ท่าทีเช่นนั้นของนางทำให้หลี่จ่างกุ่ยประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็เพียงแค่ชะงักงันไปครู่หนึ่งก่อนจะตั้งสติได้ในทันที "คุณหนูพูดเล่นแล้วอาหารจานนี้ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน"
ซูอี้หว่านคิดว่าอีกฝ่ายจะจงใจจับผิดรสชาติของอาหารเสียอีกใครจะรู้ว่าหลี่จ่างกุ่ยกลับกล่าวเช่นนี้ท่าทีนี้ดูไม่เหมือนจะมาหาเรื่องกันเลยสักนิด
อย่างไรก็ตามซูอี้หว่านย่อมไม่ผ่อนคลายความระมัดระวังลง
ไม่ว่าหลี่จ่างกุ่ยผู้นี้จะมาลองเชิงหรือมาสังเกตการณ์ ที่แน่ๆ ก็คือมิได้มีจุดประสงค์ดี
ซูอี้หว่านเข้าใจทุกอย่างดีทว่าใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉยพลางส่งรอยยิ้มจางๆ ให้อีกฝ่าย"ท่านพอใจก็ดีแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าขอตัวไม่รบกวนท่านรับประทานอาหารแล้วเจ้าค่ะ”
กล่าวจบนางก็หมุนตัวจะไปยังโต๊ะกุ้ยไถ ใครจะรู้ว่าในเวลานี้เองหลี่จ่างกุ่ยกลับเอ่ยปากเรียกนางไว้
"คุณหนูโปรดช้าก่อน..."
หลี่จ่างกุ่ยวางตะเกียบในมือลงบนใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้มที่ค่อนข้างสงบ มองสบสายตาที่ซูอี้หว่านส่งมาให้ตน"ข้า... ผู้อาวุโสผู้นี้มีเรื่องอยากจะปรึกษากับคุณหนูสักหน่อย"
"หืม?"
ซูอี้หว่านไม่ทราบว่าอีกฝ่ายจะมีอันใดมาปรึกษาตนนางเลิกคิ้วขึ้น แล้วค่อยๆ นั่งลงตรงข้ามหลี่จ่างกุ่ย"ท่านหลี่จ่างกุ่ย ลองว่ามาเถิด"
เมื่อสักครู่มีคนบอกไปแล้วว่าเขาเป็นใครในเมื่อซูอี้หว่านล่วงรู้ตัวตนของเขา หลี่จ่างกุ่ยก็มิได้รู้สึกว่าน่าประหลาดใจหลี่จ่างกุ่ยหัวเราะเล็กน้อย แล้วค่อยๆ พูดขึ้น "ข้าขออภัยที่เสียมารยาท แต่อาหารเหล่านี้ ท่านเป็นผู้ปรุงเองจริงหรือ?"
“หึๆ ...” ซูอี้หว่านปัดปอยผมที่ร่วงลงมาทัดหูอย่างไม่ใส่ใจ“แล้วท่านคิดว่าอย่างไรหรือ?”
เมื่อเห็นซูอี้หว่านตอบอย่างไม่ลังเลสักนิดสีหน้าก็ไม่ได้แสดงความผิดปกติ นี่ทำเอาหลี่จ่างกุ่ยอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะเสียงดัง
"คุณหนูอายุน้อยเพียงนี้ กลับมีฝีมือเช่นนี้ ช่างน่าเลื่อมใสน่าเลื่อมใสยิ่งนัก..."
