แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณค่อยๆ ขับไล่ความมืดมิดของยามราตรีให้ล่าถอยไป หยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนยอดหญ้าสะท้อนแสงตะวันเป็ประกายระยิบระยับ ภายในเรือนพักไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่อย่างสันโดษทางทิศตะวันออกของจวนเ้าเมืองชิงโจว กลิ่นอายความร้อนระอุที่เคยคุกรุ่นมาตลอดทั้งคืนได้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเงียบสงบที่ชวนให้จิตใจผ่อนคลาย
ลู่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ ั์ตาสีอำพันที่เคยสว่างวาบดุจสัตว์ร้ายบัดนี้กลับมาเป็สีดำขลับที่ลุ่มลึกประดุจห้วงมหาสมุทร เขาลุกขึ้นจากเตียงไม้ ััแรกที่รับรู้คือคราบเหนียวเหนอะหนะสีดำคล้ำที่เคลือบอยู่ทั่วิั มันคือสิ่งสกปรกและของเสียในไขกระดูกที่ถูกขับออกมาด้วยฤทธิ์อำนาจของ ‘บงกชโลหิตกระดูก’ สมุนไพรวิเศษที่เขาเสี่ยงชีวิตดูดซับเข้าไปเมื่อคืน
ชายหนุ่มก้าวเดินไปยังหลังฉากกั้น หยิบถังไม้อาบน้ำที่ตระเตรียมไว้ั้แ่เมื่อวานมาราดรดร่างกาย น้ำเย็นเฉียบที่กระทบิัไม่ได้ทำให้เขาสะท้านหนาวแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกสบายตัวอย่างประหลาด เมื่อคราบไคลสีดำถูกชำระล้างออกไป ผิวพรรณที่ปรากฏเื้ันั้นไม่ได้บึกบึนไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ใหญ่โตเทอะทะแบบผู้ใช้กำลัง ทว่ามันเรียบเนียน กระชับ และสมส่วนประดุจหยกสลักชั้นเลิศ เส้นสายกล้ามเนื้อทุกมัดถูกอัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างแเี
ลู่เฉินลองใช้เล็บจากนิ้วชี้ข้างซ้ายกรีดลงบนท่อนแขนขวาเบาๆ แทนที่จะเกิดรอยแผล กลับมีเพียงรอยขีดสีขาวจางๆ ปรากฏขึ้นก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา รากฐานกายาของเขาในยามนี้แข็งแกร่งดุจศิลาา ทนทานต่อศาสตราวุธธรรมดาและปราณธาตุไฟได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือความสำเร็จจากการผสานปัญญาเข้ากับความอดทนอันเหนืุ์
หลังจากสวมชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตาที่ทางจวนเ้าเมืองจัดเตรียมไว้ให้ ลู่เฉินก็ก้าวออกจากห้องพักมายังชานระเบียง อากาศยามเช้าในสวนไผ่ช่างบริสุทธิ์และสดชื่น ลมเบาๆ พัดผ่านทิวไผ่สีมรกตจนเกิดเสียงเสียดสีกันดังกราว แสงตะวันรุ่งสาดส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งใบ ทอด เงา ของลำไผ่เป็เส้นสายยาวเหยียดพาดผ่านโต๊ะหินอ่อนกลางลานดิน
ชายหนุ่มเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้หินอ่อน เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริงเป็ครั้งแรกนับั้แ่ก้าวออกจากหุบเขาเมฆหมอก การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด การวางแผนการที่ซับซ้อน และความเ็ปจากการผลัดเปลี่ยนไขกระดูก ล้วนถูกวางทิ้งไว้เื้ัชั่วคราว ลู่เฉินหยิบชุดเครื่องชาดินเผาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจัดการอย่างละเมียดละไม
ในฐานะปัญญาชน การชงชาคืองานศิลปะที่ช่วยขัดเกลาจิติญญา เขาใช้ปลายนิ้วัักาน้ำชา รีดเร้นลมปราณสีอำพันอันบริสุทธิ์จากจุดตันเถียนส่งผ่านเข้าสู่เนื้อดินเผา เพียงชั่วอึดใจ น้ำแร่บริสุทธิ์ภายในกาก็เริ่มเดือดปุดๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาฟืนไฟ ลู่เฉินคีบใบชาชิงหลง (ัเขียว) ลงไปในป้านชา กลิ่นหอมกรุ่นที่แฝงไปด้วยความสดชื่นของขุนเขาลอยล่องขึ้นมาปะทะนาสิกประสาท ควันสีขาวขุ่นม้วนตัวเป็เกลียวลอยขึ้นสู่อากาศช้าๆ กลมกลืนไปกับบรรยากาศอันสุนทรีย์
