“ข้าก็ไม่อาจระบุอย่างชัดเจนได้ มันเป็เพียงความรู้สึก ก่อนที่ข้าจะกลับมา ข้าได้ตรวจสอบเื่ของบุตรชายคนที่สามของตระกูล หวัง อยู่เล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะมีชื่อเสียงไม่ดีนักในเมืองหลวง ถือได้ว่าเขาเป็เด็กอันธพาลเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังมีข่าวเื่ที่เขาขืนใจผู้หญิงแพร่กระจายออกมาอีก หากสิ่งเหล่านี้เป็เื่จริงข้าคงไม่ใส่ใจนัก แต่ว่าข้ากลับคิดว่าเขาไม่ได้เป็คนเช่นนั้น!!”
“นอกจากนี้แล้ว หวัง หยาน ยังเป็คนตรงไปตรงมา ฝ่าาทรงตระหนักถึงบุคลิกของเขาได้เป็อย่างดี เขาเป็นักรบที่ไม่ข้องแวะกับกิจการภายในราชสำนัก อันที่จริงก็สามารถบอกได้ว่าเขาไม่สนใจเื่ภายในด้วยซ้ำ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาย่อมไม่ไปพบกับ เหยา กวงยี่ เช่นนี้แน่ สำหรับเื่นี้ข้าน้อยคิดว่าเขาถูกหลอกใช้มากกว่า!!”
“ในทางเดียวกัน ด้วยความตรงไปตรงมาของ หวัง หยาน มันจึงทำให้เขาไม่อาจมองแผนการของ เหยา กวงยี่ ได้ทะลุปรุโปร่ง แต่บุตรชายของตระกูล หวัง ดูเหมือนจะรับรู้ถึงเื่นี้ แม้ว่าดูเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นภายในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาลจะมุ่งเป้าไปที่ เหยา เฟิง แต่ข้ารู้สึกว่าเขาไปที่นั่นเพื่อบิดาของเขา เป็ที่รู้กันดีว่า เหยา กวงยี่ เป็ปราชญ์ที่มีแผนการล้ำเลิศ แต่มันคงไม่คาดหวังว่าบุตรชายของตนจะถูกจัดการได้โดยเด็กทั้งสองคนนี้ แน่นอนว่านี่เป็เพียงข้อสันนิษฐานของข้าน้อยเท่านั้น ยังไม่อาจระบุได้แน่ชัด!!”
หลู ถิง กล่าว
ภายในห้องโถงเงียบสงัด เป็ครั้งแรกที่อ๋อง ซ่ง นิ่งเงียบครุ่นคิดเป็เวลานาน
แม้ว่า หลู ถิง จะกล่าวว่านี่เป็เพียงข้อสันนิษฐาน และยังกล่าวออกมาโดยที่บอกว่าส่วนใหญ่เป็ความรู้สึกของเขาก็ตาม แต่อ๋อง ซ่ง ก็รับรู้ถึงบุคลิกของ หลู ถิง เป็อย่างดี หากว่าเขาไม่มีความมั่นใจมากพอ เขาย่อมไม่กล่าวเื่นี้ออกมาแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เหยา กวงยี่ เป็ผู้ใดกัน?
มีหรือที่เขาจะปล่อยให้เด็กทั้งสองคนล่วงรู้แผนการของจิ้งจอกเฒ่าเช่นเขา.....
มันไม่มีทางเป็ไปได้!!
อ๋อง ซ่ง และผู้ตรวจการาุโ ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ เพราะหากเป็เื่จริงแล้วนั้นพี่น้องตระกูล หวัง ก็เปรียบได้กับสัตว์ประหลาดโดยแท้
“....ฝ่าา ทรงแยกเื่ที่ไม่ว่าเขาจะมองแผนการของ เหยา กวงยี่ ออกหรือไม่ไว้ก่อน เพียงแค่คำกล่าวของเขาหลังจากนั้น ผู้ที่หัวเราะที่หลังคือผู้ชนะ ข้าน้อยคิดว่านี่เป็คำกล่าวที่กล่าวแทนฝ่าา สำหรับคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้ กลับมองเื่ภายในได้แตกฉาน มันแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ปฏิภาณ เป็อย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้น เขายังมีอายุเพียงสิบห้าขวบปีเท่านั้น!!”
