เสียงกลองยามดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
ตึง…
ตึง…
ตึง…
เสียงนั้นดังสลับกับฝีเท้าคนเดินขวักไขว่ เสียงกระซิบกระซาบวุ่นวาย และกลิ่นสมุนไพรฉุนจัดที่ลอยเข้าจมูกจนซูอวี่แทบอยากกลั้นหายใจ
นางขมวดคิ้วแน่น
ปวดหัว…
ไม่ใช่ปวดแบบอดนอนธรรมดา ไม่ใช่ปวดแบบนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป แต่เป็ความปวดชนิดที่เหมือนมีใครยกค้อนเหล็กขึ้นมาฟาดลงกลางกะโหลกซ้ำ ๆ จนสมองแทบกระเด็นออกจากร่าง
เดี๋ยวก่อนนะ
ค้อนเหล็ก?
ใครกล้าทำร้ายนักเขียนบทผู้บริสุทธิ์อย่างเธอ!
ซูอวี่จำได้ว่าเมื่อคืนนี้ เธอเพิ่งปิดคอมพิวเตอร์ตอนตีสองกว่า หลังจากนั่งเถียงกับนักอ่านในช่องคอมเมนต์เื่นิยายจีนโบราณเื่หนึ่งจนไฟแทบลุก
นิยายเื่นั้นชื่อว่า “ลิขิตบัลลังก์เหนือหิมะ”
พล็อตโดยรวมก็ไม่ได้แย่
มีราชวงศ์ มีการเมืองในวัง มีองค์ชาย่ชิงอำนาจ มีพระเอกผู้สูงส่ง มีนางเอกผู้บริสุทธิ์ และมีตัวร้ายผู้เ็า
แต่ปัญหาคือ…
พระเอกกลายเป็คนดีแบบไม่มีเหตุผล
นางเอกอ่อนแอจนชวนให้คนอ่านอยากปีนเข้าไปเขย่าไหล่
ตัวร้ายถูกใส่ร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีใครคิดจะถามเขาสักคำว่า “เ้าทำจริงหรือไม่”
ส่วนตัวประกอบทั้งหลายก็ตายเป็ใบไม้ร่วง ตายง่าย ตายไว ตายจนเหมือนผู้เขียนรีบเคลียร์พื้นที่ในเื่
โดยเฉพาะคุณหนูสามสกุลซู
ตัวประกอบผู้น่าสงสารที่ปรากฏตัวออกมาไม่ถึงสิบหน้า ก็ต้องตกน้ำตายระหว่างงานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ผลิ
ไม่มีบทอาลัย
ไม่มีใครจำได้
แม้แต่ชื่อยังถูกเอ่ยซ้ำเพียงครั้งเดียวในประโยคว่า
“คุณหนูสามสกุลซูช่างน่าสงสารนัก”
น่าสงสารอะไรเล่า!
นั่นเรียกว่าผู้เขียนี้เีปูบทต่างหาก!
“บทห่วยแตกแบบนี้ยังมีคนให้คะแนนห้าดาวได้อย่างไร!”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ซูอวี่พ่นออกมาก่อนกดปิดโทรศัพท์ แล้วฟุบหลับคาโต๊ะทำงานทั้งที่ไฟห้องยังเปิดอยู่
จากนั้น…
ไม่มีจากนั้นอีกเลย
ซูอวี่ลืมตาพรวด
สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานห้องเช่าสีขาว ไม่ใช่หลอดไฟ LED ที่เธอลืมปิด และไม่ใช่กองต้นฉบับที่ยังแก้ไม่เสร็จ
แต่เป็ม่านโปร่งสีครีมปักลายดอกเหมย
ผ้าม่านบางเบาพลิ้วไหวตามแรงลมอ่อน ๆ กลิ่นกำยานผสมสมุนไพรลอยอบอวลอยู่ในห้อง เครื่องเรือนรอบตัวล้วนทำจากไม้แกะสลักอย่างประณีต แจกัน กระถางธูป ฉากกั้น ล้วนดูแพงจนคนเงินเดือนธรรมดาอย่างเธอไม่กล้าแตะ
ซูอวี่กะพริบตา
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
ภาพตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยน
“ฉันยังไม่ตื่นอีกเหรอ…”
เสียงที่หลุดออกจากปากแ่เบา แต่กลับไม่ใช่เสียงของเธอ
น้ำเสียงนี้หวานกว่า นุ่มกว่า และฟังดูอ่อนเยาว์กว่ามาก
ซูอวี่ชะงัก
ก่อนที่นางจะทันได้คิดอะไรต่อ เสียงร้องดีใจก็ดังขึ้นข้างเตียง
“คุณหนูสาม! ท่านฟื้นแล้ว!”