"สุนทรียภาพแห่งการชงชาของเ้า ช่างดูขัดแย้งกับแผนการอันดุดันที่เ้าเพิ่งนำเสนอไปเมื่อคืนเสียจริง"
เสียงหวานใสประดุจระฆังแก้วดังขึ้นจากทางเข้าสวนไผ่ เยี่ยจื่ออวิ๋นในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อน ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามประดุจเทพธิดาเดินดิน บนคอเสื้อของนางประดับด้วยขนจิ้งจอกสีขาวที่ขับเน้นใบหน้างดงามให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ั์ตาสีน้ำเงินเข้มของนางจ้องมองการกระทำอันเรียบง่ายของบัณฑิตหนุ่มด้วยความสนใจอย่างลึกซึ้ง
ลู่เฉินไม่ได้แสดงอาการใ เขาเพียงแย้มยิ้มบางๆ พลางรินน้ำชาสีเหลืองทองลงในจอกดินเผาสองใบ "ปราชญ์กล่าวว่า น้ำที่นิ่งสงบที่สุด ย่อมสามารถสะท้อนภาพดวงจันทร์ได้ชัดเจนที่สุด หากจิตใจของข้าเต็มไปด้วยความว้าวุ่นและรังสีสังหาร ข้าย่อมไม่อาจมองเห็นหมากทุกตาบนกระดานได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เชิญแม่นางเยี่ยดื่มชาดับกระหายก่อนเถิด"
หญิงสาวเดินเข้ามานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม นางรับจอกชาขึ้นมาจิบเบาๆ ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงรสชาติที่กลมกล่อมและพลังิญญาอันบริสุทธิ์ที่แฝงอยู่ในน้ำชา มันไหลลื่นลงสู่ลำคอและช่วยปัดเป่าความเหนื่อยล้าจากการอดนอนศึกษาค่ายกลของนางไปจนสิ้น
"ชาป้านนี้ ชงด้วยน้ำแร่ธรรมดา ใบชาธรรมดา แต่กลับมีรสชาติล้ำเลิศเกินกว่าชาบรรณาการจากเมืองหลวง" เยี่ยจื่ออวิ๋นวางจอกชาลงบนโต๊ะหินอ่อน นางช้อนสายตาขึ้นมองลู่เฉินอย่างพินิจพิเคราะห์ "ดูเหมือนว่าการไปเยือนตลาดมืดเมื่อคืน จะทำให้รากฐานลมปราณของเ้าเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ข้าััได้ว่ากลิ่นอายของเ้ามีความหนักแน่นดุจภูผา ทว่ากลับสงบงันจนแทบไร้ตัวตน"
"เป็เพราะความกรุณาของแม่นางเยี่ย ที่มอบป้ายผ่านทางและตั๋วเงินให้ ข้าจึงได้ของดีมาบำรุงร่างกายเล็กน้อย" ลู่เฉินตอบอย่างถ่อมตน เขาไม่้าโอ้อวดเื่บงกชโลหิตกระดูก การรักษาไพ่ตายไว้ในมือคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดของปัญญาชน
เยี่ยจื่ออวิ๋นไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง นางรู้ดีว่าบุรุษตรงหน้ามีความลับมากมายที่ยังไม่เปิดเผย ซึ่งนั่นก็เป็เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้นางรู้สึกสนใจ หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและหยิบแผ่นป้ายทองเหลืองสลักลายดอกโบตั๋นออกมารางบนโต๊ะ แสงอาทิตย์ตกกระทบแผ่นป้ายจนเกิดประกายวาววับ
"นี่คือป้ายหยกประจำตัวผู้เข้าร่วม 'งานประลองบุปผา' ในวันพรุ่งนี้" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย "ข้าได้จัดการลงทะเบียนให้เ้าในนามของบัณฑิตที่ปรึกษาอิสระ เพื่อไม่ให้เกิดความเชื่อมโยงกับจวนเ้าเมืองโดยตรง หากเกิดข้อผิดพลาดประการใด ตระกูลอู๋จะได้ไม่มีข้ออ้างในการเล่นงานบิดาของข้า"
"รอบคอบยิ่งนัก" ลู่เฉินรับป้ายทองเหลืองมาพิจารณา ลวดลายดอกโบตั๋นนั้นถูกสลักอย่างประณีต แฝงไว้ด้วยค่ายกลตรวจสอบพลังิญญาระดับพื้นฐาน "แล้วกฎเกณฑ์การประลองเล่า เป็เช่นไร?"
