แสงแดดสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย เสียงพูดคุยแว่วใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ปลุกร่างที่กำลังซุกตัวพิงผนังไม้ให้ไหวตัวลุกขึ้นโดยอัตโนมัติ หล่อนพยายามใช้สายตากวาดมองลอดช่องรอยแตก เห็นหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ รูปร่างสะโอดสะอง ท่าทางปราดเปรียว สวมเสื้อแขนยาวสีดำกับผ้าถุงที่ยาวเพียงครึ่งน่องสีเดียวกัน ดูไปเหมือนชุดพื้นเมืองแบบชาวเหนือ บนศีรษะพันไว้ด้วยผ้าสีเดียวกัน ข้างๆหล่อนมีชายฉกรรจ์สองคน สวมเครื่องแต่งกายลักษณะเดียวกันเดินตามมาในลักษณะคุ้มกัน เต็มกมลเริ่มหวาดระแวง หล่อนหันซ้ายแลขวาไปรอบห้อง พยายามมองหาบางสิ่งที่พอจะเป็อาวุธไว้ให้พออุ่นใจ แล้วสายตาก็สบเข้ากับ เก้าอี้ไม้สี่ขาที่ทำขึ้นจากไม้ง่ายๆ มีเพียงตัวเดียวในห้อง หล่อนรีบจับมันยกขึ้นมาถือเตรียมพร้อมไว้ น้ำหนักของมันคงมากพอที่จะทำให้ใครสักคนที่ไม่ประสงค์ดี ล้มลงได้อย่างสบาย หากเกิดอะไรขึ้น หล่อนคงต้องใช้เ้าสิ่งนี้
เสียงไขกุญแจด้านนอก ตามด้วยบานประตูที่ถูกผลักออกโดยแรง กระทบกับผนังด้านหนึ่งจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืของเรือนไม้ทั้งหลัง ร่างหญิงสาวคนหนึ่ง กับชายฉกรรจ์สองคน ปรากฏต่อหน้า เต็มกมลมองจ้องภาพตรงหน้าตาไม่กระพริบ หญิงสาวผู้เข้ามาใหม่มองหล่อนด้วยสายตาตกตะลึงชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็มองแบบเหยียดๆ และชายฉกรรจ์สองคนที่เหลือ ก็มองมาทางหล่อนด้วยแววตาถมึงทึง ไม่เป็มิตรสักนิด เต็มกมลกลั้นหายใจพยายามตั้งสติ สำรับอาหารถูกวางลงบนโต๊ะมุมหนึ่งโดยแรง น้ำในจอกเก่าๆกระฉอกออกเกือบครึ่ง เสียงกระเบื้องกระทบกันเรียกสติหล่อนให้คืนมา สายตาคมสวยละจากสำรับอาหารมองไปยังกลุ่มคนผู้มาใหม่อย่างระแวดระวัง
“กินซะ” น้ำเสียงกระแทกกระทั้นไม่ต่างจากการกระทำ สายตาที่มองมายังหล่อนหัวจรดเท้า ก่อนที่จะหันหลังกลับไปทางเดิม แต่เต็มกมลก็เร็วอย่างใจคิด หล่อนร้องเรียกอีกฝ่ายไว้
“รอเดี๋ยว!!” ร่างบางในชุดสาวชาวบ้านหันกลับมามอง คิ้วเรียวสวยขมวด ท่าทางบอกให้รู้ว่าเ้าตัวไม่พอใจนัก
“อะไรอีกล่ะ? ถ้าจะเอาโน่น เอานี่ ไม่มีหรอกนะ แค่มีข้าวให้กินเนี่ย ก็นับว่าดีเท่าไหร่แล้ว คุณไม่ได้อยู่ในฐานะเดิมอีกแล้วรู้ไว้ซะด้วย และขอบอกไว้ก่อนนะ ว่าไม่มีทางที่อีแสงแก้วจะยอมเป็ขี้ข้ารับใช้นังงูพิษตกอับอย่างคุณอีกแน่ๆ”
หญิงสาวตรงหน้าพูดจาอย่างไม่เป็มิตร ดูเหมือนว่าคนที่นี่ จะพูดกับหล่อนแปลกๆ มองหล่อนแปลกๆ ั้แ่แรกเจอ แสดงท่าที เหมือนเคยรู้จักกันมาก่อนอีก
“ฉันไม่ได้จะเอาอะไร เพียงแต่อยากถามอะไรหน่อย? ” หล่อนสังเกตุท่าทีของอีกฝ่ายเหมือนไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะตอบ
“อะไรอีกล่ะ ถ้าจะมาหลอกใช้กันอีก หยุดเลยนะ ต่อให้อีแสงแก้วคนนี้ มันจะโง่เง่าไม่ทันคนเมืองอย่างคุณ แต่ตอนนี้ขอบอกไว้ก่อนว่ารู้แล้ว ว่าใครดีใครร้าย อย่าหวังว่าจะมาหลอกกันอีกซะให้ยาก..”
