(ฟรี 110 ตอน) ยอดยุทธ์: ระบบฝึกฝนไร้ขีดจำกัด

    บทที่ 4 คุณค่าของพลังวิญญาณ

    บทที่ 4คุณค่าของพลังวิญญาณ

     

     

     

    เสียงไก่ขันดังขึ้นพร้อมกับแสงแรกของวัน

     

    ลู่เฟิงพยุงตัวลุกจากเตียงด้วยความยากลำบากทั่วทั้งร่างปวดร้าวไปหมดเมื่อเลิกเสื้อขึ้นดูก็พบรอยเขียวช้ำกระจายเต็มหน้าอกและท่อนแขน

     

    ซึ่งทั้งหมดเป็นฝีมือของพวกหลิวต้าแต่น่าแปลกที่เมื่อคืนเขากลับหลับสนิทโดยไม่มีฝันร้ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว

     

    เขาหยิบมันเทศสองหัวที่ได้มาจากยายหวังไปล้างน้ำแล้วใส่ลงในหม้อต้มพร้อมกับแผ่นแป้งสาลีบด

     

    ปกติแล้วอาหารประทังชีวิตจำนวนเท่านี้เขาต้องแบ่งกินถึงสองมื้อและไม่มีทางใช้แผ่นแป้งทั้งแผ่นในคราวเดียวแน่

     

    แต่วันนี้เขาตั้งใจจะฝึกหนักหากท้องไม่อิ่มย่อมไม่มีแรงจับมีด

     

    เมื่อโจ๊กมันเทศสุกได้ที่ลู่เฟิงก็มองอาหารเหลวๆ ในชามแล้วอดยิ้มขื่นไม่ได้

     

    ‘นี่มันอาหารลดน้ำหนักในโลกก่อนชัดๆ’

     

    เขาเหลือบมองประหลาดในห้วงจิตพลังวิญญาณยังคงนิ่งอยู่ที่ตัวเลข 0.1 ไม่เปลี่ยนแปลง

     

    ทว่าทันทีที่เขากินโจ๊กจนหมดชามตัวเลขบนแผงข้อความก็กระตุกไหว

     

    [พลังวิญญาณ:0.2]

     

    ‘เพิ่มขึ้นมาอีก0.1 จริงๆ! เป็นอย่างที่คิด พลังวิญญาณได้มาจากอาหาร’

     

    ส่วนเหตุใดอาหารจึงแปรเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณได้และพลังนี้เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เขายังคงต้องหาคำตอบต่อไป

     

    ลู่เฟิงฉีกผ้าเก่ามาพันฝ่ามือขวาที่บาดเจ็บจนแน่นแล้วตรงไปที่บ้านของยายหวังทันที

     

    หญิงชราตื่นนอนคอยอยู่แล้วพอเห็นเขาเดินเข้ามาก็ยิ้มจนรอยย่นบนใบหน้าขยับตาม

     

    "เฟิงเอ๋ยวันนี้ไม่ไปจับปลาหรือ?"

     

    "ไม่ไปขอรับวันนี้ข้าจะช่วยยายผ่าฟืนที่เหลือให้หมดเลย"

     

    ตอนนี้ลู่เฟิงยังมีเหรียญทองแดงติดตัวอยู่ร้อยกว่าเหรียญแผ่นแป้งสาลีอีกเจ็ดแผ่น และปลาเล็กตากแห้งอีกหลายตัว

     

    ต่อให้ไม่ออกเรือสักสองสามวันก็ยังไม่อดตายทั้งยังสามารถใช้แรงผ่าฟืนไปแลกเปลี่ยนเป็นอาหารจากเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

     

    [ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ขั้นชำนาญ)]

     

    [ความคืบหน้า:(199/300)]

     

    ด้วยความเร็วในตอนนี้ขอแค่ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยาม ก็น่าจะเก็บครบสามร้อยแต้ม

     

    ลู่เฟิงไม่รู้ว่าระดับที่เหนือกว่าขั้นชำนาญคืออะไรแต่ทุกครั้งที่ทะลวงผ่าน ระดับความสามารถของเขาจะยกระดับขึ้นแบบพลิกฟ้าคว่ำดินเสมอ

