้มีประโยชน์"
"สอง อยู่ที่นี่แล้วรอเป็อาหารของตัวต่อไป"
ไป๋หลุนกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก คำพูดสุดท้ายของเด็กน้อยยังคงก้องอยู่ในหู "อยู่ที่นี่แล้วรอเป็อาหารของตัวต่อไป" มันไม่ใช่คำขู่ แต่เป็คำตัดสินที่เยือกเย็นราวกับสัจธรรม
"ข้า... ข้าจะตามเ้าไป!" ไป๋หลุนะโตอบกลับไปในที่สุด เสียงของเขาสั่นเครือแต่ก็ดังพอที่จะได้ยิน "ข้าจะทำตัวให้มีประโยชน์!"
เย่ซิงที่อยู่เบื้องล่างเพียงแค่พยักหน้ารับช้าๆ ราวกับว่านี่คือผลลัพธ์เดียวที่เป็ไปได้อยู่แล้ว ก่อนจะหันหลังกลับไปโดยไม่รอช้า "ก็ตามมา" ไป๋หลุนรีบปีนลงจากชะง่อนหินอย่างทุลักทุเล พยายามก้าวตามร่างเล็กๆ ที่เดินลิ่วๆ หายเข้าไปในเงามืดของป่าราวกับภูตพราย ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเด็กคนนี้ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว จากผู้ปกป้อง กลายเป็ผู้ติดตามหรือบางทีอาจจะเป็แค่ทาสที่มีลมหายใจ
หลังจากหาที่พักที่ปลอดภัยพอจะซ่อนตัวได้ในคืนนั้น รุ่งเช้าเย่ซิงก็ปลุกไป๋หลุนขึ้นมาด้วยการเตะเบาๆ ที่สีข้าง
"ตื่นได้แล้ว เครื่องมือที่ไร้ประโยชน์ที่สุดคือเครื่องมือที่เอาแต่นอน"
ไป๋หลุนสะดุ้งตื่นด้วยความใ ก่อนจะรีบพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ขะ...เข้าใจแล้ว แล้วเราจะทำอะไรกันต่อ?" เย่ซิงโยนสมุนไพรที่มีฤทธิ์ห้ามเืให้เขา "รักษาแผลของเ้าให้ดีขึ้นก่อน ข้า้าให้เ้าวิ่งได้"
หลังจากที่ไป๋หลุนทำแผลเสร็จ เย่ซิงก็เปิดเผยแผนการต่อไปที่ทำให้ชายหนุ่มถึงกับหน้าซีดเผือด
"เป้าหมายต่อไปของเราคือถ้ำของพยัคฆ์เกล็ดศิลาตัวนั้น"
"จะ...เ้าจะบ้าไปแล้วรึ!" ไป๋หลุนร้องเสียงหลง "นั่นมันสัตว์อสูรระดับหล่อแก่นแท้ขั้นเก้านะ! แค่รัศมีของมันก็แทบจะทำให้ข้าหัวใจวายตายแล้ว เราจะกลับไปที่นั่นทำไม!?"
"เพราะในถ้ำของมัน มีสิ่งที่ข้า้า" เย่ซิงตอบโดยไม่ใส่ใจในท่าทีตื่นตระหนกของไป๋หลุน "ข้าไม่ได้้าสู้กับมันตรงๆ แต่ข้า้าบางอย่างที่อยู่ข้างใน" เขาชี้ไปที่สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีใบเป็แฉกสีม่วงเข้ม "เ้าเห็นพืชชนิดนี้หรือไม่? มันเรียกว่า 'หญ้าล่ออสูร' กลิ่นของมันจะรุนแรงขึ้นเมื่อถูกบดและโดนความร้อน สัตว์อสูรส่วนใหญ่เกลียดกลิ่นของมัน แต่พยัคฆ์เกล็ดศิลากลับชอบมันมาก เพราะมันช่วยบรรเทาอาการปวดจากาแเก่าของมันได้"
แผนการของเย่ซิงนั้นเรียบง่ายแต่ก็บ้าบิ่นถึงขีดสุด เขาจะให้ไป๋หลุนนำหญ้าล่ออสูรไปก่อไฟที่บริเวณทิศตะวันออกของถ้ำเพื่อล่อให้พยัคฆ์เกล็ดศิลาออกจากรัง ส่วนตัวเขาจะใช้จังหวะนั้นลอบเข้าไปในถ้ำจากทิศตะวันตกเพื่อขโมยของที่้า
"นี่มันแผนฆ่าตัวตายชัดๆ!" ไป๋หลุนโวยวาย "ถ้ามันเห็นข้าเข้า ข้าได้กลายเป็เศษเนื้อแน่!"
"มันจะไม่เห็นเ้า" เย่ซิงพูดด้วยความมั่นใจ "เ้าแค่วางกองไฟไว้แล้วรีบหนีออกมาซ่อนตัวก็พอ ที่เหลือข้าจัดการเองหรือเ้าอยากจะลองทางเลือกที่สองที่ข้าเสนอให้เมื่อคืนนี้อีกครั้ง?"