“ฉันแค่อยากรู้ว่าที่นี่ที่ไหน? อยู่ส่วนไหนของประเทศ?” หล่อนโพล่งออกไป ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ แต่คำถามของหล่อนทำให้อีกฝ่ายงงเป็ไก่ตาแตก มองหล่อนเหมือนตัวประหลาด
“จะบ้าเหรอคุณ นี่เสียสติไปแล้วรึไง? ถึงได้จำไม่ได้” หล่อนบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะหมุนตัวหันหลังกลับไม่ฟังเสียงร้องเรียกตามหลัง ไม่คิดจะสนใจอีกฝ่าย ประตูห้องถูกปิดแ่าตามเดิม เต็มกมลทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้อย่างหมดแรง คนที่นี่เป็อะไรกันไปหมด? มองหล่อนเหมือนเป็ศรัตรูคู่อาฆาตมาจากชาติปางไหนกัน? คำถามที่ถามไปก็ไม่ได้รับคำตอบ หล่อนมองไปยังสำรับอาหารที่ถูกวางบนโต๊ะมุมหนึ่งของห้อง ั้แ่เมื่อเย็นวาน หลังจากกินอาหารกลางวัน ก่อนจะรอรถออก หล่อนก็ไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลยจนถึงขณะนี้ ท้องไส้มันเริ่มส่งเสียงครวญครางให้ได้ยิน แต่หล่อนก็ยังไม่ไว้ใจกับอาหารตรงหน้า จากคนแปลกหน้า และแปลกสถานที่ จึงได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ
เต็มกมลพยายามสำรวจทุกซอกทุกมุมภายในห้องที่หล่อนถูกขังอยู่ทั้งคืน ความจริงแล้วห้องนี้มันน่าจะเป็ส่วนหนึ่งของเรือนไม้หลังขนาดพอประมาณ เป็เรือนยกพื้นสูง หล่อนยังคงได้ยินเสียงพูดคุยกันของคนกลุ่มเดิม ที่ดังมาจากใต้ถุนด้านล่าง หญิงสาวเงียบเสียงเงี่ยหูฟัง พอจับใจความได้บ้าง หล่อนพยายามทุบผนังร้องให้คนช่วยอยู่นาน แต่ก็ไม่เป็ผล ดูเหมือนทุกอย่างจะตกอยู่ในความเงียบ ไม่สามารถรับรู้ภายนอกได้เลยว่าเป็อย่างไร รู้แต่ว่าที่นี่อยู่ในป่าเขา เพราะไม่มีเสียงรถรา ความวุ่นวายให้ได้ยิน แถมหูก็เหมือนจะแว่วเสียงธรรมชาติ เสียงนกร้อง และเสียงน้ำไหลดังมาจากที่ไกลๆ
หน้าต่างที่มีอยู่เพียงบานเดียวทางฝั่งโต๊ะเก้าอี้ที่วางอยู่ ก็เปิดไม่ได้ เต็มกมลลองใช้มือผลักแรงๆ ก็ยังคงไม่ขยับ ดูเหมือนจะถูกตอกตะปูปิดตายจากข้างนอก ก็แน่ล่ะใครมันจะปิดประตู และเหลือหน้าต่างไว้ให้เชลยหลบหนีล่ะ? ถ้าทำอย่างนั้นก็โง่เต็มที หล่อนคิดหาวิธีอยู่นานก็ทรุดตัวนั่งลงที่เดิมอย่างหมดแรง มีแค่สองมือเปล่า หล่อนจะหนีรอดไปไหนได้