“มีคนบ้า! รีบวิ่งเร็ว!”
เวลานี้เป็เวลาอาหารกลางวันคนที่เดินตลาดจึงไม่เยอะนัก ทว่ามีพ่อค้าแม่ค้าอยู่มาก มีทั้งคนที่ประหลาดใจร้อนใจ ไม่ทันไรตรงหน้าก็เต็มไปด้วยฝูงชนกลุ่มเล็กๆ
“ทำอย่างไรกันดีล่ะ” เสียงถอนหายใจดังลอดออกมาจากกลุ่มคน
ดวงตาของฉวี่หลิงราวกับเห็นเงาสีดำอยู่เบื้องหน้าเธอขมวดคิ้ว วางข้าวกล่องในมือเตรียมจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ฉวี่เหวินจวินใดึงแขนเสื้อของฉวี่หลิงเอาไว้ “หลิงหลิง ลูกจะทำอะไรน่ะ”
ฉวี่หลิงชะงักฝีเท้าเห็นในกลุ่มคนมีเสียงะโโห่ร้องดังลอดเข้ามา “ปู่คนนี้เป็โรคลมชักหรือเปล่า”
พอได้ยินประโยคนี้กลุ่มคนก็กระจายออกเปิดทางเป็สองฝั่งอย่างรวดเร็ว ชายชราอายุประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบปีวิ่งโซซัดโซเซออกมาดวงหน้าของเขาดุร้าย สองมือกวัดแกว่งไปมาอย่างบ้าระห่ำ อีกทั้งร่างกายยังสั่นสะท้านไม่หยุดมองแล้วทำให้รู้สึกตื่นตระหนก
ด้านหลังของเขามีเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่อย่างสับสนร้อนรนพลางน้ำตาไหล “คุณปู่เป็อะไรไปครับ”
เขากำลังวิ่งเข้าไปหาชายชราแต่ก็ถูกคนเดินถนนดึงเอาไว้ “เ้าเด็กคนนี้เข้าไปตอนนี้เดี๋ยวปู่ของเธอทำร้ายเธอขึ้นมาจะทำอย่างไร”
ดวงตาของฉวี่หลิงมีสายตาที่ยอดเยี่ยมปราดเดียวก็มองเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของชายชรา ทั้งยังมีควันสีดำที่คนอื่นมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นวนเวียนอยู่รอบร่างกายเขา
ฉวี่เหวินจวินกลัวว่าเขาจะพุ่งพรวดพราดเข้ามากะทันหันจึงอุ้มฉวี่หลิงไปให้ไกลอีกหน่อย
ฉวี่หลิงสังเกตลักษณะใบหน้าของชายชราคนนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนเธอเป็เพียงมือใหม่ ไม่เคยััประสบการณ์จริง ทำได้เพียงแค่มองเห็นว่าชายชราคนนั้นสวมชุดคลุมบางสีดำทั้งตัวด้านล่างสวมกางเกงสีเปลือกต้นฝ้าย
มีสุภาษิตว่าจะเข้าใจเื่ราวของคนคนหนึ่ง ให้ดูว่ารูปร่างหน้าตาเป็อย่างไรกับสิ่งที่เขาคิดในใจ อากัปกิริยาในวันธรรมดามีความเกี่ยวพันกันมากชายชราคนนี้รูปหน้าเหลี่ยมหนาทั้งยังยาว ใบหน้าสามส่วนเสมอกัน คิ้วดกตาโตใบหน้าทั้งสองข้างอิ่มเอิบมีน้ำมีนวล ตามทฤษฎีแล้ว คนที่มีรูปลักษณ์แบบนี้เป็คนมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง โชคชะตาดีเลิศ
ดังนั้นเขาไม่ควรมีสภาพแบบตอนนี้เลย
ฉวี่หลิงขมวดคิ้วสายตาเธอมองต่ำลง พบว่าควันสีดำนั่นกระจายตัวออกมาจากภายในกระเป๋าที่ชายชราถือในมือขวาต้นเหตุอาจจะไม่ได้เป็ที่ตัวชายชราก็เป็ได้แต่เป็เพราะสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าทำให้เขากลายเป็แบบนี้
