ตอนที่ 10 ล่าสัตว์
หนิงอันนั่งฝึกฝนวิชาั้แ่ดึกดื่นจนถึงพรุ่งนี้เช้าของอีกวัน ขณะนั้นได้ยินเสียงไก่ป่าขันร้องดังเจื้อยแจ้ว หลังทิวเขามีแสงสีส้มเหลืองของดวงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องอยู่รำไร บรรยากาศหนาวเย็นจนหยดน้ำค้างตามยอดไม้ใบหญ้าจับตัวเป็น้ำแข็ง
ยามนี้ร่างกายของหนิงอันเปล่งแสงสีเหลืองอ่อนคล้ายกับหิ่งห้อย สีหน้าท่าทีดูนิ่งสงบ หญิงสาวนั่งฝึกฝนเช่นนี้มาทั้งคืน จนพอจะจับจุดแนวทางการควบคุมพลังได้บ้างแล้ว แต่ยิ่งนางเข้าใจพลังนี้ลึกซึ้งมากเท่าไหร่ ก็จะพบว่ามีบางอย่างที่ยังขาดหายไป บางอย่างที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ถึงนางจะสำเร็จส่วนที่สาม สามารถแปรสภาพพลังลมปราณให้กลายเป็ปราณแห่งการรักษาได้แล้ว แต่กระทั่งจวบจนตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน กล่าวง่ายๆ คือนางไม่รู้จะใช้วิชานี้รักษาคนได้อย่างไร
ในตำราเพียงบันทึกบอกถึงวิธีปรับเปลี่ยนพลังลมปราณให้กลายเป็ปราณแห่งการรักษาและคุณสมบัติของมันว่าทำอะไรได้บ้าง แต่ในตำราไม่ได้บันทึกบอกถึงวิธีการใช้งานพลังนี้แต่อย่างไร..
หนิงอันลืมตาขึ้นมาช้าๆ แสงสีเหลืองอ่อนรอบตัวก็หายไปเช่นกัน พลางถอนหายใจออกมายาวเหยียด เหม่อมองมือทั้งสองข้างด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะกล่าวพึมพำว่า "นี่หมายความว่าอย่างไร? ข้าฝึกส่วนที่สามจนสำเร็จแล้ว แต่ไม่รู้จะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร? หรือข้าต้องสูญสิ้นเวลาเปล่า?"
หญิงสาวรู้สึกผิดหวังอย่างท่วมท้น เห็นทีการรักษาท่านแม่จะไม่ใช่เื่ง่ายดายเสียแล้ว
หนิงอันอันยังไม่ยอมแพ้ จึงโคจรพลังภายในร่างเรียกใช้ปราณแห่งการรักษา พลังสีเหลืองอ่อนพลันค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ก่อนหลอมรวมกันกลายเป็กลุ่มก้อนเล็กๆ เท่ากำปั้นเด็กทารก นางเหม่อมองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะสลายมันทิ้งไปแล้วส่ายหัวอย่างอับจนปัญญา "เอาเถอะ ถึงอย่างไรเราก็มีพลังลมปราณใช้ สามารถช่วยเหลือทุ่นแรงเราได้มาก นับว่าไม่ได้เสียเวลาเปล่า ส่วนปราณแห่งการรักษาเราค่อยหาวิธีใช้งานมันอีกที"
คิดได้ดังนั้นหนิงอันค่อยใจชื้นขึ้นมา ก่อนจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันของตัวเอง ั้แ่ก่อกองไฟหุงหาอาหารไว้แต่เช้ามืด กล่าวได้ว่าเวลาทั้งคืนที่นางใช้ไปกับการฝึกฝนพลัง ไม่ต่างอะไรจากนอนมาทั้งคืน พอออกจากการฝึกฝนก็รู้สึกสดชื่นแจ่มใสทันที ไม่ได้รู้สึกง่วงหรือเมื่อยล้าแต่อย่างใด
หนิงอันนำเนื้อแห้งแดดเดียวที่ตากทิ้งไว้มาทำเป็อาหารในเช้ามื้อนี้ ทั้งยังทำผัดผักที่เก็บมาจากสวนหลังบ้าน
กับข้าววันนี้มีไม่กี่อย่าง ส่วนหนึ่งนางจะห่อเก็บไว้กินยามเข้าป่าไปล่าสัตว์กับท่านลุงโจว ส่วนหนึ่งก็เหลือทิ้งไว้ให้คนที่บ้านกิน
ฟ้าเพิ่งจะสว่าง คาดไม่ถึงว่าท่านลุงโจวกับท่านป้าหวังก็พากันเดินทางมาถึงแล้ว ทั้งสองล้วนใส่ชุดกันหนาวแ่า มองแต่ไกลคล้ายกับคนอ้วน ข้างหลังท่านลุงโจวสะพายถุงผ้าใบใหญ่ ยังมีหน้าไม้ยาวครึ่งวามาอันหนึ่งพร้อมกับลูกดอกอีก 10 กว่าลูก ซึ่งเป็อุปกรณ์ล่าสัตว์ประจำตัวท่าน
มาถึงโจวหยวนก็ถามขึ้นว่า "เ้าเตรียมตัวเรียบแล้วใช่หรือไม่?
