ถึงจะไม่เคยเห็นที่ลีฟเล็ทเลยแต่ที่นี่พวกมนุษย์สัตว์เดินกันเกลื่อนจนเด่นสะดุดตาเลย ถึงจะเรียกว่ามนุษย์สัตว์แต่ก็มีแค่ส่วนหัวที่เป็สัตว์ส่วนร่างกายยังเป็มนุษย์ กล่าวคือเป็พวกที่คล้ายกับมิโนทอร์นั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่นเด็กผู้หญิงมนุษย์สัตว์เผ่าจิ้งจอกที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้านอกจากหูกับหางก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ทั่วไปเลยใบหูที่งอกขึ้นมาบนหัวมีสีเหมือนกับผมยาวสีทองและมีสีดำอยู่ตรงส่วนปลายตรงข้ามกับหางพองโตที่มีสวนปลายเป็สีขาว
นอกจากหูที่อยู่บนหัวแล้วยังมีหูอยู่ในตำแหน่งเดียวกับพวกผมด้วย ถ้าจำไม่ผิดลินเซ่เคยบอกไว้ว่าการใช้แบ่งเป็หลักกับเสริม แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดอยู่ดี
โอ้? สาวน้อยจิ้งจอกคนนั้นมองล่อกแล่กเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่เลยแฮะ......หรือว่าเด็กหลงทางงั้นเหรอ? ทำหน้าลำบากใจแบบสุด ๆ อยู่ด้วยนะนั่นไม่มีใครคิดจะช่วยเลยรึไงหว่า เมืองใหญ่ของโลกนี้เองก็เ็าจังเลยน้า
......ดีล่ะลองทักดูดีกว่า
“เอ่อเป็อะไรไปเหรอครับ?”
“ฮะฮี้! มีอะไย!?”
อ๊ะกัดลิ้นแหละ เธอเบิกตากว้างมองมาทางนี้ ช่วยใจเย็นลงหน่อยเถอะไม่ใช่คนน่าสงสัยหรอกนะ...... ไม่น่าสงสัยหรอก มั้งนะพอโดนกลัวขนาดนี้ก็หมดความมั่นใจไปเลยแฮะ
“เอ่อพอดีเห็นทำท่ากำลังลำบากใจอะไรอยู่ เลยคิดว่าเกิดอะไรขึ้นรึเปล่าน้า น่ะ”
เด็กหลงทางจริงๆ ด้วย
“คะคือว่า คือว่า นะ หนูพลัดหลงกับคนที่พามา......”
คุณจิ้งจอกตัวน้อยทำเสียงท้อแท้เธอมองผมโดยที่หูกับหางลู่ลงอย่างไร้เรี่ยวแรงและ
ไร้จิตใจ
“จุดนัดพบล่ะ?”
“เอ่อ......ถ้าจำไม่ผิดร้านเวทมนตร์ชื่อ ‘ลูก้า’ ค่ะ”
ร้านเวทมนตร์“ลูก้า” สินะ ผมหยิบสมาร์ทโฟนออกมาค้นหาในแผนที่ เจอแล้ว ๆ ร้านอยู่ระหว่างทางไป “เบลคุท”พอดีเลยแฮะ
“ถ้าเป็ร้านนั่นล่ะก็เดี๋ยวจะนำทางให้นะครับ ผมเองก็กำลังจะไปทางเดียวกันอยู่พอดี”
“จริงเหรอคะ!? ขอบคุณมากเลยก๊ะ!”
อ๊ะกัดลิ้นอีกแล้ว เด็กคนนี้เห็นแล้วใจสงบดีจัง อายุน่าจะน้อยกว่าพวกเอลเซ่สินะคงซักสิบสองถึงสิบสามปีมั้ง
ผมพาเธอเดินไปตามทางในแผนที่ชื่อของเธอจากที่บอกมาดูเหมือนจะเป็ อัลม่า
“คุณโทยะมาท่องเที่ยงเมืองหลวงเหรอ?”
“เปล่ามาทำงาน แต่ก็เสร็จแล้ว อัลม่าล่ะ?”
