หลังจากสอบวิชาเกี่ยวกับภาษาจบ ถังซิ่วรู้สึกผ่อนคลายแม้ว่าจะไม่ได้ทำมันอย่างดีเลิศแต่เขาก็มั่นใจว่าจะได้คะแนนเกินหนึ่งร้อยสี่สิบในวิชานี้
หลังจากพักกลางวัน ถังซิ่วไม่ได้กลับไปพักที่หอพักแต่อย่างใด เขาได้เดินทางออกนอกโรงเรียนเพื่อแอบเข้าไปในห้องสมุดของจังหวัด
ก่อนหน้านี้ประมาณครึ่งเดือน ถังซิ่วรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับความรู้ในหนังสือคู่มือเรียนจึงเอาแต่ตระเวนไปทั่วห้องสมุดของโรงเรียน
หลังจากนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าเขาสามารถเข้าห้องสมุดของจังหวัดได้ด้วยบัตรที่ยืมมาจากห้องสมุดของโรงเรียน
เขาไม่ได้เข้าไปที่ห้องสมุดของจังหวัดเพียงเพื่อหาความรู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขาได้คำนึงถึงทิศทางการบ่มเพาะของตัวเองในภายหลัง
ภาคบ่ายเป็การสอบวิชาคณิตศาสตร์ เขาใช้เวลาในการทำประมาณครึ่งชั่วโมงและหลังจากนั้นเขาก็รีบส่งกระดาษคำตอบ
การกระทำของเขาทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็อย่างมาก ต้องรู้ก่อนนะว่าโรงเรียนนั้น้ากดดันนักเรียนโดยการเพิ่มความยากของข้อสอบแต่เขากลับใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงในการทำข้อสอบ ในสายตาของคนอื่นนั้นมันมีเพียงแค่ความเป็ไปได้เดียวนั่นก็คือการที่เขาคิดว่าข้อสอบนั้นยากเกินไปจึงได้ละทิ้งการสอบ
“แม้ว่าข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์นั้นจะยาก ถังซิ่วก็ไม่ควรละทิ้งการสอบ เขาทำลายความเชื่อใจของอาจารย์ฮั่นซะเปล่า”
“ใช่ ครั้งนี้อาจารย์ฮั่นพ่ายแพ้แน่ๆ แม้ว่าเธอจะบอกว่าเธอไม่สนใจเงินเดือนไม่กี่พันหยวนแต่ฉันคิดว่าอาจารย์ฮูจะต้องยิ้มอย่างยินดีแน่เลย”
หลังจากที่ผู้คุมสองทั้งสองมองไปยังแผ่นหลังของถังซิ่วที่พึ่งเดินจากไปก็ทำให้พวกเขาได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบ
บนใบหน้าของถังซิ่วมีแต่ความรู้สึกท้อแท้ หลังจากที่เขาได้ลองฝึกฝนวิชาที่เคยฝึกมาแต่ก็มีแต่ความล้มเหลวเท่านั้น
“อย่าบอกนะว่าฉันสามารถฝึกฝนได้แค่เคล็ดวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์? แล้วตัวเองจะไปหาสมุนไพรและแร่ธาตุล้ำค่าได้จากที่ไหนกัน?”
คิ้วของเขาได้ขมวดเข้าหากัน
“ลูกพี่ ผมรู้สึกได้ว่าการสอบครั้งนี้ผมทำได้ดีทีเดียว ถ้าหากว่าการสอบในวันพรุ่งนี้ดีเหมือนวันนี้ก็คงจะดี”
หยวนชูหลิงกระแทกแขนของถังซิ่วด้วยหน้าตาที่ตื่นเต้น
“ตั้งใจเข้าไว้ล่ะ สองเดือนเท่านั้น ฉันคิดว่าคะแนนของนายจะต้องดีขึ้นแน่ๆ”
ถังซิ่วมองไปทางหยวนชูหลิง
“เฮ้ ผมไม่นึกเลยว่าความรู้ที่มีมาเนิ่นนานแล้วโดยที่ไม่ได้เสาะหาเพิ่มจะสามารถไล่ตามการสอบได้ทัน ต้องขอบคุณแรงผลักดันและคำชี้แนะของลูกพี่ อ่อใช่ การสอบวันนี้ของพี่เป็อย่างไรบ้างล่ะ?”