หญิงวัยกลางคนในชุดโบราณรีบวิ่งเข้ามา ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา สีหน้าทั้งโล่งใจทั้งตื่นเต้นจนแทบจะคุกเข่าลงกับพื้น
“์เมตตา ในที่สุดท่านก็รู้สึกตัวเสียที บ่าวนึกว่า…บ่าวนึกว่าท่านจะ…”
พูดถึงตรงนี้หญิงผู้นั้นก็ยกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตา
ซูอวี่มองคนตรงหน้าอย่างงุนงง
ชุดโบราณ?
มวยผม?
ห้องแบบละครพีเรียด?
หรือว่าเมื่อคืนเธออ่านคอมเมนต์มากไปจนสมองสร้างฝันคุณภาพสูงระดับกองถ่ายซีรีส์?
ซูอวี่ค่อย ๆ ก้มมองตัวเอง
แขนเสื้อกว้างสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆ
ผ้าห่มไหมเนื้อนุ่ม
มือเรียวเล็กขาวซีดวางอยู่บนผืนผ้า
นิ้วมือเรียวสวย นุ่มนิ่ม ไม่มีรอยด้านจากการจับเมาส์ ไม่มีรอยปากกาจากการจดพล็อต ไม่มีแม้แต่รอยเล็บฉีกที่เธอเพิ่งบ่นไปเมื่อวาน
นี่ไม่ใช่มือของเธอ
แน่นอนว่าไม่ใช่
มือของเธอไม่เคยดูแพงขนาดนี้!
หัวใจซูอวี่เริ่มเต้นแรงขึ้น นางค่อย ๆ เงยหน้ามองกระจกทองเหลืองข้างเตียง
เงาในกระจกสะท้อนภาพหญิงสาวผู้หนึ่ง
ใบหน้าอ่อนหวาน ดวงตากลมโต ผิวขาวละเอียดราวหิมะแรกของฤดูหนาว ริมฝีปากซีดเล็กน้อยเพราะอาการป่วย แต่กลับยิ่งทำให้ดูบอบบางน่าทะนุถนอม
สวยมาก
สวยจนซูอวี่ในฐานะคนเขียนบทละครยังอยากเขียนคำบรรยายให้สักสามย่อหน้า
แต่ปัญหาคือ…
นั่นไม่ใช่หน้าเธอ!
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องดังลั่นห้อง
สาวใช้ที่ยืนถือชามยาอยู่ข้างเตียงสะดุ้งจนมือสั่น น้ำยาในชามกระฉอกออกมาเกือบครึ่ง
“คุณหนู! ท่านเป็อะไรไปเ้าคะ”
ซูอวี่ชี้ไปที่กระจกด้วยนิ้วสั่น ๆ
“กระจกนี่ของใคร”
สาวใช้ทั้งห้องชะงัก
หญิงวัยกลางคนตอบอย่างระมัดระวัง “ก็…ของท่านเ้าค่ะ”
“แล้วคนในกระจกเป็ใคร”
ทุกคนเงียบกริบ
บรรยากาศในห้องพลันเย็นเยียบลงทันที
สาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งหน้าซีดเผือด ก่อนจะรีบวิ่งออกไปนอกห้องพร้อมร้องเสียงดังลั่น
“แย่แล้ว! คุณหนูสามตกน้ำจนความจำเลอะเลือนแล้ว!”
ตกน้ำ?
คุณหนูสาม?
ซูอวี่นิ่งค้าง
สองคำนี้เหมือนมีใครเอากระดิ่งทองเหลืองมาตีใส่ข้างหู
ไม่ใช่สิ
สองคำนี้คุ้นเกินไป
คุ้นจนทำให้ขนหลังคอนางลุกชัน
ทันใดนั้น ความทรงจำแปลกประหลาดจำนวนมหาศาลก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก
สกุลซู
จวนแม่ทัพ
บิดาผู้เข้มงวด
พี่สาวสองคน
คุณหนูสามผู้มักถูกมองว่าอ่อนแอและไร้ความโดดเด่น
งานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ผลิ
ตกน้ำ
ไข้สูง
และหลังจากนั้นอีกสามเดือน…
ตาย
ซูอวี่รู้สึกเหมือนลมหายใจถูกดึงออกจากปอด
ไม่จริงน่า
ไม่มีทาง
เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายจริง ๆ หรือ?