ซูอี้หว่านแย้มยิ้มให้เขาเล็กน้อยและไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่สายตากลับฉายแววสงบ มองเขาอย่างใจเย็น ท่าทางสบายๆไม่ทุกข์ร้อน
กล่าวได้ว่าซูอี้หว่านทำให้หลี่จ่างกุ่ยประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่าแต่เดิมเขาไม่ได้สนใจครอบครัวนี้นัก คิดว่าคงเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้นได้ยินมาว่าเป็นพวกอพยพมาจากถิ่นอื่นและยิ่งมั่นใจว่าครอบครัวนี้คงไม่สามารถทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราวได้
แต่ตอนนี้เขาพลันรู้สึกว่าความคิดของตนช่างตื้นเขินนัก
การที่ครอบครัวนี้ก้าวข้ามจากสถานะผู้อพยพมาได้ขนาดนี้ย่อมแสดงว่าคนในครอบครัวนี้มีดีอยู่ไม่น้อย
เด็กหญิงผู้นี้อายุยังน้อยนักกลับมีอุปนิสัยที่สุขุมเยือกเย็นเกินวัย แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือฝีมือการปรุงอาหารที่เหนือชั้นเมื่อเทียบพ่อครัวของหอสุราประตูมังกรกับเด็กสาวผู้นี้แล้วช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าร้านอาหารเล็กๆนี้อาจกระทบกระเทือนธุรกิจของหอสุราประตูมังกรไปบ้างแต่คงไม่อาจสั่นคลอนรากฐานของหอสุราได้
เท่าที่เห็นตอนนี้ร้านอาหารแห่งนี้ยังไม่ใหญ่โตนักคงยังไม่สามารถแย่งชิงลูกค้าจากหอสุราไปได้ทั้งหมด แต่ถ้าวันหน้าร้านเล็กๆเกิดขยายกิจการขึ้นมา เรื่องนี้คงไม่อาจคาดเดาได้
หอสุราประตูมังกรอยู่ในการดูแลของเขามาสิบกว่าปีแล้วก็ถือว่าเป็นธุรกิจของตนเองเช่นกัน เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจหากหอสุราไม่อาจเปิดกิจการต่อไปได้แล้ว เขาจะทำเช่นไร?
อย่าว่าแต่เขาจะรู้สึกเช่นไรเลยแม้แต่หลงจินก็คงมิปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่
เมื่อคิดถึงผลลัพธ์เช่นนั้นหลี่จ่างกุ่ยก็รู้สึกสั่นสะท้านไปถึงกระดูก
เขาอายุปูนนี้แล้วนอกจากการดูแลกิจการของหอสุรา ก็มิได้มีความสามารถอื่นใด หากไม่มีหอสุราแล้วหลงจินจะเลี้ยงดูคนไร้ประโยชน์อย่างเขาไปทำไมกัน?
ใครจะรู้ว่าวาระสุดท้ายของตนอาจจะไม่ต่างจากคนเหล่านั้น ถูก...
หลี่จ่างกุ่ยรีบข่มความหวาดหวั่นในใจลงแล้วสงบสติอารมณ์ เงยหน้ามองซูอี้หว่าน น้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นแน่วแน่จริงจัง"คุณหนูซู ท่านย่อมรู้ว่าข้าเป็นใคร ในเมื่อเป็นเช่นนี้มาตกลงเรื่องความร่วมมือกันสักหน่อยดีหรือไม่"
"...ความร่วมมืองั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้มือที่วางอยู่บนโต๊ะของซูอี้หว่านก็ขยับเล็กน้อย พลางหัวเราะในลำคอสองครั้ง"ไม่ทราบว่าท่านหลี่ประสงค์จะร่วมมือกับข้าอย่างไรหรือ?"
นางไม่รู้สึกว่าพวกตนเองกับหลี่จ่างกุ่ยผู้นี้มีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกัน
คนเมืองอวิ๋นเฉิงต่างทราบดีว่าหอสุราประตูมังกรนี้เป็นทรัพย์สินของตระกูลหลงชื่อเสียงของผู้นำตระกูลหลงเป็นเช่นไร แม้ซูอี้หว่านจะมาที่นี่ได้ไม่นานก็ยังเคยได้ยินมา
แม้จะมิเคยข้องแวะโดยตรงแต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าผู้นั้นมิใช่คนดี
เพียงมองจากตัวท่านหลงก็พอจะคาดเดาได้ว่าเจ้าบ้านตระกูลหลงนั้นคงมีนิสัยที่หยิ่งผยองและไร้เหตุผลยิ่งกว่า การร่วมมือกับคนเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับคมเขี้ยวของสัตว์ร้าย
แท้จริงแล้วในใจของนางมิได้มีเจตนาที่จะร่วมมือกับหลี่จ่างกุ่ยแม้แต่น้อยที่ซูอี้หว่านเอ่ยถามเช่นนั้น ก็เป็นเพียงการรักษามารยาทเท่านั้น
แต่หลี่จ่างกุ่ยกลับไม่ทันสังเกตสีหน้านั้นของนางเขาหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ย "คุณหนูท่านเพิ่งเริ่มเข้าวงการนี้ คงยังไม่ทราบว่างานนี้ลำบากเพียงใด ข้าขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกัน แม่และลูกสองคนอย่างพวกท่าน จะต้องมาทนเหนื่อยยากเช่นนี้ไปทำไม"
คำกล่าวนี้ของเขาเกือบจะทำให้ซูอี้หว่านหัวเราะออกมา ร้านอาหารนี้เปิดทำการมาหนึ่งเดือนแล้วเหนื่อยหรือไม่นางจะไม่รู้เชียวหรือ?