"งานประลองบุปผามิใช่การต่อสู้เสี่ยงเป็เสี่ยงตาย แต่เป็การประลองเพื่อแสดงฝีมือและศักยภาพของเยาวชนผู้ฝึกตนในมณฑลชิงโจว" เยี่ยจื่ออวิ๋นอธิบายพลางรินชาเพิ่มให้ตนเอง "การประลองแบ่งออกเป็สองรอบ รอบแรกคือ 'ฝ่าด่านค่ายกลป่าไผ่์' ผู้เข้าร่วมกว่าร้อยคนจะต้องเดินเข้าไปในค่ายกลลวงตา ใครที่สามารถนำป้ายสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในค่ายกลออกมาได้ภายในเวลาหนึ่งก้านธูป จะถือว่าผ่านเข้ารอบต่อไป"
"ค่ายกลลวงตา..." ลู่เฉินลูบปลายคางอย่างใช้ความคิด "ดูเหมือนจะเป็การทดสอบสติปัญญาและจิติญญา มากกว่าการใช้กำลังสินะ"
"ถูกต้อง และนั่นคือจุดที่ข้าคิดว่าเ้าจะได้เปรียบที่สุด" นางพยักหน้าเห็นด้วย "แต่รอบที่สองนั้นต่างออกไป มันคือ 'ลานประลองยุทธ์' ผู้ที่ผ่านรอบแรกจะต้องจับคู่ต่อสู้กันตัวต่อตัวบนลานหินกว้าง ห้ามใช้อาวุธลับ ห้ามใช้โอสถกระตุ้นพลัง และต้องรู้แพ้รู้ชนะด้วยกระบวนท่าหรือการยอมจำนนเท่านั้น ที่น่ากังวลคือ อู๋จื่อิ คุณชายแห่งตระกูลอู๋ ได้รับการถ่ายทอด 'เคล็ดวิชาฝ่ามืออัคคีผลาญ' จากสำนักหลัก พลังธาตุไฟของมันมีความดุร้ายและบ้าคลั่ง หากเ้าถูกเปลวเพลิงนั้นััเพียงนิดเดียว ลมปราณในร่างอาจปั่นป่วนจนถึงขั้นธาตุไฟแตกซ่านได้"
ลู่เฉินรับฟังอย่างสงบ เขาหยิบจอกชาของตนเองขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ปราชญ์โบราณเคยกล่าวไว้ว่า 'ไฟที่โหมกระหน่ำรุนแรง ย่อมมอดดับลงอย่างรวดเร็วเมื่อไร้เชื้อเพลิง' วิชาของสำนักอัคคีผลาญเน้นการทำลายล้าง ทว่าขาดซึ่งความยืดหยุ่น ข้าในฐานะบัณฑิต จะขอใช้วิถีแห่งสายน้ำและสติปัญญาดับความจองหองของเปลวเพลิงนั้นเอง"
ความมั่นใจที่เปี่ยมล้นแต่มิได้เย่อหยิ่งของลู่เฉิน ทำให้เยี่ยจื่ออวิ๋นรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด นางเคยมองเห็นผู้ฝึกยุทธ์มากมายที่โอ้อวดความเก่งกาจ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความจริง ทว่าบุรุษผู้นี้กลับแตกต่าง เขามองการต่อสู้เป็ดั่งกระดานหมากรุก ที่ทุกการเคลื่อนไหวถูกคำนวณไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล
"นอกจากเื่งานประลอง ข้าได้สั่งให้คนสนิทที่ไว้ใจได้ที่สุด ลอบเดินทางมุ่งหน้าไปยังหุบเขาเมฆหมอกแล้ว" เยี่ยจื่ออวิ๋นเปลี่ยนเื่สนทนา "พวกเขาจะทำการสำรวจและวางค่ายกลพรางตารอบๆ บริเวณที่เ้าสงสัยว่าเป็เหมืองแร่ผลึกิญญา เพื่อถ่วงเวลาไม่ให้คนของตระกูลอู๋ขุดค้นได้สะดวก"
"ขอบคุณแม่นางเยี่ยที่เป็ธุระให้" ลู่เฉินน้อมศีรษะรับด้วยความซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง การได้รู้ว่าบ้านเกิดได้รับการปกป้อง ทำให้ความกังวลในใจของเขาเบาบางลงไปมาก "เมื่องานประลองบุปผาสิ้นสุดลง และเราได้เปิดเผยความทะเยอทะยานของตระกูลอู๋ให้ชาวเมืองได้รับรู้ เมื่อนั้นข้าจะเดินทางกลับไปจัดการถอนรากถอนโคนพวกมันด้วยตัวข้าเอง"
บทสนทนาดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ทั้งสองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างของอักขระโบราณ ปรัชญาการปกครอง และสุนทรียภาพของบทกวี ลู่เฉินค้นพบว่าบุตรีเ้าเมืองผู้นี้มิได้มีเพียงความงดงามทางรูปโฉม แต่นางมีสติปัญญาที่ล้ำเลิศและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เป็สตรีที่ควรค่าแก่การสนทนาแลกเปลี่ยนปัญญาอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน เยี่ยจื่ออวิ๋นก็รู้สึกทึ่งในความรอบรู้ของบัณฑิตหนุ่ม ไม่ว่านางจะหยิบยกหัวข้อใดขึ้นมา ลู่เฉินก็สามารถตอบโต้และให้มุมมองที่ลึกซึ้งได้อย่างน่าอัศจรรย์ ความรู้สึกถูกชะตากันเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ระหว่างคนทั้งสอง เป็ความผูกพันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพในสติปัญญาของกันและกัน
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็ส้มทอง ท้องฟ้าเหนือนครชิงโจวถูกอาบด้วยแสงสนธยาที่งดงามจับตา นกนางแอ่นบินกลับรังเป็ฝูง ทอด เงา เล็กๆ บินพาดผ่านสระน้ำในสวนหย่อม ลู่เฉินและเยี่ยจื่ออวิ๋นนั่งมองความงดงามของธรรมชาติเบื้องหน้าโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาอีก ความเงียบสงบในยามนี้ช่างมีค่าประดุจทองคำ
"พรุ่งนี้แล้วสินะ..." เยี่ยจื่ออวิ๋นรำพึงขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบงัน
"ใช่ พรุ่งนี้" ลู่เฉินตอบรับ สายตาของเขามองทอดยาวออกไปไกลแสนไกล "พายุลูกใหญ่กำลังจะพัดกระหน่ำนครชิงโจว แต่แม่นางเยี่ยไม่ต้องกังวล ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่บนลานประลอง จะไม่มีเปลวไฟแห่งความอธรรมใดสามารถเผาผลาญความสงบสุขของเมืองนี้ได้"
หญิงสาวยิ้มรับบางๆ นางลุกขึ้นยืนช้าๆ "ข้าจะรอดูความสำเร็จของเ้า ลู่เฉิน... พักผ่อนให้เต็มที่เถิด พรุ่งนี้ข้าจะส่งเกี้ยวมาคอยรับเ้าที่หน้าเรือน"
เยี่ยจื่ออวิ๋นก้าวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของดอกเหมยที่ยังคงอวลอยู่ในอากาศ ลู่เฉินนั่งรินชาจอกสุดท้ายให้ตนเอง เขายกมันขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความอบอุ่นของน้ำชาไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย ผสานกับพลังปราณอันแข็งแกร่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
สุนทรียภาพและความเงียบสงบในวันนี้ คือการชาร์จพลังงานทางจิติญญาครั้งสำคัญ พรุ่งนี้ เมื่อเสียงกลองรบดังกึกก้อง บัณฑิตผู้อ่อนโยนจะสลัดคราบปัญญาชนทิ้งไป และปลดปล่อยสัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ให้คำรามก้องไปทั่วทั้งลานประลอง งานประลองบุปผาจะมิใช่เพียงการทดสอบฝีมือ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของตำนานบุรุษผู้จะก้าวขึ้นไปสยบ์ทั้งเก้าชั้นฟ้า!