หลู ถิง กล่าวออกมาด้วยความชื่นชม
ในท้ายที่สุดเขายังได้เปิดเผยออกมาอีกว่า ที่เขาประเมินเด็กหนุ่มผู้นี้เอาไว้สูงนั้น เป็เพราะเขายังอายุน้อยมาก
หลังจากได้ยินคำกล่าวเ่าั้ อ๋อง ซ่ง ก็นิ่งเงียบไป เขาต้องยอมรับว่าคำกล่าวของ หลู ถิง ทำให้เขาต้องประหลาดใจอย่างมาก ราชวงศ์ ซ่ง และตระกูล หวัง มีความสัมพันธ์ที่แแ่ต่อกันเป็อย่างดี อีกทั้ง จิ่วกง ยังเป็สายเืแห่งตระกูล หวัง อีกด้วย
ด้วยสถานะของอ๋อง ซ่ง ในเวลานี้ เป็เื่ยากที่เขาจะสังเกตเห็นถึงความสามารถของเด็กหนุ่มคนนี้ แต่ทว่าหากเด็กคนนี้มีความสามารถตามที่ หลู ถิง กล่าวออกมา เขาก็ไม่ใช่คนที่อ๋อง ซ่ง ควรมองข้ามไปแม้แต่นิดเดียว
“ท่าน หลู มันจะเป็ไรไหมหากข้า้าพบ หวัง ชง!?”
หลังจากผ่านนาน อ๋อง ซ่ง ก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับกล่าวถามออกมา
แต่เดิมแล้วเขาเรียกพบ หลู ถิง เพราะ้าสอบถามเื่ของ หวัง หยาน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะเห็นได้ชัดว่า หลู ถิง เชื่อว่า หวัง หยาน นั้นบริสุทธิ์อย่างสนิทใจ
“ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้น!!”
ตรงข้ามกับความคาดหวัง หลู ถิง กลับกล่าวพลางโบกมือออกมาเล็กน้อยต่ออ๋อง ซ่ง
“ฝ่าาทรงลืมไปแล้วหรือว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะเป็วันฉลองวันคล้ายวันเกิดครบอายุเจ็ดสิบปีของท่าน จิ่วกง เมื่อถึงเวลานั้นลูกหลานของตระกูล หวัง ทุกคนจะต้องมารวมตัวกัน ย่อมไม่สายเกินไปที่ฝ่าาจะพบกับเขา และสุดท้ายข้อสันนิษฐานของข้าก็จะได้รับการยืนยันเมื่อเวลานั้นมาถึง!!”
“ตามนั้นก็ได้”
อ๋อง ซ่ง พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มก่อนจะกล่าวขึ้น
“ไม่ใช่เื่ง่ายที่ท่าน หลู จะประเมินใครไว้สูงเช่นนี้ อีกอย่างข้าเองก็ชื่นชมคำกล่าวของเขา ผู้ที่หัวเราะทีหลังคือผู้ชนะ ผู้ตรวจการเจิ้ง ไปยังท้องพระคลังเลือกบางสิ่งจัดส่งไปยังตำหนักตระกูล หวัง!!”
“รับบัญชาฝ่าา!!”
ผู้ตรวจการเจิ้ง กล่าวรับด้วยความสุภาพ
“ช้าก่อน!!”
อ๋อง ซ่ง ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้น เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “ตอนนี้มันคงสายไปแล้ว ไว้ค่อยจัดส่งในวันพรุ่งนี้!!”
