บทที่ 4คุณค่าของพลังวิญญาณ
เสียงไก่ขันดังขึ้นพร้อมกับแสงแรกของวัน
ลู่เฟิงพยุงตัวลุกจากเตียงด้วยความยากลำบากทั่วทั้งร่างปวดร้าวไปหมดเมื่อเลิกเสื้อขึ้นดูก็พบรอยเขียวช้ำกระจายเต็มหน้าอกและท่อนแขน
ซึ่งทั้งหมดเป็นฝีมือของพวกหลิวต้าแต่น่าแปลกที่เมื่อคืนเขากลับหลับสนิทโดยไม่มีฝันร้ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เขาหยิบมันเทศสองหัวที่ได้มาจากยายหวังไปล้างน้ำแล้วใส่ลงในหม้อต้มพร้อมกับแผ่นแป้งสาลีบด
ปกติแล้วอาหารประทังชีวิตจำนวนเท่านี้เขาต้องแบ่งกินถึงสองมื้อและไม่มีทางใช้แผ่นแป้งทั้งแผ่นในคราวเดียวแน่
แต่วันนี้เขาตั้งใจจะฝึกหนักหากท้องไม่อิ่มย่อมไม่มีแรงจับมีด
เมื่อโจ๊กมันเทศสุกได้ที่ลู่เฟิงก็มองอาหารเหลวๆ ในชามแล้วอดยิ้มขื่นไม่ได้
‘นี่มันอาหารลดน้ำหนักในโลกก่อนชัดๆ’
เขาเหลือบมองประหลาดในห้วงจิตพลังวิญญาณยังคงนิ่งอยู่ที่ตัวเลข 0.1 ไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่าทันทีที่เขากินโจ๊กจนหมดชามตัวเลขบนแผงข้อความก็กระตุกไหว
[พลังวิญญาณ:0.2]
‘เพิ่มขึ้นมาอีก0.1 จริงๆ! เป็นอย่างที่คิด พลังวิญญาณได้มาจากอาหาร’
ส่วนเหตุใดอาหารจึงแปรเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณได้และพลังนี้เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เขายังคงต้องหาคำตอบต่อไป
ลู่เฟิงฉีกผ้าเก่ามาพันฝ่ามือขวาที่บาดเจ็บจนแน่นแล้วตรงไปที่บ้านของยายหวังทันที
หญิงชราตื่นนอนคอยอยู่แล้วพอเห็นเขาเดินเข้ามาก็ยิ้มจนรอยย่นบนใบหน้าขยับตาม
"เฟิงเอ๋ยวันนี้ไม่ไปจับปลาหรือ?"
"ไม่ไปขอรับวันนี้ข้าจะช่วยยายผ่าฟืนที่เหลือให้หมดเลย"
ตอนนี้ลู่เฟิงยังมีเหรียญทองแดงติดตัวอยู่ร้อยกว่าเหรียญแผ่นแป้งสาลีอีกเจ็ดแผ่น และปลาเล็กตากแห้งอีกหลายตัว
ต่อให้ไม่ออกเรือสักสองสามวันก็ยังไม่อดตายทั้งยังสามารถใช้แรงผ่าฟืนไปแลกเปลี่ยนเป็นอาหารจากเพื่อนบ้านได้อีกด้วย
[ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ขั้นชำนาญ)]
[ความคืบหน้า:(199/300)]
ด้วยความเร็วในตอนนี้ขอแค่ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยาม ก็น่าจะเก็บครบสามร้อยแต้ม
ลู่เฟิงไม่รู้ว่าระดับที่เหนือกว่าขั้นชำนาญคืออะไรแต่ทุกครั้งที่ทะลวงผ่าน ระดับความสามารถของเขาจะยกระดับขึ้นแบบพลิกฟ้าคว่ำดินเสมอ
เขาสูดหายใจเข้าลึกคว้ามีดผ่าฟืนขึ้นมา แสงเย็นวาบผ่านตาไปพร้อมกับเสียงท่อนไม้แยกออก
[แต้มประสบการณ์วิชาดาบผ่าฟืน+1]