“หนูเองก็ตามมาด้วยเพราะงานของพี่สาวค่ะอยากเห็นเมืองหลวงน่ะ”
อัลม่ายิ้มอย่างแจ่มใสสีหน้าเมื่อกี้เหมือนเป็เื่โกหกเลยแฮะ
พวกผมคุยเล่นกันไปซักพักหนึ่งก็มองเห็นร้านเวทมนตร์ที่หน้าร้านนั้นมีผู้หญิงมนุษย์สัตว์ยืนอยู่คนหนึ่งเมื่อเธอรู้สึกตัวถึงทางนี้ก็รีบวิ่งมาอย่างรวดเร็ว
“อัลม่า!”
“พะพี่จ๋า!”
ตึกตึกตึกเมื่อเธอวิ่งเข้ามาใกล้ อัลม่าก็โผเข้าหาอกของคนที่ดูเหมือนจะเป็พี่สาว ผู้หญิงคนนั้นเองก็กอดอัลม่าเอาไว้มันก็เื่ธรรมดา แต่คุณพี่สาวเองก็เป็มนุษย์สัตว์เผ่าจิ้งจอกเหมือนกันถึงจะดูเป็ผู้ใหญ่เพราะอายุมากกว่าอัลม่าก็เถอะบรรยากาศองอาจผึ่งผายนั่นทำให้ดูมีภาพลักษณ์เหมือนทหารโดยไม่รู้สาเหตุ
“พี่เป็ห่วงนะ!อยู่ ๆ ก็พลัดหลงไปแบบนี้......!”
“ขอโทษ......แต่ว่าได้คุณโทยะช่วยพามาถึงที่นี่ให้ก็เลยไม่เป็ไรแล้ว”
เธอที่เพิ่งจะมารู้สึกถึงตัวตนของผมเอาป่านนี้ก้มหัวลงจนสุด
“ขอบคุณมากเลยค่ะที่ช่วยดูแลน้องสาวเอาไว้”
“ไม่หรอกไม่หรอกแค่ได้พบกันก็ดีแล้วล่ะครับ”
ถึงเธอจะบอกว่าต้องขอบคุณให้ได้ แต่ผมก็ปฏิเสธไปว่ามีธุระกับเื่แค่นี้ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้หลังร่ำลาเสร็จผมก็ปลีกตัวมาจากสถานที่นั้น อัลม่ายังโบกมือไม่หยุดเลย
พอแยกจากทั้งสองคนมาก็ใกล้จะถึง“เบลคุท” แล้ว รู้สึกได้ว่ารอบข้างค่อย ๆกลายเป็สิ่งก่อสร้างหรือร้านค้าที่สร้างมาอย่างสวยงามทันสมัยแล้วครู่ต่อมาก็มองเห็นร้านนั้นจนได้
“หวาท่าทางหรูจัง......”
ร้านที่สร้างจากอิฐดูเป็ระเบียบเรียบร้อยทำให้ผมรู้สึกประหม่านิดหน่อย ให้ความรู้สึกที่เรียกได้ว่าร้านชื่อดังเลยทีเดียว
รู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางจริงๆ แฮะ เหมือนจะโดนปิดประตูใส่หน้าเลย ก็นะ ถึงจะไม่มีคนเฝ้าประตูก็เถอะ ช่วยไม่ได้จะมายืนอยู่ตรงนี้ตลอดก็ไม่ได้ด้วยสิ ยังไงก็ลองเข้าไปก่อนละกัน
เมื่อเปิดประตูที่สร้างมาอย่างหรูหราเข้าไปข้างในคุณพนักงานสาววัยใสก็ส่งเสียงทักทายทันที
“ยินดีต้อนรับสู่เบลคุท ค่ะ คุณลูกค้าเพิ่งจะเคยมาใช้บริการร้านนี้เป็ครั้งแรกสินะคะ?”
“อ๊ะครับ ครั้งแรกครับ”
“ถ้าเช่นนั้นพอจะมีของอะไรที่ใช้พิสูจน์ตัวตนของคุณลูกค้าได้ หรือจดหมายแนะนำจากที่ไหนสักแห่งบ้างไหมคะ”
งี้นี่เองหมายความว่าไม่ได้ปฏิเสธลูกค้าใหม่ แต่ก็จำเป็ต้องมีการแนะนำมาจากใครบางคนล่ะมั้งผมจึงหยิบเหรียญตราของตระกูลดยุคออกมาจากกระเป๋า แล้วแสดงให้คุณพนักงานดูคุณพี่สาวไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนเ้าของร้านเครื่องป้องกันเมื่อกี้เธอแค่ก้มหัวลงจนสุดเท่านั้น
“ยืนยันเรียบร้อยขอบพระคุณมากค่ะ แล้ววันนี้มีธุระอะไรให้รับใช้หรือคะ?”