หลู ถิง มองเห็นความสับสนภายในดวงตาของอ๋อง ซ่ง อย่างชัดเจน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขายังไม่เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของ หวัง หยาน โดยสมบูรณ์ แม้ว่าจะเป็เช่นนั้น แต่ หลู ถิง ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาแต่อย่างใด
“มีเพียงระยะทางที่ยาวไกล จึงจะเพียงพอพิสูจน์กำลังม้า!!” ไม่ว่า หวัง ยาน จะทรยศหรือไม่ ไม่ว่าตระกูล หวัง จะเอนเอียงไปข้างอ๋อง ฉี หรือไม่.......ทุกสิ่งจะถูกเปิดเผยเมื่อกงล้อแห่งเวลาดำเนินต่อไป
“…….สำหรับ เป้า ซวน และ เจิ้ง หยวน แม้ว่าข้าจะดูแลพวกมันเป็อย่างดี แต่พวกมันกลับเลือกที่จะทรยศข้าเพื่ออ๋อง ฉี ย่อมเป็เื่ยากสำหรับข้าที่จะระงับความโกรธไว้ได้หากไม่ลงโทษพวกมันที่เนรคุณข้าเช่นนี้ได้ แม้ว่าข้าจะไม่อาจรับมือกับอ๋อง ฉี ได้ แต่สำหรับ เป้า ซวน และ เจิ้ง หยวน ย่อมไม่ใช่ปัญหา!!”
“ที่หลิงหนาน และโม่เป่ย ยังขาดที่ปรึกษาอยู่ใช่หรือไม่!? ให้พวกมันไปประจำที่นั่นตลอดชีวิต!!”
อ๋อง ซ่ง กล่าวออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดุดัน
ภายในราชสำนักเต็มไปด้วยอันตราย เหล่าผู้คนที่อยู่ภายในนั้นไม่ต่างอะไรไปจากการอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ เพียงแค่ก้าวเดียวก็สามารถตัดสินชีวิต และความตายของพวกเขาได้ .......สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็เพียงคำกล่าวเท่านั้น แม้ว่าอ๋อง ซ่ง จะถูกทรยศโดยคนใกล้ตัวของเขา แต่เขาก็ยังไม่ถึงจุดตกต่ำที่ใครก็สามารถเหยียบศีรษะของเขาไปได้
พยัคฆ์ที่าเ็ก็ไม่ต่างอะไรไปจากลูกแมวป่วย ในอดีตอ๋อง ซ่ง เป็คนที่ใจอ่อนเกินไป นั่นจึงเป็เหตุให้คนจำนวนมากกล้าทรยศต่อเขา
อย่างไรก็ตาม อ๋อง ซ่ง ไม่้าทนต่อเหตุการณ์เช่นนี้อีกต่อไป
***** วืดดด วืดดด *****
เขาหยิบพู่กันขึ้นมาพร้อมกับเขียนบางอย่างลงไป ไม่มีใครรู้ว่าการตวัดพู่กันของเขาในครั้งนี้ จะเป็การเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของ เป้า ซวน และ เจิ้ง หยวน ไปตลอดกาล
อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับสิ่งนี้ทั้งผู้ตรวจการาุโ (เจิ้ง) และ หลู ถิง ต่างก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แม้ว่าคนที่อยู่เื้ัจะเป็อ๋อง ฉี ก็ตาม แต่ทั้ง เป้า ซวน และ เจิ้ง หยวน ต่างก็ยังเป็คนใต้อาณัติของอ๋อง ซ่ง อยู่ดี
นี่คือโลกที่เต็มไปด้วยการนองเืภายในราชสำนัก
....................