บางครั้งต้องฟันถึงสี่ดาบจึงจะได้หนึ่งแต้มแต่ลู่เฟิงไม่ใส่ใจ
เขาจ้องมองท่อนไม้ตรงหน้าแล้วจินตนาการว่ามันคือศีรษะของหลิวต้าและหวงโส่วเหลียงคมมีดในมือพลันดุดันเฉียบคมขึ้นจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว
ยายหวังเดินถือมันเทศย่างส่งกลิ่นหอมกรุ่นสองหัวออกมาจากในครัว
"เฟิงพักกินอะไรให้อิ่มท้องก่อนเถอะ"
ลู่เฟิงรับมาพรางกล่าวขอบคุณพอหญิงชราเดินกลับเข้าบ้านไป เขาก็เก็บมันเทศใส่ไว้ในเสื้อ
‘ของดีอยู่หรอก แต่ขืนกินตอนนี้คงได้ผายลมทั้งวันแน่เก็บไว้เป็นมื้อเที่ยงดีกว่า’
หลังจากจัดการฟืนบ้านยายหวังจนหมดเขาก็ไปรับจ้างผ่าฟืนให้บ้านอื่นต่อ
เสียงมีดสับกระทบไม้ดังสะท้อนในหมู่บ้านไม่ขาดสาย
จนกระทั่งยามโพล้เพล้ลู่เฟิงก็มาหยุดอยู่ที่ลานบ้านของจ้าวหู เพื่อนบ้านร่างกำยำ
ฉับ!
คมมีดสุดท้ายตกลงไปพร้อมกับแถบความคืบหน้าที่ทะลวงผ่านระดับขยายตัวออกทันที
[ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ขั้นสมบูรณ์)+]
[ความคืบหน้า:(1000/1000)]
กระแสพลังสั่นสะเทือนสายหนึ่งแล่นพล่านผ่านเส้นลมปราณทั่วร่างรุนแรงและชาหนึบราวกับกระแสไฟฟ้าความรู้แจ้งในวิชาดาบครั้งนี้ลึกล้ำกว่าตอนทะลวงเข้าสู่ขั้นชำนาญหลายเท่าตัว
แขนขวาของเขาชาไปทั้งแถบภายในห้วงความคิดปรากฏเงาคมดาบนับร้อยสายพาดผ่านกระบวนท่าที่เคยติดขัดสะเปะสะปะพลันกระจ่างแจ้ง
เงาดาบทั้งหมดซ้อนทับและหลอมรวมกันจนเหลือเพียงแสงคมกริบสายเดียวราวกับสามารถผ่าความว่างเปล่าตรงหน้าออกเป็นสองซีก
เมื่อลู่เฟิงลืมตาขึ้นประกายคมกล้าก็วาบผ่านในดวงตาลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาในลานบ้านคล้ายถูกคมดาบไร้รูปตัดจนขาดสะบั้น
‘ระดับเริ่มต้น ขั้นชำนาญ และขั้นสมบูรณ์...นี่คือลำดับความชำนาญของทักษะสินะ’
เขาหยิบไม้ฟืนขึ้นมาลองทดสอบดู
แครก!
เขาลองใช้แรงเพียงเจ็ดส่วนแต่ใบมีดกลับฟันลงไปได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิมมาก
ความเร็วเพิ่มขึ้นราวสามส่วนพลังทำลายก็เพิ่มขึ้นอีกสามส่วนมีดผ่าฟืนในมือแนบสนิทกับฝ่ามือจนเกิดความรู้สึกราวกับว่าคน และอาวุธหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
ลู่เฟิงยกยิ้มกว้างใครจะคิดว่าวิชาพื้นฐานที่ใช้ทำงานหาเลี้ยงชีพจะก้าวมาถึงระดับนี้ได้ในเวลาอันสั้น
ทันใดนั้นมีแมลงหวี่ตัวหนึ่งก็บินร่อนผ่านหน้าเขาไป
ข้อมือของเขาพลิกออกเบาๆคมมีดวาดผ่านอากาศดุจสายรุ้งสีขาว
ฟึ่บ!