ไม่ใช่ทะลุไปเป็นางเอก ไม่ใช่องค์หญิง ไม่ใช่สตรีผู้มีพร์ล้ำเลิศ แต่เป็คุณหนูสามสกุลซู
ตัวประกอบที่มีบทเพียงไม่กี่หน้า
ตัวประกอบที่ผู้เขียนใช้เป็บันไดปูเหตุการณ์
ตัวประกอบที่ตายั้แ่ต้นเื่
ตัวประกอบที่แม้แต่พระเอกยังจำชื่อไม่ได้!
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะคว้าข้อมือสาวใช้คนหนึ่งที่ยืนใกล้ที่สุด
“ตอนนี้ปีอะไร”
สาวใช้สะดุ้ง “ปีที่สิบหกแห่งรัชสมัยเทียนเซิ่งเ้าค่ะ”
“อีกสามเดือนจะมีงานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ผลิใช่หรือไม่”
สาวใช้พยักหน้าอย่างงุนงง “ใช่เ้าค่ะ งานล่าสัตว์จัดขึ้นทุกปี คุณหนูถามทำไมหรือเ้าคะ”
คำตอบนั้นเหมือนค้อนหนัก ๆ ทุบลงกลางอก
ซูอวี่ปล่อยมืออีกฝ่ายช้า ๆ
จบแล้ว
นี่ไม่ใช่ฝัน
ไม่ใช่ฉากถ่ายละคร
ไม่ใช่เกม VR
เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยาย “ลิขิตบัลลังก์เหนือหิมะ” จริง ๆ
และยังมาอยู่ในร่างของคุณหนูสามสกุลซู ตัวประกอบที่กำลังนับถอยหลังสู่ความตายในอีกสามเดือน
สามเดือน!
สามเดือนนี่มันนานพอให้ละครออนแอร์จบหนึ่งซีซัน แต่สั้นเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งได้ชีวิตใหม่!
ซูอวี่ยกมือกุมอก
“ไม่ได้…”
เสียงของนางแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ข้ายังไม่อยากตาย”
ในเมื่อรู้อนาคตล่วงหน้าแล้ว นางก็ต้องใช้ความรู้นี้ให้เป็ประโยชน์
กฎข้อแรกของการเอาชีวิตรอดในนิยายจีนโบราณคือ อย่าเข้าใกล้ตัวละครสำคัญ
กฎข้อสองคือ อย่าไปงานที่มีคำว่า เลี้ยง ชมดอก ล่าสัตว์ ชุมนุม หรือเทศกาล เพราะเก้าส่วนในสิบมักมีคนตาย ถูกใส่ร้าย หรือไม่ก็ถูกจับคู่แบบไม่เต็มใจ
กฎข้อสามคือ อยู่เงียบ ๆ กินดีนอนดี ทำตัวเป็คุณหนูในเรือนลึก แล้วรอจนเนื้อเื่หลักผ่านไป
ง่ายมาก
ง่ายเสียจนซูอวี่เกือบอยากปรบมือให้ตัวเอง
นางจะไม่ไปงานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ผลิ
จะไม่เข้าไปพัวพันกับเื่ในวัง
จะไม่ทำตัวโดดเด่น
และที่สำคัญที่สุด…
ต้องอยู่ให้ห่างจากบุรุษผู้นั้น
เซียวอ๋อง
ตัวร้ายผู้เป็ดั่งพายุหิมะในนิยายต้นฉบับ
หกอ๋องแห่งราชวงศ์เทียนเซิ่ง บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาจนผู้คนไม่กล้าสบตานานเกินไป แต่มีหัวใจเ็าจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
ในต้นฉบับ เขาถูกใส่ร้ายว่าเป็ฏ ถูกวังหลวงผลักไส ถูกขุนนางรุมเหยียบย่ำ จนสุดท้ายกลายเป็คนที่โค่นล้มราชวงศ์ด้วยมือของตนเอง
คนผู้นี้อันตราย
อันตรายมาก
ใครเข้าใกล้เขา มักไม่มีจุดจบดี
ซูอวี่ตบแก้มตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
“ดีล่ะ ซูอวี่ เ้าต้องจำไว้ ั้แ่นี้เป็ต้นไป เ้าคือสตรีผู้รักสงบ เ้าจะกินข้าว ดื่มยา นอนพัก และไม่ยุ่งเื่ชาวบ้าน”
สาวใช้ข้างเตียงมองนางด้วยสีหน้าเหมือนอยากร้องไห้อีกครั้ง
“คุณหนู…ท่านพูดกับตัวเองอีกแล้วเ้าค่ะ”
ซูอวี่หันไปยิ้มแห้ง
“ไม่เป็ไร ข้ากำลังรักษาใจ”
“รักษาใจ?”