หยวนชูหลิงที่กำลังยิ้มอยู่ได้ถามอย่างรู้สึกสงสัย
“ฉันไม่คิดว่านั้นเป็การสอบด้วยซ้ำไป”
ถังซิ่วตอบด้วยเสียงราบเรียบ
“ถังซิ่ว แกมันอวดเก่ง แกไม่กลัวบ้างงั้นหรอ? เหลือเวลาอีกเพียงแค่สองวันเท่านั้นนะ”
“่สอบภาษาก็คงจะได้แต่ร้องไห้อยู่เป็ชั่วโมงสินะ ่สอบวิชาคณิตศาสตร์ก็ยังละทิ้งการสอบอีก คิดว่าคะแนนของแกจะเป็ยังไงล่ะ? หื้ม?”
“ไม่คิดเลยว่านักเรียนจากห้องหลักจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ไม่ใช่แค่คะแนนสอบแต่ยังโอ้อวดเก่งเป็ที่หนึ่งอีกด้วย”
คำพูดของถังซิ่วพึ่งจะจบก็ได้มีเสียงเหยียดหยามดังขึ้นมาข้างหูของเขา
คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าของถังซิ่วซึ่งก็คือเฉิงเยี่ยนหนานเองก็คิ้วขมวดพลางหันมามองเขาด้วยความรู้สึกผิดหวัง
ไม่ว่าจะเป็การสอบในภาคเช้าหรือภาคบ่ายของถังซิ่วนั้นสร้างเสียงฮือฮาเป็อย่างมาก หลายคนรู้ว่าการสอบของถังซิ่ว่ก่อนหน้านี้เป็อย่างไร คนที่คาดหวังกับเขาก็มีแต่ความรู้สึกผิดหวังในตัวเขา
เมื่อเห็นเพื่อนในชั้นเรียนเยาะเย้ยถังซิ่วก็ทำให้หยวนชูหลิงอยากที่จะกระโจนเข้าไปทุบตีพวกมันเสียให้หมด
หยวนชูหลิงได้แต่มองด้วยสายตาขอความช่วยเหลือไปที่เฉิงเยี่ยนหนาน แม้ว่าอีกฝ่ายจะย้ายมาที่ห้องสิบก่อนพวกเขาประมาณหนึ่งเดือนก็ตามแต่เธอก็ได้คุมห้องนี้โดยอาศัยความน่ากลัวของตัวเองและได้ตำแหน่งเจ๊ใหญ่ประจำห้อง
“ฮ่าๆ ไอ้พวกถุงขยะสองถุงที่ไม่มีแม้กระทั่งความกล้า นี่หมายความว่าพวกนายยอมรับแล้วสินะ นี่ยังเป็ผู้ชายอยู่หรือเปล่า?”
“ถ้าพวกมันเป็ผู้ชายจริงจะไปหลบอยู่ด้านหลังของผู้หญิงทำไมล่ะ?”