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นชายชราก็คำรามออกมาว่า “ไสหัวไป!” หลังจากนั้นเขาก็วิ่งโซซัดโซเซออกไป
ใจของฉวี่หลิงค่อนข้างสงบเธอเดินไปข้างกายของฉวี่เหวินจวิน มองดวงตาที่ทุกข์กังวลของเขายิ้มออกมาอย่างไร้เดียงสา “พ่อคะ หนูอยากกินปาท่องโก๋ค่ะ”
“หลิงหลิง เดี๋ยวค่อยกินได้หรือเปล่า ตอนนี้พ่อไปไม่ได้”
วันนี้เื่ราวค่อนข้างแปลกประหลาดฉวี่เหวินจวินกลัวว่าชายชราคนนั้นจะกลับมาทำร้ายคนอีก ฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าไปใกล้ทำได้เพียงปลอบฉวี่หลิง
ฉวี่หลิงดึงปลายแขนเสื้อของฉวี่เหวินจวินยิ้มอย่างออดอ้อน ปรากฏเป็ลักยิ้มหวาน “พ่อคะ หนูขอห้าเหมาได้ไหมคะ[1]หนูจะไปซื้อเอง”
เธอพูดจบก็ชี้ไปทิศทางตรงกันข้ามกับชายชราคนนั้น“หนูไปซื้อทางนั้น พ่อวางใจได้ค่ะ หนูจะระวังตัว”
ปกติแล้วชาวบ้านแถบนี้มีนิสัยซื่อสัตย์ที่นี่ทั้งร้อนทั้งคนเยอะ แต่ไม่ค่อยมีเื่วุ่นวายอะไรเกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังเป็ทิศทางตรงกันข้ามกับชายชราคนนั้นดังนั้นฉวี่เหวินจวินจึงยื่นเงินให้ฉวี่หลิง แล้วกำชับว่า “งั้นลูกรีบไปรีบกลับ ฝั่งนั้นลุงก็ขายของอยู่ มีอะไรลูกก็เรียกลุงได้”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ฉวี่หลิงพยักหน้า รับเงินมาแล้วมุ่งหน้าออกไปเธอเดินอ้อมหัวถนนไปตามถนนในความทรงจำ เลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กๆ มุ่งหน้าวิ่งด้วยความเร็วไปยังทิศทางของชายชราคนนั้น
เธอฝึกฝนอยู่บนเขาได้ไม่กี่วันก็วิ่งเร็วขึ้นมากวิ่งได้ไม่เท่าไรก็ได้ยินเสียงร้องไห้ะโของเด็กชายคนนั้น
ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ตลาดแล้วแต่เป็บริเวณตึกเล็กๆ เก่าผุพังที่กำลังถูกรื้อถอน ทั่วทุกทิศว่างเปล่าไร้ผู้คนแสงแดดยามบ่ายร้อนผะผ่าวสาดแสงลงมาจนปวดศีรษะ
เด็กชายคนนั้นหรือสวีิเจิงมองคุณปู่ที่ขดตัวอยู่ที่มุมผนัง สายตาค่อยๆ หมดหวัง
แม้ว่าเมื่อสักครู่เขาเพิ่งจะโทรศัพท์แจ้งไปตอนนี้พวกเขาเองคงกำลังรีบมาที่นี่ ทว่าเขาเป็เพียงเด็กอายุสิบขวบ เห็นคุณปู่ที่ปกติแล้วรักใคร่เอ็นดูเขาเป็บ้าไปแล้วเขาเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร
สวีิเจิงนั่งลงบนพื้นอย่างอ่อนแรงขณะที่ร้องไห้พลางมองคุณปู่ของเขาอยู่นั้น ก็มีเสียงนุ่มนวลดังขึ้นข้างหู “พี่ชาย ฉันขอเข้าไปดูปู่ของพี่ได้หรือเปล่า”
สวีเิเจิงเงยหน้าอย่างฉงนสงสัยเห็นฉวี่หลิงยิ้มให้จนคิ้วและตาโค้งมน มุมปากทั้งสองข้างมีลักยิ้มที่งดงาม
เขาส่ายหน้าลุกขึ้นขวางหน้าฉวี่หลิงเอาไว้ “ไม่ได้ เธอเข้าไปไม่ได้นะ!”
