ฝัน?
'รางเลือนดั่งจันทร์ในสายน้ำ งดงามชวนให้รำลึก’
ชายหนุ่มหลับตาครุ่นคิด ััถึงไออุ่น เสียงสดใสราวกระดิ่งเงิน รอยยิ้มละมุน กลิ่นกายหอมกรุ่น โดยไม่รู้ตัวมือซ้ายตบลงข้างกาย พบเพียงความว่างเปล่า
กี่ปีแล้วนะที่ขาดคนเคียงข้าง... ชายหนุ่มหวนคำนึงถึงสัมพันธ์รักเก่าก่อน
เปรี้ยงงง!
สายฟ้าผ่าต้นอู๋ถงในสวนเป็สองซีก เปลวเพลิงลุกโพลง
“กรี๊ด!”
“ใคร?”
ผ้าม่านรอบเตียงปลิวไสว ม้วนเก็บเรียบร้อยด้วยตัวเองเหมือนมีชีวิต
“บ่าวขออภัยเ้าค่ะ บ่าวกลัวนายท่านจะตำหนิ หากตื่นขึ้นมาแล้วพบแต่ดอกไม้เหี่ยวเฉา เลยถือวิสาสะเข้ามาเปลี่ยนดอกไม้ในแจกัน” หญิงรับใช้คุกเข่า เนื้อตัวสั่นเทา
“ข้าหลับไปนานเท่าไร”
“บ่าวไม่แน่ใจ น่าจะหนึ่งอาทิตย์เ้าค่ะ” หญิงรับใช้ชำเลืองมองชายหนุ่มแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าทันที คล้ายกับเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่สมควร
ชายหนุ่มนั่งอยู่ขอบเตียง เสื้อผ้าชุดขาวโชยพลิ้ว ท่วงท่างามสง่า เสียดายใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ริมฝีปากที่ควรเอิบอิ่มตามประสาผู้ดีมีสกุลกลับแห้งแตก เหมือนกับคนป่วยเรื้อรัง
“น่าเสียดาย” เขารำพึงเบา ๆ
คนอย่างเขาไม่มีทางฝันไร้ความหมาย ทุกความฝันย่อมแฝงนิมิตบางอย่าง ชายหนุ่มผู้งดงามดั่งภาพวาดย่อมคู่ควรกับสตรีผู้งดงามชวนฝัน
“ตอนนี้ยามใด” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน แววตาอ่อนล้าไร้ประกาย
“เพิ่งยามต้น*เ้าค่ะ”
“ยามต้นเองหรือ”
“บ่าวเพิ่งจุดโคมด้านนอก พอเข้ามานายท่านก็ตื่น”
ชายหนุ่มนิ่งคิดครู่หนึ่ง
“ทำธุระของเ้าให้เรียบร้อย แล้วออกไปได้”
สาวใช้ไม่กล้ารอช้า รีบเสียบดอกไม้ลงแจกันอย่างลวก ๆ จากนั้นรีบออกนอกห้องทันที ทันใดนั้น…
“เดี๋ยว! ตอนที่เ้าเข้ามาในห้องได้เรียกชื่อข้าหรือเปล่า”
“เปล่าเ้าค่ะ” หญิงสาวยกสองมือกุมอก รู้สึกบีบคั้นจนหายใจแทบไม่ออก
“ตามตัวสี่คนนั้นมา”
“เ้าค่ะ”
ถัด ถัด ถัด
เสียงฝีเท้าดังกระชั้นบนระเบียงทางเดิน ใจโบยบินสองเท้าก้าวเดิน ้าไปให้ไกลจากห้องนั้นโดยเร็วที่สุด เมื่อครู่ได้เห็นสิ่งซึ่งไม่ควรเห็น
ความเป็มนุษย์…
สายเือีกครึ่งหนึ่งของนายท่าน
ชายหนุ่มเลื่อนบานประตูท้ายเตียง เหม่อมองยังสวนด้านนอก กลิ่นเหม็นไหม้ของต้นอู๋ถงยังคงอบอวลในอากาศ เขาโบกมือเบา ๆ เศษซากของต้นไม้ก็ถูกจัดเก็บเรียบร้อย ราวกับฝีมือของสุดยอดคนสวน ทั้งจัดเก็บ ทั้งเกลี่ยพื้นที่ให้เรียบ ทั้งนำก้อนหินใหญ่น้อยมาจัดวาง งดงามดูคล้ายศิลปะการจัดสวนในสมัยหลัง
ถัดจากสวนหินออกไป มีกอไผ่สูงชะลูดเป็กำแพงตามธรรมชาติ ยอดไผ่ไหวเอน เกิดเสียงซ่า ๆ ถัดออกไปอีกเป็พุ่มไม้หนาทึบ ดอกไม้ป่าพลิ้วไหว ดงไม้แ่า จันทราแขวนอยู่ทางขอบฟ้าทิศตะวันตก แสงจันทร์ซีดจางอาบย้อมให้สวนแห่งนี้และป่าด้านหลังดูพร่าเลือน ดุจโลกแห่งความฝัน
ชายหนุ่มฮัมเพลงเบา ๆ ท่าทางอ่อนแอ ใบหน้าซีดขาว พลันปลาสนาการสิ้น คนกลายเป็คึกคักเข้มแข็ง แววตาคมกล้า ไม่แน่ใจว่าเพราะสวนสวยตรงหน้าพาใจเบิกบาน หรือด้วยเหตุอื่น
สวนสวย?!
หากมองจากสายตาชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในนครหลวงแห่งนี้ ร้อยทั้งร้อยคงบอกว่าสวนนี้ไม่อาจหาความสวยใดได้ ทั้งรกชัฏขาดการดูแล ต้นหญ้าท่วมสูง พุ่มไม้แน่นขนัด ไร้ซึ่งสรรพชีวิต ไม่มีแม้เสียงสกุณาเรไร มีเพียงเสียง ซ่า ซ่า ของใบไม้ไหว
หากได้ยินใครพูดว่าสวนงดงามดุจฝัน น่ากลัวจะเป็…
ฝันร้าย
“นายท่านขอรับ” คนสี่คนนั่งคุกเข่าอยู่ข้างหลังชายหนุ่ม ไม่ทราบว่าพวกเขาเข้ามาั้แ่เมื่อไร หามีเสียงฝีเท้าไม่
“อืม... พวกเ้าเห็นสวนนี้เป็อย่างไร” ชายหนุ่มยืนเอามือไพล่หลัง กล่าวด้วยน้ำเสียงชืดชา ทว่าแววตาแฝงความสงสัยใคร่รู้
คนทั้งสี่ลอบส่งสายตา เป็สัญญาณให้ชายชราซึ่งอยู่ขวามือในชุดนักบวชเก่าคร่ำคร่าพูดก่อน
ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“นี่คงเป็ฮะจิเมะโนะโมริ (ป่าแห่งการเริ่มต้น) บ้านเกิดของนายท่าน ช่างงดงามเกินบรรยาย หากบ่าวได้มีโอกาสเยี่ยมเยียนคงจะดียิ่งนัก”
“เพียงนี้หรือ?” เสียงชายหนุ่มยังคงชืดชา บรรยากาศรอบข้างพลันเย็นเยือก ชายชรารู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ ปากคอสั่น ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดต่อไปได้
“บ่าวโง่งม อ่อนด้อย ไม่อาจเข้าใจในมุขปัญญาอันเลิศไพศาลของนายท่าน” ชายร่างสูงใหญ่แต่งกายชุดนักรบก้มตัวกราบกราน หน้าผากจรดพื้น
“ดีแต่ประจบ”
ชายหนุ่มโบกมือ ชายผู้นั้นรู้สีกถึงน้ำหนักมหาศาลกดทับ ข้อแขนปูดโปน ข้อมือแข็งเกร็ง กระดูกในกายลั่นเปรี๊ยะ ๆ เขาต้องพยายามขืนตัวเพื่อไม่ให้ศีรษะฝังลงไปในพื้น
เด็กหนุ่มเด็กสาวหน้าตาคลับคล้าย ซึ่งหมอบอยู่ตรงกลางหันมองหน้ากัน แลกเปลี่ยนความคิดร้อยพันผ่านทางดวงตา เพียงไม่นานใบหน้าและแววตาก็เผยความตื่นเต้นสุดระงับ ทั้งสองร้องออกมาพร้อมกันว่า
“ยินดีกับนายท่านที่บรรลุเขตขั้นเทพเทวา”
สองคนที่เหลือไม่รอช้ากล่าวว่า
“ยินดีกับนายท่านที่ก้าวผ่านวิถีฟ้า”
หลังจากกล่าวคำสรรเสริญแล้ว ทั้งสี่ก้มหน้าลง ได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นรัว อารมณ์ทั้งมวลปะทุขึ้นมารวดเดียว ยินดี โศกศัลย์ หวาดกลัว โกรธ ตัดพ้อ ต่างคนต่างรีบสะกดมันเอาไว้ จนรู้สึกเหมือนเวลาสั้น ๆ กลับยาวนานชั่วกาล เพียงครู่กลับรู้สึกดั่งศตวรรษ*
ชายหนุ่มมองเด็กทั้งสองอย่างชื่นชม