นักเรียนห้องสิบเองก็กลัวว่าเฉิงเยี่ยนหนานจะคุ้มครองถังซิ่วและหยวนชูหลิงแต่หลังจากที่สังเกตพฤติกรรมของอีกฝ่ายที่มีต่อทั้งาสองคนที่เปลี่ยนไปก็ทำให้พวกเขาเริ่มด่าทอด้วยคำพูดที่ไร้ยางอายมากขึ้น
หลังจากที่ทุกคนยั่วโมโหและด่าทอต่างๆนาๆ ลมหายใจของหยวนชูหลิงก็ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำและเขาไม่สามารถทนต่อคำด่าทอนี้ได้อีกแล้ว เขาได้ทุบโต๊ะและยืนขึ้นก่อนที่ถังซิ่วจะกระแอ่มไปหนึ่งครั้งเพื่อระงับอารมณ์ของเขา
“จริงๆแล้วคะแนนสอบรายเดือนของเราจะดีหรือจะร้ายก็ช่างเถอะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับพวกนายเลยสักนิด พวกนายไม่มีคุณสมบัติที่จะยั่วยุด้วยซ้ำ ถ้าหากว่าคะแนนเฉลี่ยของพวกนายดีจริงๆก็คงจะไม่มานั่งอยู่ภายในห้องนี้หรอกจริงไหม?”
ถังซิ่วหันไปมองนั่งเรียนคนอื่นๆและกล่าวออกไป
คำพูดของถังซิ่วเป็เหมือนชนวนะเิที่ทำให้นักเรียนห้องสิบโกรธจัดโดยทันที
“ถังซิ่ว นายมันไม่มีเกียรติเอาซะเลย กล้าพูดมาได้ยังไงว่าคะแนนสอบรายเดือนของพวกนายไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเรา? ถ้าคะแนนสอบของนายดี คะแนนรวมของห้องสิบของเราก็จะเพิ่มขึ้น แล้วถ้าคะแนนของนายแย่ คะแนนรวมห้องก็จะตกลง นายยังจะกล้าพูดอีกหรอว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนาย?”
“ถังซิ่ว คะแนนในการสอบแต่ละครั้งของนายนั้นไม่มากน้อยไปกว่าศูนย์เลย นี่ยังจะกล้าไปสอบอีกหรอ ถ้าเป็ฉัน ฉันคงจะเลิกเพื่อไม่ให้คนอื่นตกต่ำลงไปด้วยแล้วล่ะ”
“ถังซิ่ว รู้ไหมอาจารย์ฮั่นต้องแบกรับแรงกดดันขนาดไหนเพื่อให้นายยังได้อยู่เรียนในห้องสิบนี้? ในทั้งโรงเรียนสตาร์ซิตี้แห่งนี้ มีใครบ้างที่จะเป็โล่กำบังให้นายนอกเหนือจากอาจารย์ฮั่น? ถ้าหากว่าไม่ใช่เพราะอาจารย์ฮั่นก็คงจะทำให้นายถูกไล่ออกไปแล้ว อาจารย์ดีกับนายถึงขนาดนี้นี่นายไม่คิดถึงอาจารย์บ้างหรอ?”
ถังซิ่วไม่คิดเลยว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้ตกเป็จำเลยของสังคม แต่หลังจากได้ยินคำพูดของคนเหล่านี้ก็ทำให้เขาไม่ได้มีอารมณ์โกรธแม้แต่น้อยแต่มีเพียงแค่รอยยิ้มเท่านั้น
ถังซิ่วรับรู้ได้จากคำพูดเหล่านี้ว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายเพียงแต่เป็ห่วงอาจารย์ฮั่นชิงหวูก็เท่านั้น
เขาทำเพียงแค่ตอบกลับว่า
“ไม่ต้องกลัวไปหรอก รอดูผลได้เลยว่าคะแนนฉันได้ที่หนึ่งแน่นอน”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทันที
หลังจากที่ถังซิ่วออกจากห้องไปก็ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบเหมือนป่าช้า
“เมื่อกี้เขาพูดว่าจะได้ที่หนึ่งในการสอบเดือนนี้จริงๆหรอ?”