รถม้ายังคงวิ่งต่อไปบนท้องถนน
หวัง ชง ไม่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในตำหนักอ๋อง ซ่ง และเขาก็ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับสิ่งนั้นเช่นกัน ขณะที่นั่งอยู่ภายในรถม้าจิตใจของ หวัง ชง กำลังครุ่นคิดถึงเื่อื่น
เขาทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อบิดาของเขาไปแล้ว อีกไม่นาน เหยา กวงยี่ จะต้องนำกองทัพปรากฏตัวขึ้นที่ชายแดน เมื่อเวลานั้นมาถึง บิดาของเขาจะสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้เอง
สิ่งที่เขาต้องทำต่อจากนี้คือเริ่มแผนการขั้นที่สอง
“ได้รับการสนับสนุน และไม่ได้รับการสนับสนุน!!” สิ่งที่เกิดขึ้นภายในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาลเป็สิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน แม้ว่าน้องสาวของเขาจะมีพละกำลังมหาศาลมาั้แ่กำเนิด และแข็งแกร่งกว่า เหยา เฟิง ก็ตาม แต่นางก็ยังไม่ใช่คู่มือของผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากของตระกูล เหยา
ประสบการณ์ใน่ชีวิตก่อนหน้าของเขาได้อธิบายเื่นี้เป็อย่างดี หากไร้ซึ่งกำลังคนที่เพียงพอ สุดท้ายแล้วก็จะจบลงที่ความพ่ายแพ้อันน่าเศร้า
หากเขา้าทำตามความปรารถนาของเขา พร้อมกับเปลี่ยนแปลงชะตาของตระกูล หวัง และอาณาจักรต้าถัง แล้วนั้น เขาจำเป็ต้องสร้างตัวให้เหมือนกับ เหยา เฟิง โดยการสร้างอิทธิพลของตัวเองขึ้นมา
มีเพียงพลังที่แข็งแกร่ง และผู้ติดตามจำนวนมากเท่านั้น เขาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงบทสรุปของอาณาจักรที่รายล้อมไปด้วยอันตรายนับไม่ถ้วนเช่นนี้ได้
ทว่าเพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ เขาจำเป็ต้องมีทรัพยากรความมั่งคั่งที่มากกว่าศัตรูของตน
“เงินตราคือสิ่งที่ทำให้โลกยังหมุนต่อไปได้!!” ยิ่งคนที่มีความสามารถสูงเท่าไหร่ ย่อมมีความจองหองมากขึ้นไปเท่านั้น หากไม่มีผลประโยชน์ที่มากพอมีหรือที่จะทำให้คนเ่าั้ยอมรับใช้ได้
แต่เขาเป็เพียงเด็กที่มีอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น
แล้วเช่นนี้เขาจะคว้าความมั่งคั่งเช่นนั้นเอาไว้ได้เช่นไร
ขณะที่นั่งอยู่ภายในรถม้า ใบหน้าของ หวัง ชง เต็มไปด้วยความตึงเครียด
ตระกูล หวัง ไม่ใช่ตระกูลที่ร่ำรวย และไม่มีกิจการใดๆ ที่นำมาซึ่งความมั่งคั่ง หากมองจากจุดนี้เขาย่อมไม่สามารถพึ่งพาตระกูลได้
หวัง ชง ทำได้เพียงคิดหาวิธีการอื่นเท่านั้น
“จะต้องมีวิธี!! จะต้องมีวิธี.....!!”
หวัง ชง เคาะปลายนิ้วลงบนหน้าต่างของรถม้าขณะครุ่นคิด เขาพยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน่ชีวิตที่แล้วเพื่อหาช่องทางในการสร้างเม็ดเงินขึ้นมาจำนวนมากๆ
ในที่สุดประกายความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในห้วงความคิดของเขา
“จริงสิ!!”
ทันใดนั้นดวงตาของ หวัง ชง ก็เปล่งประกายระยิบเมื่อเขาตระหนักเื่หนึ่งได้
“เหล็กหวู่จือ!! ใช่แล้ว เหล็กหวู่จือ!!”