หนิงอันกำลังเก็บสิ่งของที่จำเป็สำหรับเข้าป่าใส่ไว้ในถุงผ้า จึงกล่าวว่า "ไม่คิดว่าท่านจะมาเร็วปานนี้ ข้าเลยช้าไปหนึ่งก้าว นี่ก็เพิ่งจะทำห่อข้าวเสร็จพอดีเลยเ้าค่ะ"
โจวหยวนหัวเราะฮาฮา กล่าวว่า “ล่าสัตว์ไปเช้าหน่อยยิ่งดี เพราะ่เช้าอากาศหนาว สัตว์ป่ายังไม่ตื่นตัวนัก”
"หนาวจะตายอยู่แล้ว" หวังหลี่โอดครวญพลางเดินเข้ามาในลานหน้าบ้าน พอดีเห็นกองไฟก็รีบเดินเข้าไปนั่งข้างกองไฟค่อยรู้สึกดีขึ้นมา ครู่หนึ่งจึงกล่าวถามกับหนิงอันว่า "แล้วเด็กสองคนนั่นยังไม่ตื่นอีกรึ?"
"นอนอยู่ข้างในบ้านยังไม่ตื่นเ้าค่ะ ให้ข้าไปปลุกพวกเขาให้หรือไม่"
"ไม่ต้อง เดี๋ยวข้าไปปลุกเอง" หวังหลี่ผิงไฟจนหนำใจแล้วจึงเดินเข้าไปในบ้าน
พอหนิงอันทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ดูว่าไม่ลืมอะไรแล้วนางค่อยมัดถุงผ้า ก่อนจะเดินไปหยิบหมวกกับเสื้อคลุมบนราวตากผ้าริมผนังบ้าน สวมใส่ลงบนตัวอย่างรัดกุม
จากนั้นโจวหยวนยืนขึ้น กล่าวว่า "ป่ะ งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ให้ท่านป้าเ้าดูแลพวกเด็กๆ กับแม่เ้าไปก่อน เดี๋ยวสายๆ พวกเราก็กลับมาแล้ว ไปไม่นานเท่าไหร่หรอก"
หนิงอันพยักหน้าก่อนจะเดินไปที่ประตูบ้าน พอดีเห็นเด็กน้อยฝาแฝดเพิ่งจะพากันสะลึมสะลือตื่นนอน ก็กล่าวบอกว่า "น้องเล็ก น้องรอง พี่เข้าป่าไปล่าสัตว์กับท่านลุงโจว พวกเ้าอยู่กับท่านป้าหวังไปก่อน แล้วก็อย่าดื้ออย่าซนหละ"
หนิงหนิงกับหนิงเทียนขานรับอู้อี้
โจวหยวนกับหนิงอันสองลุงหลานจึงพากันมุ่งหน้าขึ้นเขา
เดินผ่านทุ่งหญ้ารกร้างจวบจนข้ามลำธารแม่น้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เดินลัดเลาะตามตีนเขา ตลอดทางเพียงเจอฝูงลิงปีนป่ายขึ้นต้นไม้สูงใหญ่ ยังไม่เจอสัตว์อื่นใดให้เห็น จนกระทั่งเดินถึงป่าไผ่แห่งหนึ่ง มีเสียงไก่ป่าขันดังไม่ไกลจากที่ทั้งสองอยู่ มีสุ้มเสียงเขี่ยพื้นหาอาหารหลายเสียงด้วยกัน แสดงว่ามีไก่ป่าหลายตัวซึ่งอยู่รวมกันเป็ฝูง
โจวหยวนใช้ประสบการณ์ของพรานป่าค่อยๆ ย่องเท้าเข้าไปใกล้ โดยไม่ลืมบอกให้หนิงอันคอยดูสังเกตการณ์ทุกการกระทำของตนเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ลอบสอดส่องผ่านรูช่องแคบของกอไผ่ ปรากฏว่าเห็นเป็ไก่ป่าฝูงหนึ่งจริงๆ ระยะห่างราวสิบกว่าก้าว
ยามนั้นโจวหยวนยกหน้าไม้ขึ้น เล็งไปยังไก่ป่าตัวเมียที่ตัวอวบอ้วนที่สุด สายตาจับจ้องมองดุจนักล่ามองเหยื่อ
หนิงอันที่ยืนห่างออกไป 3 วา ต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างตื่นเต้น ในขณะเดียวกันนางก็พยายามทำให้ตัวเองไร้ซุ่มเสียงที่สุด จะได้ไม่ทำให้พวกไก่ป่าตื่นใจนบินหนีไปเสียก่อน
ทันใดนั้นมีเสียง ผึ่ง! พร้อมกับเสียง ฟิ้ว! ตามมา หนิงอันทราบว่าท่านลุงโจวลงมือแล้ว!