ฉวี่หลิงเห็นเด็กใบหน้ากลมเล็กแบบบ้านๆน้ำตาปริ่มในดวงตา มองตัวเธออย่างระแวดระวัง เธอจึงยื่นกระดาษทิชชูให้ไปเอ่ยติดตลก “พี่กลัวอะไร ฉันไม่ใช่คนร้ายสักหน่อยไม่แน่ว่าฉันอาจจะช่วยคุณปู่พี่ได้ก็ได้นะ”
“จริงเหรอ”สวีิเจิงมองคนตัวเล็กที่สูงเท่ากับไหล่ของตัวเอง เอ่ยอย่างไม่เชื่อ “เธอโกหก”
“ไม่ได้โกหกนะ” ฉวี่หลิงมองสถานการณ์ของชายชราคนนั้นแผนในใจไม่อาจช้ากว่านี้ได้แล้ว “พี่ไม่ให้ฉันลองดูพี่จะรู้ได้อย่างไรว่าฉันทำไม่ได้ ตอนนี้เองก็ไม่มีทางอื่นแล้วด้วย ขืนพี่ยังยื้อเวลาไว้จะไม่ทันการเอานะ”
สวีิเจิงมองฉวี่หลิงที่จู่ๆก็ดูเคร่งขรึมเอาจริงจังขึ้นอย่างกะทันหัน ก็เปิดทางให้โดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งฉวี่หลิงเดินไปอยู่ข้างกายปู่ของเขาถึงได้รู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป
ฉวี่หลิงยืนห่างจากชายชราคนนั้นก้าวหนึ่งเห็นชายชราจ้องมองเธอด้วยตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าก็ไม่ปาน ในลำคอเปล่งเสียง ‘ครืดคราด’ ออกมา
สายตาของฉวี่หลิงมองต่ำลงเห็นกล่องที่ชายชราถืออยู่ในมือ ควันสีดำหนาทึบขึ้นทุกที ราวกับจะห่อหุ้มทั้งตัวของเขาไว้อย่างไรอย่างนั้น
ในใจเธอแอบรู้สึกไม่ดีจึงรีบร้อนปลดเหรียญโบราณสามเหรียญที่ปู่ให้เธอมาออกจากคอ หยิบออกมาเหรียญหนึ่ง ร่ายคาถาดังก้อง“ความยิ่งใหญ่ฟื้นคืน เปลี่ยนแปลงไม่หยุด ขจัดสิ่งชั่วร้าย ปกปักรักษาชีวิต!”
พอคาถาจบลงฉวี่หลิงก็เอาเหรียญโบราณดีดไปบนกระเป๋าที่ชายชราถืออยู่
ทุกการกระทำของฉวี่หลิงอยู่ภายใต้สายตาที่ไม่อยากเชื่อของสวีิเจิงกระเป๋าใบนั้นค่อยๆ สั่นไหว ปนเปไปกับเสียงหวีดหวิว
ฉวี่หลิงมองควันสีดำรอบตัวชายชราที่ค่อยๆเบาบางลง เธอถึงได้วางใจ คาถาเมื่อสักครู่ที่เธอท่องคืออาคมของลัทธิเต๋าเทียนอี้เหมินเดิมทีก็เป็ของลัทธิเต๋า ดังนั้นจึงสามารถขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้
ทว่าเธอยังอายุน้อยเกินไปคาถานี้ค่อนข้างจะสิ้นเปลืองกำลัง ดังนั้นเวลานี้ใบหน้าของเธอจึงซีดขาว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] ค่าเงินของประเทศจีนเป็หลักรองจากหยวน