ความตึงเครียดของ หวัง ชง ในก่อนหน้านี้ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว
เหล็กหวู่จือ คือโลหะล้ำค่าเมื่อนำมาตีเป็ดาบบนพื้นผิวจะมีลวดลายคล้ายกับเมฆ และสายน้ำเป็ภาพที่งดงามยิ่ง ในขณะเดียวกันนั้น เหล็กหวู่จือ ก็เป็วัตถุดิบที่ดีที่สุดในการนำมาตีเป็อาวุธ ไม่มีวัตถุดิบใดสามารถเทียบกับมันได้
ในอีกโลกที่ หวัง ชง จากมานั้น เหล็กหวู่ชือ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ใบมีดอาหรับ หรือ เหล็กดามัสกัส
อาวุธที่ถูกทำขึ้นมาจากวัตถุดิบนี้ถูกจัดเป็อันดับต้นๆ ในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้
สิ่งที่สำคัญก็คือเมื่อเหล็กหวู่จือถูกขุดขึ้นมาแล้วนั้น มันจะไม่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง
ในอนาคตดาบที่ถูกตีขึ้นมาด้วยเหล็กหวู่จือนั้นสามารถขายได้หลายล้านหยวน หรือหลายหมื่นเหรียญสหรัฐ ยิ่งกว่านั้นมันไม่ใช่สิ่งที่มีเพียงแค่เงินแล้วจะสามารถจับจองได้
ในโลกนี้ ก็เช่นกัน
เหตุผลที่ หวัง ชง สามารถจดจำเหล็กหวู่จือได้อย่างขึ้นใจนั้น เป็เพราะความคมของมัน อาวุธที่ถูกตีขึ้นมาด้วยเหล็กหวู่จือจะมีความคมเป็พิเศษ มันสามารถตัดดาบเลื่องชื่อได้อย่างง่ายดาย
ในด้านความคมนั้น อาวุธที่ถูกตีขึ้นมาจากเหล็กหวู่จือมีความคมมากที่สุด
ในอีกโลกหนึ่งที่ หวัง ชง จากมานั้น มีนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลอง และตรวจสอบเหล็กหวู่จืออย่างละเอียด นั่นทำให้เขาพบว่าในเนื้อเหล็กนั้นมีเหล็กอ่อนที่มีลักษณะคล้ายกับฟันเลื่อยจำนวนมากซ่อนอยู่ ด้วยฟันเลื่อยจำนวนนับไม่ถ้วนของมันที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านี้ จึงทำให้มันสามารถสร้างตำนานความคม ที่ไม่มีใครเทียบขึ้นมาได้
ทหารม้าที่ใช้อาวุธซึ่งตีขึ้นมาจากเหล็กหวู่จือนั้น สามารถสะบั้นร่างของศัตรูผ่านเกราะบนร่างกายของพวกเขาได้อย่างน่าหวาดกลัว
ยิ่งกว่านั้น ด้วยฟันเลื่อยจำนวนมากในเนื้อเหล็กหวู่จือ มันยังทำให้าแที่ถูกฟาดฟันด้วยเหล็กชนิดนี้มีเืไหลออกมาปริมาณมาก และยากที่จะรักษาได้
นั่นทำให้าแเล็กๆ กลายเป็าแใหญ่ขึ้นมาด้วยเหตุผลข้อนี้
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ มันจึงทำให้กองทัพที่ใช้อาวุธซึ่งถูกตีขึ้นมาจากเหล็กหวู่จือมีความน่าเกรงขามอย่างมาก
เหล่าศัตรูของพวกเขาไม่ล้มตายจำนวนมาก ก็ได้รับาเ็หนักจำนวนมาก
แม้ว่าเหล็กหวู่จือจะเป็โลหะล้ำค่า แต่ หวัง ชง ก็รู้ดีว่าในเวลานี้ราคาของมันยังไม่สูงนัก และหากว่าไม่มีความคลาดเคลื่อนใดๆ แหล่งแร่ที่เหลืออยู่มีเพียงที่เดียว นั่นคือที่เทือกเขาไฮเดอราบาด
เหล็กหวู่จือชุดแรกที่ถูกขุดขึ้นมาจากเทือกเขาไฮเดอราบาดจะถูกนำมาโดยภิกษุขี้โรคสองรูปและกระจายแพร่หลายไปยัง ชาวเปอเซียร์อาหรับ ภูมิภาคตะวันตก ต้าถัง เติร์ก และ แคว้นซินหลัว