“มันจะต้องเป็การเข้าใจผิดอย่างแน่นอน ถ้าหากว่าคะแนนของเขาได้ที่หนึ่งจริงก็คงต้องนับจากล่างขึ้นบนแล้วล่ะ ถ้าจะได้ที่หนึ่งจริงๆก็คงจะเป็ในความฝันเขานั่นแหละ”
ในห้องมีแค่คนสองคนที่ยังนั่งนิ่งเงียบโดยที่สีหน้าของหยวนชูหลิงเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
“หลังจากที่ได้ยินข่าวถูกรถชนของเขาก็ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อความจำของเขา ไม่ใช่เพียงแค่ว่าจะไม่สามารถจดจำในสิ่งที่เรียนไปได้แต่หลังจากที่จำอะไรได้แล้วก็จะลืมอย่างรวดเร็ว ในอีกนัยหนึ่ง เขาเข้ามาที่ห้องสิบนี้โดยไม่มีความรู้อะไรหลงเหลืออยู่เลย จะเป็ไปได้หรอที่เข้ามาเพียงแค่หนึ่งเดือนจะสามารถคว้าที่หนึ่งของห้องไปได้?”
เฉิงเยี่ยนหนานพึมพำบนใบหน้ามีแต่ความผิดหวัง
วันต่อมา การสอบรายเดือนก็ยังคงดำเนินต่อไป
เื่ตลกเกี่ยวกับการสอบของถังซิ่วก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นกัน
การสอบภาคเช้า คนอื่นๆวุ่นกับการสอบของตัวเองและปาดเหงื่อที่แก้ม ตรวจสอบความถูกต้องของข้อสอบตัวเองั้แ่หน้าแรกแต่ถังซิ่วกลับออกจากห้องไปอย่างไม่แยแสอะไร
หลังจากการสอบวิชาภาษาอังกฤษกับการฟังรวมกันแล้ว ถังซิ่วใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเพื่อทำข้อสอบและหลังจากเสร็จแล้วก็ได้หลบออกไปเหมือนเดิม ตอนนี้เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆพึ่งจะเสร็จข้อกาและยังไม่ทันจะได้ทำข้ออ่านเลยด้วยซ้ำไป
หลังจากการสอบทั้งหมดเสร็จสิ้น นักเรียนคนอื่นๆก็จะอยู่ภายในโรงเรียนเพื่อจะศึกษาหาความรู้ต่อแต่ถังซิ่วไม่ได้ไปที่ห้องสมุดแล้วแต่มุ่งหน้าไปในเขตเก่าของเฮ้อจี้
เพราะเขารู้ว่าแม่ของเขาได้ทำอาหารอร่อยๆรอเขาอยู่นั้นเอง
ก่อนหน้าที่จะเข้าโรงเรียนมัธยม ถังซิ่วได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท และได้รับการทดสอบจนกระทั่งเขาโผล่ออกมาเป็ที่หนึ่งและเป็ที่ยอมรับของสตาร์ซิตี้ นี้เป็ครั้งแรกที่ออกไปจากพื้นที่ชนบท
เพื่อดูแลถังซิ่ว ซูหลิงหยุนเองก็เข้าเมืองมาพร้อมกับเขา
ซูหลิงหยุนเป็ผู้หญิงจากในชนบท การให้เธอทำการเกษตรเป็เื่ง่ายกว่าให้เธอมองหางานในเมืองสตาร์ซิตี้ดังนั้นระยะเวลาสามปีที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับถังซิ่วสองแม่ลูกก็ทำให้ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในสถานะที่ล่อแหลม
ส่วนที่ดีก็คือการที่นางสามารถทนกับความยากลำบากและทนงานหนักได้เพราะเธอเป็คนที่ไม่เกี่ยงงานโดยไม่สนว่าจะเป็งานสกปรกใดๆก็ตามที หลายปีผ่านไปก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและในที่สุดก็เริ่มตั้งตัวได้ เธอได้ทำการหยิบยืมเงินมาหลายร้อยหลายพันหยวนจนสามารถกัดฟันเช่าหน้าร้านค้าในพื้นที่เก่าเฮ้อจี้ ในที่สุดชีวิตของสองแม่ลูกก็สงบสุขและมั่นคง