     

    เขาสูดหายใจเข้าลึกคว้ามีดผ่าฟืนขึ้นมา แสงเย็นวาบผ่านตาไปพร้อมกับเสียงท่อนไม้แยกออก

     

    [แต้มประสบการณ์วิชาดาบผ่าฟืน+1]

     

    บางครั้งต้องฟันถึงสี่ดาบจึงจะได้หนึ่งแต้มแต่ลู่เฟิงไม่ใส่ใจ

     

    เขาจ้องมองท่อนไม้ตรงหน้าแล้วจินตนาการว่ามันคือศีรษะของหลิวต้าและหวงโส่วเหลียงคมมีดในมือพลันดุดันเฉียบคมขึ้นจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว

     

    ยายหวังเดินถือมันเทศย่างส่งกลิ่นหอมกรุ่นสองหัวออกมาจากในครัว

     

    "เฟิงพักกินอะไรให้อิ่มท้องก่อนเถอะ"

     

    ลู่เฟิงรับมาพรางกล่าวขอบคุณพอหญิงชราเดินกลับเข้าบ้านไป เขาก็เก็บมันเทศใส่ไว้ในเสื้อ

     

    ‘ของดีอยู่หรอก แต่ขืนกินตอนนี้คงได้ผายลมทั้งวันแน่เก็บไว้เป็นมื้อเที่ยงดีกว่า’

     

    หลังจากจัดการฟืนบ้านยายหวังจนหมดเขาก็ไปรับจ้างผ่าฟืนให้บ้านอื่นต่อ

     

    เสียงมีดสับกระทบไม้ดังสะท้อนในหมู่บ้านไม่ขาดสาย

     

    จนกระทั่งยามโพล้เพล้ลู่เฟิงก็มาหยุดอยู่ที่ลานบ้านของจ้าวหู เพื่อนบ้านร่างกำยำ

     

    ฉับ!

     

    คมมีดสุดท้ายตกลงไปพร้อมกับแถบความคืบหน้าที่ทะลวงผ่านระดับขยายตัวออกทันที

     

    [ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ขั้นสมบูรณ์)+]

     

    [ความคืบหน้า:(1000/1000)]

     

    กระแสพลังสั่นสะเทือนสายหนึ่งแล่นพล่านผ่านเส้นลมปราณทั่วร่างรุนแรงและชาหนึบราวกับกระแสไฟฟ้าความรู้แจ้งในวิชาดาบครั้งนี้ลึกล้ำกว่าตอนทะลวงเข้าสู่ขั้นชำนาญหลายเท่าตัว

     

    แขนขวาของเขาชาไปทั้งแถบภายในห้วงความคิดปรากฏเงาคมดาบนับร้อยสายพาดผ่านกระบวนท่าที่เคยติดขัดสะเปะสะปะพลันกระจ่างแจ้ง

     

    เงาดาบทั้งหมดซ้อนทับและหลอมรวมกันจนเหลือเพียงแสงคมกริบสายเดียวราวกับสามารถผ่าความว่างเปล่าตรงหน้าออกเป็นสองซีก

     

    เมื่อลู่เฟิงลืมตาขึ้นประกายคมกล้าก็วาบผ่านในดวงตาลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาในลานบ้านคล้ายถูกคมดาบไร้รูปตัดจนขาดสะบั้น

     

    ‘ระดับเริ่มต้น ขั้นชำนาญ และขั้นสมบูรณ์...นี่คือลำดับความชำนาญของทักษะสินะ’

     

    เขาหยิบไม้ฟืนขึ้นมาลองทดสอบดู

     

    แครก!

     

    เขาลองใช้แรงเพียงเจ็ดส่วนแต่ใบมีดกลับฟันลงไปได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิมมาก

     

    ความเร็วเพิ่มขึ้นราวสามส่วนพลังทำลายก็เพิ่มขึ้นอีกสามส่วนมีดผ่าฟืนในมือแนบสนิทกับฝ่ามือจนเกิดความรู้สึกราวกับว่าคน และอาวุธหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

     

    ลู่เฟิงยกยิ้มกว้างใครจะคิดว่าวิชาพื้นฐานที่ใช้ทำงานหาเลี้ยงชีพจะก้าวมาถึงระดับนี้ได้ในเวลาอันสั้น

     

    ทันใดนั้นมีแมลงหวี่ตัวหนึ่งก็บินร่อนผ่านหน้าเขาไป

     

    ข้อมือของเขาพลิกออกเบาๆคมมีดวาดผ่านอากาศดุจสายรุ้งสีขาว

     

    ฟึ่บ!