“ไม่เลว เท็งโกะคุ (์ภพ) จยิโกะคุ (นรกภูมิ) ส่วนไดโอ (มหาจักรพรรดิ) และเอ็นมะ (ชื่อหนึ่งของพญายม) ข้อนี้พวกเ้ายังห่างจากสองคนนี้มาก จงจำเอาไว้”
“ขอรับนายท่าน”
ความกดดันที่มีอยู่ก่อนหน้าพลันสลาย คนทั้งสี่ลอบปาดเหงื่อ หากนานกว่านี้แค่สองสามอึดใจคงกระทบตบะที่สั่งสมมายาวนาน
“ลองบอกมาสิ พวกเ้ารู้ได้อย่างไร” ชายหนุ่มไม่ได้ยอมรับ แต่จากคำถามเท่ากับบอกเป็นัยว่าคำตอบของเด็กทั้งสองนั้นถูกต้อง
เด็กชายเด็กหญิงต่างสลับกันพูด คนนั้นพูดทีคนนี้พูดทีต่อเนื่องตามกัน จนยากแยกแยะได้ว่าผู้พูดมีคนเดียวหรือสองคน
“ดวงจันทร์แทนที่จะอยู่ทางตะวันออก กลับอยู่ทางตะวันตก ชวนให้นึกถึงแดนกำเนิดของนายท่าน หากไม่สังเกต ทั้งจิตใจไม่มั่นคง ก็ยากหลุดพ้นจากเวทหลอนจิตนี้ ตาเฒ่าตบะฌานแก่กล้าแต่ย่างเข้าสู่วัยชรา สายตาฝ้าฟาง ส่วนเ้าตัวโต เนื้อหมีกับเนื้อหมูป่ายังแยกแยะไม่ออก สู้ให้มันไปสู้กับจิ้งจอกแดงบริวารของเทพอินาริยังดีกว่ามาตอบคำถามพวกนี้ บ่าวตอนแรกก็เข้าใจเหมือนตาเฒ่า สุดท้ายเพราะลมจึงได้รู้ว่านี่คือจริงในเท็จ”
เด็กน้อยทั้งสองยิ้มจนตาหยี
“นายท่านคงลืมไป พวกบ่าวจมูกดี”
เด็กทั้งสองหัวเราะคิกคัก น่ารักอย่างยิ่ง
ดวงตาของชายหนุ่มปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่ง ก่อนกลับมาเฉยชาดุจบ่อน้ำโบราณดังเดิม
“ข้ามีการละเล่นให้พวกเ้าทั้งสี่ จะนับว่าเป็การแข่งขันก็ได้”
คนทั้งสี่ปรับท่านั่ง กำมือทั้งสองวางบนเข่า ตัวตรง ศีรษะก้มลงเล็กน้อย สีหน้าเคร่งขรึม
“ก่อนฟ้าสางจงนำศีรษะขององค์ชายองค์หญิงมาให้ข้า แสดงพลังของร้อยแปดอสูร”
ทั้งสี่คำนับจนหน้าผากจรดพื้น กลิ่นอายอัปมงคลหนาหนัก แหล่งรวมแห่งความสามานย์ ความโสโครก ความอำมหิต และอาถรรพ์ต่างมารวมกันอยู่ในเงาเื้ัพวกมัน จากนั้นเงากลายเป็ทอดยาว ก่อนหายไปพร้อมกับร่างของคนทั้งสี่
เท็งโกะคุ จยิโกะคุ ไดโอ เอ็นมะ สี่ขุนพลเทพ หัวหน้าร้อยแปดอสูร
ชายหนุ่มยืนนิ่ง คำสั่งสังหารเมื่อครู่คล้ายสายลมพัดผ่าน ไม่สลักสำคัญอะไร
“ชิกิงามิ**”
แสงโคมในห้องสลัวลง เงามืดมุมห้องเปลี่ยนเป็ข้นหนา เพียงพริบตาปรากฏอสุรกายหัวปลาร่างมนุษย์ อสุรกายหัวสุกรตัวกระต่าย และสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวมากมายมหาศาล น่าแปลกที่กลิ่นของพวกมันกลับหอมกรุ่นคล้ายกับกลิ่นขนมของร้านไดอิจิ ร้านของว่างชื่อดังเชิงเขาอินาริ
กลิ่นถั่วแดง!