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ไป๋หลุนหน้าซีดและยอมทำตามแต่โดยดี ปฏิบัติการเริ่มต้นขึ้นในอีกหนึ่งชั่วยามต่อมา ไป๋หลุนตัวสั่นราวกับลูกนก เขาค่อยๆ ย่องเอาหญ้าล่ออสูรที่ถูกบดแล้วไปวางไว้ใกล้กับปากถ้ำในทิศที่กำหนด ก่อนจะรีบจุดไฟแล้ววิ่งหนีไปซ่อนตัวหลังก้อนหินใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป
ไม่นานนักกลิ่นฉุนของสมุนไพรก็ลอยไปตามลม และเสียงคำรามทุ้มต่ำก็ดังออกมาจากถ้ำ ร่างมหึมาของพยัคฆ์เกล็ดศิลาเดินออกมาจากรังของมัน มันมองซ้ายมองขวาก่อนจะเดินไปยังทิศที่กองไฟอยู่เพื่อกินสมุนไพรนั้น
นั่นคือสัญญาณ
เย่ซิงที่ซ่อนตัวอยู่อีกฟากหนึ่งเคลื่อนไหวทันที เขาวิ่งเข้าไปในถ้ำที่ตอนนี้ไร้ผู้เฝ้าอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ ภายในถ้ำนั้นเหม็นอับไปด้วยกลิ่นสาบของอสูรและกลิ่นคาวเื มีเศษกระดูกของเหยื่อกองอยู่เต็มพื้น สายตาของเขาไม่ได้สนใจสิ่งเ่าั้ แต่กลับจับจ้องไปที่มุมหนึ่งของถ้ำ ที่นั่นมีสมุนไพรชนิดหนึ่งกำลังเติบโตอยู่ มันมีลักษณะคล้ายเห็ดหลินจือ แต่กลับมีสีเงินยวงและมีสายฟ้าสีม่วงเล็กๆ แลบแปลบปลาบอยู่บนผิวของมันเป็ครั้งคราว
"สมุนไพริญญาสายฟ้า เติบโตได้โดยการดูดซับพลังงานหยางสายฟ้าที่หลงเหลืออยู่ในดวงธาตุของเหยื่อที่พยัคฆ์เกล็ดศิลากินเข้าไป" นี่คือสิ่งที่เขาััได้ด้วยกลิ่นอายพลังงานั้แ่เมื่อวาน มันเป็สมบัติล้ำค่าที่สามารถช่วยฟื้นฟูและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ิญญาของเขาได้โดยตรง! เย่ซิงไม่รอช้า เขารีบเข้าไปเก็บมันอย่างระมัดระวัง แต่ในขณะที่เขากำลังจะออกจากถ้ำ...
กรรรซ์!!!
เสียงคำรามที่เกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิมดังขึ้นจากปากถ้ำ พยัคฆ์เกล็ดศิลากำลังวิ่งกลับมา! ดูเหมือนว่ามันจะรู้ตัวแล้วว่าถูกหลอก
"แย่แล้ว!"
เย่ซิงรีบวิ่งสวนออกไปทางช่องลมเล็กๆ อีกด้านหนึ่งของถ้ำที่เขาสังเกตไว้ก่อนแล้ว เขาได้ยินเสียงพยัคฆ์อสูรวิ่งไล่ตามมาติดๆ ทางด้านนอก ไป๋หลุนที่เห็นว่าพยัคฆ์อสูรวิ่งกลับเข้าไปในถ้ำด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวก็รู้ว่าแผนการผิดพลาดแล้ว เขากำลังจะวิ่งหนี แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเย่ซิงะโมาจากอีกทาง
"ไป๋หลุน! ผลักหินก้อนนั้น!"
ไป๋หลุนหันไปมองและเห็นว่าเย่ซิงกำลังวิ่งหนีออกมาจากช่องเล็กๆ โดยมีพยัคฆ์เกล็ดศิลาไล่ตามมาติดๆ และเหนือช่องทางออกนั้น มีก้อนหินขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะพร้อมจะร่วงลงมาได้ทุกเมื่อ
ไป๋หลุนเข้าใจแผนการในทันที เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดวิ่งเข้าไปใช้ร่างกระแทกและดันหินก้อนนั้นสุดชีวิต
ครืนนน!!!!!
หินก้อนใหญ่นั้นร่วงหล่นลงมาพอดีกับจังหวะที่เย่ซิงวิ่งผ่านไปได้ แต่พยัคฆ์เกล็ดศิลาที่ตามมากลับหนีไม่ทัน
โครม!!!
หินั์ไม่ได้ทับร่างของมันโดยตรง แต่มันถล่มลงมาปิดปากช่องทางออกนั้นไว้ ขังพยัคฆ์เกล็ดศิลาไว้ข้างในชั่วคราว เสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งของมันยังคงดังเล็ดลอดออกมาจากซอกหิน
"ไป!" เย่ซิงะโและออกวิ่งต่อทันที
ทั้งสองวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตจนกระทั่งแน่ใจว่าพ้นจากอาณาเขตของพยัคฆ์อสูรแล้วจึงได้ทิ้งตัวลงนอนหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน ไป๋หลุนมองไปที่เย่ซิงที่กำลังกำสมุนไพรสีเงินยวงไว้ในมือแน่น บัดนี้ในแววตาของเขาไม่ได้มีเพียงความหวาดกลัวอีกต่อไป แต่กลับมีความรู้สึกทึ่งและยำเกรงเข้ามาปะปนอยู่ด้วย แผนการที่บ้าบิ่นและดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้กลับสำเร็จลงได้จริงๆ ด้วยสติปัญญาของเด็กน้อยคนนี้