     

    แมลงตัวเล็กจิ๋วถูกผ่าแยกเป็นสองซีกร่วงลงสู่พื้นกลางอากาศ

     

    ลู่เฟิงมองซากแมลงบนพื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวความเร็ว และความแม่นยำระดับนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าฝันถึงมาก่อน

     

    หากตอนนี้ในมือของเขาเปลี่ยนจากมีดผ่าฟืนเป็นดาบยาวที่คมกริบเขาคงจะสามารถต่อสู้กับพวกหลิวต้าที่ฝึกยุทธ์มาครึ่งปีได้แน่นอน

     

    แต่คำว่าคงจะยังไม่ปลอดภัยพอ

     

    วิชาดาบผ่าฟืนไม่ใช่เคล็ดวิชายุทธ์แท้จริงเขายังไม่มีพลังปราณโลหิตในร่าง

     

    หากต้องการกำจัดพวกหลิวต้าให้เด็ดขาดโดยไม่เปิดโอกาสให้พวกมันโต้กลับได้เลยเขาจำเป็นต้องเรียนรู้วิชาที่ช่วยขัดเกลาร่างกาย และขับเคลื่อนปราณโลหิต

     

    ‘แต่ความสามารถระดับนี้น่าจะพอใช้เป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าพรรคเจ็ดดาราได้แล้ว’

     

    แม้ฝ่ามือจะระบม และแสบร้อนจนแทบทนไม่ไหวลู่เฟิงยังคงยกมีดขึ้นผ่าฟืนต่อ ทว่าหลังจากผ่าฟืนไปอีกสิบกว่าท่อนแถบความคืบหน้ากลับนิ่งสนิทไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

     

    ทุกระดับก่อนหน้านี้เมื่อแถบเดิมเต็ม แถบใหม่ที่ยาวกว่าจะปรากฏขึ้นมาแทนแต่คราวนี้กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก

     

    ‘หรือขั้นสมบูรณ์จะเป็นปลายทางของวิชานี้แล้ว?’

     

    ขณะที่กำลังรู้สึกผิดหวังสายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นเครื่องหมายคล้ายเครื่องหมายบวกอยู่ทางด้านหลังชื่อทักษะ

     

    [ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ขั้นสมบูรณ์)+]

     

    ก่อนหน้านี้เขาจดจ่ออยู่แต่กับตัวเลขความคืบหน้าจนไม่ได้สังเกตเห็นมันลู่เฟิงจึงลองเพ่งกระแสจิตจดจ่อไปที่เครื่องหมายนั้นทันที

     

    [วิชาดาบผ่าฟืนถึงขีดจำกัดของขั้นสมบูรณ์แล้วใช้พลังวิญญาณ 10แต้มเพื่อทะลวงขีดจำกัด หลังการทะลวงจะได้รับคุณสมบัติพิเศษ]

     

    [พลังวิญญาณไม่เพียงพอไม่สามารถทะลวงขีดจำกัดได้!]

     

    ‘ทะลวงขีดจำกัด!’

     

    ‘ทักษะที่ฝึกจนสุดทางแล้วยังสามารถใช้พลังวิญญาณยกระดับให้ก้าวต่อไปได้อีกงั้นหรือ!’

     

    ‘นี่ต่างหากคือประโยชน์ที่แท้จริงของพลังวิญญาณ!’

     

    กระแสเลือดในกายของลู่เฟิงพลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้นทว่าเมื่อมองย้อนกลับมาดูค่าพลังวิญญาณที่มีอยู่เพียง 0.2แต้มของตัวเอง เทียบกับสิบแต้มเต็มที่ต้องใช้...

     

    เขาก็ได้แต่จ้องมองเครื่องหมายบวกนั้นพรางถอนหายใจออกมา