“ใช่ ใจของคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองอายุสั้น”
สาวใช้หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม
ก่อนที่ความวุ่นวายในห้องจะลุกลามไปมากกว่านี้ ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
ปัง!
เสียงนั้นทำให้ทุกคนสะดุ้งพร้อมกัน
ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางก้าวเข้ามา ใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมดุดัน แผ่นหลังเหยียดตรงอย่างคนที่เคยผ่านสนามรบมาก่อน
แม่ทัพซู
บิดาของร่างนี้
ในความทรงจำเดิม เขาเป็คนพูดน้อย เข้มงวด และไม่ชอบแสดงความอ่อนโยน แม้รักบุตรสาวก็ไม่เคยเอ่ยออกมาตรง ๆ สิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังไม่กล้าปฏิเสธ
ซูอวี่เพิ่งฟื้น ยังไม่ทันได้ซึ้งกับความรักครอบครัว แม่ทัพซูก็มองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ฟื้นแล้วก็ดี”
ซูอวี่กะพริบตา
นี่คือคำปลอบใจของบิดา?
สั้นดี
ประหยัดหมึกผู้เขียนมาก
แม่ทัพซูหยุดมองนางครู่หนึ่ง แววตาคล้ายมีความโล่งใจวาบผ่าน แต่เพียงพริบตาก็กลับมาเคร่งขรึมดังเดิม
“อีกสามวัน เ้าต้องไปงานเลี้ยงชมดอกท้อที่จวนเสนาบดี”
รอยยิ้มบนใบหน้าซูอวี่แข็งค้างทันที
งานเลี้ยงชมดอกท้อ?
จวนเสนาบดี?
อีกสามวัน?
ในหัวนางเหมือนมีฟ้าผ่าลงมาสามสายติดต่อกัน
งานนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงธรรมดา
ในต้นฉบับ งานเลี้ยงชมดอกท้อคือฉากเปิดตัวครั้งแรกของเซียวอ๋องหลังกลับจากชายแดน
เป็งานที่เหล่าคุณหนูในเมืองหลวงพากันแต่งกายงดงามเพื่อหวังได้พบเชื้อพระวงศ์
เป็งานที่นางเอกตัวจริงเริ่มมีชื่อเสียงจากการช่วยคนตกน้ำ
และเป็งานที่คุณหนูสามสกุลซูถูกดึงเข้าไปพัวพันกับแผนลอบสังหารโดยไม่รู้ตัว
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ชีวิตของคุณหนูสามก็เริ่มเดินหน้าเข้าสู่ความตายอย่างไม่มีทางหวนกลับ
ซูอวี่รู้สึกเหมือนิญญาหลุดออกจากร่างไปครึ่งหนึ่ง
เมื่อครู่นางเพิ่งตั้งกฎว่าจะไม่เข้าใกล้เหตุการณ์สำคัญ
แต่ชะตากรรมกลับยื่นบัตรเชิญมาให้ถึงเตียง
บัตรเชิญสีทอง ปั๊มตราคำว่า “เ้าไม่มีสิทธิ์หนี”
ซูอวี่เงยหน้ามองบิดาด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ
“ท่านพ่อ…”
แม่ทัพซูเลิกคิ้ว
“ว่าอย่างไร”
“ถ้าข้าบอกว่า…ข้ายังป่วยอยู่มาก ปวดหัว เจ็บอก มือไม่มีแรง เดินสามก้าวก็อยากเป็ลม เช่นนี้ข้าไม่ไปได้หรือไม่เ้าคะ”
แม่ทัพซูมองนางนิ่ง
นิ่งจนซูอวี่เริ่มรู้สึกผิดเอง
“เมื่อครู่เ้ายังกรีดร้องเสียงดังลั่นจวน”
“นั่นเป็อาการป่วยชนิดหนึ่งเ้าค่ะ”
“อาการป่วยใด”
ซูอวี่ตอบหน้าตาย “ป่วยใจ”
สาวใช้ทั้งห้องกลั้นหายใจ
แม่ทัพซูเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายไม่รู้ว่าควรดุหรือควรเรียกหมอมาตรวจสมองบุตรสาวอีกรอบดี
สุดท้ายเขากล่าวเพียงสองคำ
“ไม่ได้”
หัวใจของซูอวี่ร่วงวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
นางพยายามครั้งสุดท้าย
“ถ้าเช่นนั้น ข้าไปแค่ครึ่งวันได้หรือไม่เ้าคะ”
“ไม่ได้”
“ไปแล้วนั่งนิ่ง ๆ ไม่พูดกับใคร?”