เป็นไปได้หรือที่คำกล่าวของหลี่จ่างกุ่ยคำเดียวจะแม่นยำกว่าความรู้สึกที่ตนเองได้สัมผัส?
ช่างกล้า!หลี่จ่างกุ่ยคิดว่าข้าเป็นคนโง่ที่ยอมให้จูงจมูกหรืออย่างไร!
ซูอี้หว่านแค่นเสียงหัวเราะในลำคอพลางเลื่อนถ้วยชาเปล่าบนโต๊ะไปมาอย่างเบื่อหน่าย โดยมิได้กล่าวสิ่งใด
เมื่อเห็นว่านางมิได้โต้ตอบอะไรหลี่จ่างกุ่ยเริ่มไม่สบอารมณ์ รู้สึกว่าตนเองนั้นกำลังเสียหน้า
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งซูอี้หว่านจึงแย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า "ท่านหลี่จ่างกุ่ยพูดถูกอาชีพนี้มันเหนื่อยจริงๆ วันๆ ข้าปวดเอวปวดหลังไปหมด เฮ้อ..."
นางแน่นอนว่าแสร้งทำในตอนแรกเริ่มนั้นเหนื่อยยากจริงทว่าท้ายที่สุดแล้วซูอี้หว่านเป็นคนที่มีความสามารถในการปรับตัวที่ยอดเยี่ยม
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ แค่ผสมยาแช่ตัวไม่กี่ขนาน ความเมื่อยล้าใดๆก็มลายสิ้น จะมีหรือที่นางจะเหนื่อยหน่ายเช่นนั้นได้จริงๆ
การกล่าวเช่นนี้ออกมานางเป็นเพียงต้องการที่จะดูว่า หลี่จ่างกุ่ยผู้นี้ต้องการจะกล่าวสิ่งใดกันแน่
หลี่จ่างกุ่ยย่อมมิรู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายเมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น ก็บังเกิดความฮึกเหิมในใจขึ้นมาบ้าง
เขาลูบเคราที่คางแล้วกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า "เด็กสาวตัวเล็กๆไยต้องลำบากเช่นนี้ด้วย?"
"มีใครบ้างที่อยากเผชิญกับความยากลำบาก?" ซูอี้หว่านแสร้งทำเป็นถอนหายใจ"แต่หากมิทำเช่นนี้ พวกเราจะเอาเงินทองมาจากที่ใดพวกเราทั้งครอบครัวคงต้องกินแกลบกินลมกันไปเลยใช่ไหม?"
"หึๆ สำหรับเรื่องนี้แล้ว ไม่มีอะไรยาก?" หลี่จ่างกุ่ยหัวเราะออกมาสองครา"เพียงแค่พวกท่านยินดีที่จะร่วมมือกับหอสุราประตูมังกรของพวกเราต่อไปภายหน้าก็ไม่ต้องกังวลสิ่งใด จะมีเงินทองให้ใช้จ่ายไม่ขาดมือ"
"โอ้?" ซูอี้หว่านจงใจแสดงท่าทีที่สนใจออกมา"ไม่ทราบว่าการร่วมมือที่ท่านหลี่จ่างกุ่ยกล่าวถึงนั้นเป็นการร่วมมือแบบใด?"
"เป็นไปได้หรือที่บนโลกใบนี้จะมีเรื่องดีๆ เช่นขนมเปี๊ยะหล่นจากฟ้า?"
เพียงสบตากับซูอี้หว่านหลี่จ่างกุ่ยก็พลันรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างน่าประหลาดรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขาจึงหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า"เรื่องร่วมมือไม่ใช่เรื่องยาก ในเมื่อเจ้ามีพรสวรรค์เช่นนี้เจ้าสามารถขายสูตรอาหารได้หอสุราประตูมังกรของเรายินดีจ่ายให้เจ้าถึงห้าร้อยตำลึงเงิน!"