แมลงตัวเล็กจิ๋วถูกผ่าแยกเป็นสองซีกร่วงลงสู่พื้นกลางอากาศ
ลู่เฟิงมองซากแมลงบนพื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวความเร็ว และความแม่นยำระดับนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าฝันถึงมาก่อน
หากตอนนี้ในมือของเขาเปลี่ยนจากมีดผ่าฟืนเป็นดาบยาวที่คมกริบเขาคงจะสามารถต่อสู้กับพวกหลิวต้าที่ฝึกยุทธ์มาครึ่งปีได้แน่นอน
แต่คำว่าคงจะยังไม่ปลอดภัยพอ
วิชาดาบผ่าฟืนไม่ใช่เคล็ดวิชายุทธ์แท้จริงเขายังไม่มีพลังปราณโลหิตในร่าง
หากต้องการกำจัดพวกหลิวต้าให้เด็ดขาดโดยไม่เปิดโอกาสให้พวกมันโต้กลับได้เลยเขาจำเป็นต้องเรียนรู้วิชาที่ช่วยขัดเกลาร่างกาย และขับเคลื่อนปราณโลหิต
‘แต่ความสามารถระดับนี้น่าจะพอใช้เป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าพรรคเจ็ดดาราได้แล้ว’
แม้ฝ่ามือจะระบม และแสบร้อนจนแทบทนไม่ไหวลู่เฟิงยังคงยกมีดขึ้นผ่าฟืนต่อ ทว่าหลังจากผ่าฟืนไปอีกสิบกว่าท่อนแถบความคืบหน้ากลับนิ่งสนิทไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ทุกระดับก่อนหน้านี้เมื่อแถบเดิมเต็ม แถบใหม่ที่ยาวกว่าจะปรากฏขึ้นมาแทนแต่คราวนี้กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
‘หรือขั้นสมบูรณ์จะเป็นปลายทางของวิชานี้แล้ว?’
ขณะที่กำลังรู้สึกผิดหวังสายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นเครื่องหมายคล้ายเครื่องหมายบวกอยู่ทางด้านหลังชื่อทักษะ
[ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ขั้นสมบูรณ์)+]
ก่อนหน้านี้เขาจดจ่ออยู่แต่กับตัวเลขความคืบหน้าจนไม่ได้สังเกตเห็นมันลู่เฟิงจึงลองเพ่งกระแสจิตจดจ่อไปที่เครื่องหมายนั้นทันที
[วิชาดาบผ่าฟืนถึงขีดจำกัดของขั้นสมบูรณ์แล้วใช้พลังวิญญาณ 10แต้มเพื่อทะลวงขีดจำกัด หลังการทะลวงจะได้รับคุณสมบัติพิเศษ]
[พลังวิญญาณไม่เพียงพอไม่สามารถทะลวงขีดจำกัดได้!]
‘ทะลวงขีดจำกัด!’
‘ทักษะที่ฝึกจนสุดทางแล้วยังสามารถใช้พลังวิญญาณยกระดับให้ก้าวต่อไปได้อีกงั้นหรือ!’
‘นี่ต่างหากคือประโยชน์ที่แท้จริงของพลังวิญญาณ!’
กระแสเลือดในกายของลู่เฟิงพลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้นทว่าเมื่อมองย้อนกลับมาดูค่าพลังวิญญาณที่มีอยู่เพียง 0.2แต้มของตัวเอง เทียบกับสิบแต้มเต็มที่ต้องใช้...
เขาก็ได้แต่จ้องมองเครื่องหมายบวกนั้นพรางถอนหายใจออกมา