แต่ขณะเดียวกันก็มีเสียงไก่ป่าตัวอื่นๆ ร้องอย่างแตกตื่นวุ่นวายบินหนีไปคนละทิศละทาง
โจวหยวนรีบวิ่งออกจากกอไผ่ มุ่งตรงไปยังจุดที่ลูกดอกพุ่งออกไป ปรากฏว่ามีไก่ป่าตัวสีน้ำตาลนอนดิ้นชักกระตุกอยู่กับพื้น เห็นปลายลูกดอกเสียบแทงทะลุลำคอของมันอย่างแม่นยำ เขาจึงคลายใจลง อดเผยรอยยิ้มไม่ได้ จากนั้นจับไก่ป่าตัวนั้นขึ้นมาจากพื้น
หนิงอันที่รีบวิ่งตามมา เห็นในมือท่านลุงโจวหิ้วไก่ป่าตัวใหญ่ ต้องกล่าวอย่างยินดีว่า "สมกับเป็ท่านลุงโจว ท่านยิงได้แม่นยำนัก ได้ไก่ป่ามาตัวหนึ่งแล้ว"
โจวหยวนกล่าวอย่างภาคภูมิใจติดจะโอ้อวดเล็กน้อยว่า "น่าเสียดายที่หน้าไม้ยิงได้ทีละดอก ป่านนี้ไก่ป่าฝูงนี้คงเสร็จพวกเราหมดแล้ว"
หลังจากนั้นจัดการเก็บไก่ป่าไว้ในถุงผ้าเสร็จสรรพ ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อ มาครั้งนี้นับว่าไม่เสียเที่ยวแล้ว เพราะมีไก่ป่าตัวหนึ่งไว้รองถุง แต่ทว่าทั้งสองเดินไปได้เพียงไม่นาน ก็มาถึงทุ่งหญ้าแห้งกว้างขวางสูงครึ่งตัวคน ยามนั้นโจวหยวนพลันชะงักฝีเท้าลง ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ก้าวถอยหลังมาสองก้าว
หนิงอันเห็นท่านลุงโจวมีท่าทางแปลกๆ จึงถามอย่างสงสัย "มีอะไรหรือเ้าคะท่านลุงโจว?"
แต่เพียงสิ้นคำนาง โจวหยวนพลันร้องะโขึ้นว่า "วิ่ง! นังหนูวิ่ง!"
หนิงอันได้ยินดังนั้นก็แตกตื่นใ ลังจะสาวเท้าวิ่งหนี พลันพุ่มไม้หนึ่งข้างทาง ก็มีเสือขนาดตัวเท่าวัวตัวหนึ่งกระโจนออกมา หนิงอันยิ่งแตกตื่นหวาดกลัวจนหน้าซีด แต่เห็นว่าท่านลุงโจวยังคงไม่วิ่งหนี ซ้ำยังยืนเผชิญหน้า ใช้หน้าไม้ในมือสกัดขัดขวางเสือตัวนั้นเอาไว้ แต่พละกำลังของเสือดุร้ายมีมากกว่า อุ้งเท้าและกรงเล็บของมันจึงทะลวงผ่านการป้องกันอย่างง่ายดาย ตะปบเข้าใส่หน้าอกของท่านลุงโจวอย่างจัง กระทั่งเสื้อขาดเป็รอยข่วนของกรงเล็บ ท่านลุงโจวแผดเสียงร้องดังด้วยความเ็ป
หนิงอันเห็นดังนั้นไหนเลยวิ่งหนีเอาตัวรอดคนเดียวได้ ยามนั้นนางร้องะโอย่างตื่นตระหนกว่า "ท่านลุงโจว!"
จากนั้นไม่ทันคำนึงถึงผลได้ผลเสีย นางพลันโคจรพลังลมปราณภายในร่าง ถีบเท้าลงกับพื้นจนเป็หลุมลึก ร่างคนพลันพุ่งออกไปราวกับลูกเกาทันฑ์ ขณะเดียวกันก็ง้างฝ่ามือซ้ายพร้อมกับห่อหุ้มด้วยพลังลมปราณ คิดหมายโจมตีใส่ร่างของเสือร้ายตัวใหญ่เบื้องหน้า