“ข้าจะหลับสักครู่ หากไม่เรียกหา ห้ามผู้ใดเข้ามาในห้องเป็อันขาด”
เงาร่างทั้งหมดวูบไหวก่อนสลายหายไป
บัดนี้เงามืดแห่งฝันร้ายกำลังคืบคลานเข้าครอบคลุมนครแห่งความสงบ***
หวังว่าคาวเืคงช่วยให้ข้าได้ฝันอีกครั้ง
เสียงในห้วงคำนึงของชายหนุ่มซึ่งควรมีแต่เขาเพียงคนเดียวที่ได้ยิน กลับก้องดังทั่วพารา สั่นะเืดวงจิตและิญญาขององเมียวจิทุกคนในแดนดิน
ซาซาเอะนั่งเท้าคาง ตามองเปลวเทียนวูบไหว ทันใดนั้นดั่งเสียงอสนีบาตพาดผ่าน ะเืไปถึงจิติญญา
“หวังว่าคาวเืคงช่วยให้ข้าได้ฝันอีกครั้ง”
เสียงกระซิบพลันดังขึ้นข้างหู นางใสะดุ้งสุดตัว ไม่รู้ว่าเสียงที่ได้ยินนั่นคือเสียงใคร แต่ลางสังหรณ์บอกว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้น
มหันตภัย!
“เฮ้ย! ทำไมอยู่ ๆ ได้ยินเสียงใครก็ไม่รู้ บอกคาวเื ฝัน อยากฝัน อะไรสักอย่างนี่แหละ”
“มันยังไงเนี่ย” เด็กชายหันไปทางเด็กสาวข้างกาย ซึ่งบัดนี้หล่อนใบหน้าซีดขาวเหมือนคนป่วย ลมหายใจถี่กระชั้น
“มันจะล้างเมือง”
“ล้างเมือง?”
“ฆ่าทุกคนในเมือง”
“มันน่ะใคร?”
จอมมาร!!!
โนะฮิเมะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ลูกศิษย์อีกคนของตาแก่ อาเบะ โนะ เซเมย์”
*ยามต้นหรือยามหนึ่ง คือ่เวลาแรกหลังพระอาทิตย์ตกดิน ประมาณ 19.01-21.00 น. การนับเวลาเป็แบบเดียวกับจีน ่เฮอันของญี่ปุ่น นอกจากเป็่ริเริ่มสร้างสรรค์ภาษาและวัฒนธรรมเป็ของตนเองแล้ว หลายอย่างยังคงได้รับอิทธิพลมาจากราชวงศ์ถังของจีน ดังเช่น ผังเมืองของเฮอันเกียวลอกแบบมาจากนครฉางอาน เมืองหลวงของราชวงศ์ถัง
**ซิกิงามิ (ภูตรับใช้) บ้างเป็ปีศาจจริง ๆ บ้างเป็ปีศาจจำแลง คล้ายกับการเสกกระดาษให้เป็ข้ารับใช้ของลัทธิเต๋า
มีตำนานกล่าวไว้ ฉวีฝูนักพรตผู้อาสาจิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินฉื่อหวังตี้ครองราชย์ พ.ศ.322-พ.ศ.333) ออกตามหายาอายุวัฒนะ แท้จริงแล้วไม่ได้ล่องเรือไปทางตะวันตก (จากนั้นกลายเป็บรรพบุรุษของชาวอินเดียแดง) หากแต่มุ่งยังทิศตะวันออก จนตั้งรกรากที่เกาะแห่งหนึ่ง วิชาเต๋าของท่านได้ผสมผสานกับความเชื่อในท้องถิ่น กลายเป็รากฐานของวิชาองเมียวและวิชานินจาในกาลต่อมา
***ศตวรรษ เท่ากับหนึ่งร้อยปี
****เฮอัน แปลว่า ความสงบสันติ