“อยากดูเครื่องป้องกันเสริมเวทมนตร์น่ะครับ”
“รับทราบค่ะเชิญทางนี้”
เมื่อไปถึงมุมในสุดของร้านโดยมีคุณพี่สาวนำทางให้ผมก็พบกับของหลายอย่างวางอยู่ ั้แ่เกราะที่เปล่งประกายระยิบระยับไปจนถึงถุงมือหนังท่าทางราคาถูกที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ
“ทั้งหมดนี้มีการเสริมเวทมนตร์เหรอครับ?”
“ค่ะยกตัวอย่างเช่น ‘โล่กระจกเงิน’ ทางนี้เสริมการสะท้อนเวทโจมตี หรือ ‘ถุงมือพลังแกร่ง’ทางนั้นได้เสริมการเพิ่มพละกำลังไว้ค่ะ”
......ััถึงพลังเวทได้จริงๆ ด้วย อ้าว? ดูเหมือนผมจะััของอย่างพลังเวทได้ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แฮะเอาเถอะ อาจเป็ผลที่ได้จากพระเ้าล่ะมั้ง คิด ๆ ดูแล้วก็น่าจะใช่แหละ
“แล้วคุณลูกค้าอยากได้ของแบบไหนล่ะคะ?”
“อ๊ะเอาที่ไม่ได้ทำจากโลหะ...... จะว่าไงดีล่ะ ยากได้เครื่องป้องกันที่ไม่หนักแล้วก็ทนทานน่ะครับ”
“เหรอคะ......ถ้าเช่นนั้นแจ็คเก็ตหนังทางนี้เป็อย่างไรบ้างคะมีการเสริมความทนต่อของมีคม ทนไฟ และทนไฟฟ้า เอาไว้ค่ะ”
อืมก็ไม่เลวหรอกนะ......แต่ดีไซน์นี่สิ...... คิดว่าทำออกมาหรูไปหน่อยนะแล้วก็ลายัที่ปักอยู่ตรงกลางหลังนั้น บอกตรง ๆ ว่าน่าอายอย่างแรง
อยู่ๆ ผมก็สังเกตเห็นเสื้อโค้ทสีขาวที่แขวนอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้านมันคือเสื้อโค้ทยาวที่ติดขนสัตว์
ไว้ที่คอปกกับแขนเสื้อ
“นี่คือ?”
“ตัวนี้มีการเสริมความทนทานต่อของมีคมทนความร้อน ทนความหนาว ทนการโจมตี แถมด้วยความทนเวทที่มีผลกับเวทโจมตีเป็อย่างมากแต่มันจะมีปัญหาอยู่เล็กน้อยน่ะค่ะ”
“ปัญหา?”
“ผลลัพธ์ทนเวทนั้นนอกจากธาตุที่ผู้สวมใส่มีอยู่ก็จะไม่มีการแสดงผลเลยค่ะ ยิ่งกว่านั้น ในทางกลับกันความเสียหายจากธาตุที่ผู้สวมไม่มีจะเพิ่มขึ้นเป็สองเท่าด้วย......”
......สรุปคือคนที่มีธาตุไฟจะแสดงผลทนเปลวเพลิงได้ดีเยี่ยม แต่กรณีที่คน ๆนั้นไม่มีความเหมาะสมกับธาตุลม ก็จะไม่แสดงผลความทนไฟฟ้าและในทางกลับกันก็จะได้รับความเสียหายย่างหนักแทน......หมายความว่าแบบนี้สินะ
ดาบสองคมชัดๆ ยกตัวอย่างเช่นถ้าไปสู้กับปีศาจเพลิงหรืออีกฝ่ายที่มีธาตุนั้นก็จะเกิดความได้เปรียบแต่ถ้าการสู้กับอีกฝ่ายที่มีหลายธาตุจะมีความเสี่ยงที่มากเกินไป
เอาเถอะยังไงก็ไม่เกี่ยวกับผมอยู่แล้ว! ก็มีความเหมาะสมกับทุกธาตุเลยนี่ครับ
“ขอลองสวมดูได้ไหมครับ?”
“เชิญค่ะ”