“ไม่ได้”
“ไปในนามแต่ตัวไม่ไป?”
คิ้วแม่ทัพซูกระตุก
“ซูอวี่”
น้ำเสียงนั้นทำให้ซูอวี่รีบหุบปากทันที
จบกัน
แผนเอาชีวิตรอดวันแรกของนาง
ล้มเหลวั้แ่ยังไม่ทันได้ลงจากเตียง
แม่ทัพซูมองบุตรสาวที่เพิ่งฟื้นจากไข้ สีหน้าเข้มงวด ทว่าลึกในแววตากลับมีความกังวลซ่อนอยู่
“เ้าคือบุตรสาวสกุลซู งานนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ จวนเสนาบดีส่งเทียบเชิญมาโดยตรง หากเ้าไม่ไป ผู้คนจะเอาไปพูดเป็เื่ใหญ่”
ซูอวี่กำผ้าห่มแน่น
ผู้คนจะพูดก็ให้พูดสิ
อย่างมากก็เสียชื่อเสียง
แต่ถ้านางไป อาจเสียชีวิต!
แน่นอนว่าความคิดนี้นางพูดออกไปไม่ได้ เพราะหากบอกว่าตัวเองรู้อนาคต เกรงว่าก่อนจะถึงงานเลี้ยงชมดอกท้อ นางคงถูกเชิญนักพรตมาทำพิธีไล่ิญญาเสียก่อน
แม่ทัพซูกำชับอีกสองสามประโยค ก่อนหันหลังเดินออกจากห้อง
ประตูปิดลง
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง
ซูอวี่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงนานมาก
นานจนสาวใช้ชื่อชิงเหอ ซึ่งอยู่ข้างกายนางมาั้แ่เด็ก ค่อย ๆ ขยับเข้ามาอย่างเป็ห่วง
“คุณหนู ท่านไม่สบายตรงไหนอีกหรือเ้าคะ”
ซูอวี่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นปนสิ้นหวัง
“ชิงเหอ”
“เ้าคะ?”
“ในจวนเรามีชุดสีดำหรือไม่”
ชิงเหอกะพริบตา “คุณหนูจะเอาไปทำอะไรเ้าคะ”
ซูอวี่ถอนหายใจยาว
“ข้าจะเตรียมแต่งไว้ทุกข์ให้ตนเองล่วงหน้า”
ชิงเหอหน้าซีด “คุณหนู!”
ซูอวี่ล้มตัวกลับลงบนหมอนอย่างหมดแรง พลางจ้องม่านโปร่งเหนือศีรษะด้วยสายตาว่างเปล่า
สามเดือน
นางมีเวลาเพียงสามเดือนในการหนีจากบทตายของตัวเอง
แต่ปัญหาคือ ชะตากรรมดูเหมือนจะไม่คิดปล่อยนางไปง่าย ๆ
งานเลี้ยงชมดอกท้อในอีกสามวัน
เซียวอ๋อง
แผนลอบสังหาร
และจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมดกำลังรอนางอยู่ข้างหน้า
ซูอวี่หลับตาลง ก่อนพึมพำเสียงเบา
“์ ข้าแค่ด่านิยายไปไม่กี่ประโยค จำเป็ต้องลงโทษกันแรงถึงเพียงนี้เลยหรือ”
นางยังไม่รู้เลยว่า งานเลี้ยงครั้งนี้จะไม่เพียงพานางไปพบเซียวอ๋องเท่านั้น
แต่ยังจะทำให้โชคชะตาของนางกับตัวร้ายผู้นั้น เริ่มพันกันอย่างยากจะตัดขาด
และยิ่งนางพยายามหนีมากเท่าไร
เขาก็จะยิ่งก้าวเข้ามาใกล้นางมากขึ้นเท่านั้น