หลังจากนี้อีกหนึ่งปี เหล็กหวู่จือจะมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างมาก สิบปีต่อมาชื่อเสียงของมันก็ได้แผ่ขยายไปทั่วโลก ยี่สิบปีจากนั้นวิธีการตีอาวุธจากเหล็กหวู่จือก็ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์
สามสิบปีให้หลัง เหล็กหวู่จือก็ถูกขุดขึ้นมาจากเทือกเขาไฮเดอราบาดจนหมด
นั่นคือเหล็กหวู่จือก้อนสุดท้ายของโลกใบนี้
ทั้งหมดคือความเป็มาของเหล็กหวู่จือ
เหล็กชนิดนี้มีปริมาณจำกัด และหายาก แต่ในตอนนี้ยังไม่มีใครรับรู้ถึงความจริงข้อนี้
จากความทรงจำของ หวัง ชง ในชีวิตที่แล้วนั้น ภิกษุทั้งสองรูปน่าจะอยู่ภายในอาณาจักรต้าถัง เหล่าผู้คนในอาณาจักรต้าถังไม่ได้ใส่ใจต่อคนที่มาจากทางทิศตะวันตกมากนัก ดังนั้นจึงไม่มีใครให้ความสนใจต่อภิกษุขี้โรคสองรูปนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึงเหล็กหวู่จือในมือของพวกเขาด้วยซ้ำ
หากพบตัวพวกเขาในตอนนี้ ย่อมสร้างความมั่งคั่งได้มากเกินกว่าที่จะคาดอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้หัวใจของ หวัง ชง ก็สั่นไหวขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นอย่างมากในทันที
แม้ว่าจะเป็คนละ่เวลาก็ตาม แต่ หวัง ชง รู้ดีว่าอาวุธที่ตีขึ้นมาจากเหล็กหวู่จือนั้นเป็สิ่งถูกหมายปองโดยขุนนางชั้นสูง , แม่ทัพอาณาจักร หรือแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์อย่างแน่นอน
เพื่อแลกกับอาวุธที่ถูกตีขึ้นจากเหล็กหวู่จือแล้ว พวกเขายินดีที่จะโยนทรัพย์สมบัติของตัวเองทิ้งไปเพื่อให้ได้มาเสียด้วยซ้ำ
หากว่าเขาสามารถซื้อขายเหล็กหวู่จือทั้งหมดจากภิกษุขี้โรคได้ แน่นอนว่าในอนาคตเขาจะต้องมีความมั่งคั่งเกินกว่าที่คาดเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อคิดเช่นนั้นมีหรือที่ หวังชง จะไม่ตื่นเต้น
“น้องสาว เ้าอยากไปเที่ยวรอบๆ กับพี่ชายเพื่อตามหาคนสักสองสามคนไหม!?”
หวัง ชง กล่าวถามน้องสาวตัวเล็กที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“ห๊ะ!! นี่ท่านยังคิดจะออกไปเที่ยวอีกหรือ!?”
ดวงตาของ หวัง เสี่ยวเหยา เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางยังจดจำความโกรธของบิดาที่กล่าวว่าจะหักขาของพวกเขาทั้งสองคนหากว่ายังเตร็ดเตร่อยู่ด้านนอกเช่นนี้ได้อย่างชัดเจน
“เ้ากลัวรึ!?”
หวัง ชง กล่าวเย้ยหยัน
“หึ!! ข้ารึมีหรือจะกลัว!!”
การยั่วยุของ หวัง ชง ประสบผลสำเร็จ เป็ตามที่คาดเอาไว้ บุตรสาวคนเล็กแห่งตระกูล หวัง ไม่อาจทนต่อแรงยั่วยุได้ หลังจากหันไปยิ้มบางๆ ให้กับน้องสาวแล้ว หวัง ชง ก็หันไปกล่าวกับสารถีให้พาไปยังทิศตะวันตกทันที
“สารถี พาพวกเราไปที่ถนนวิหคสีชาด!!”
........................…
***ประเทศสินธุในสมัยโบราณ ชาวจีนเรียกว่า “เซินตู๋” 身毒 (ทับศัพท์แม่น้ำสินธุ) หรือไม่ก็เรียกว่า “เทียนจู๋” 天竺 พระชาวสินธุสมัยนั้น ชาวจีนจึงตั้งชื่อ “จู๋” 竺 ให้เป็ชื่อสกุล***