“คุณชายเหอผู้นั้นไม่ได้พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเยี่ยนหยางแล้วขอรับ”เสียงผู้ใต้บังคับบัญชากล่าวรายงานต่อแม่ทัพหวางชุนเทียนผู้สั่งการให้กัวเสี่ยนหรงไปตรวจสอบชายต้องสงสัยที่คาดว่าปลอมตัวเป็พ่อค้าต่างแคว้นหวังจะเข้ามาล้วงความลับทางการทหาร
แต่ด้วยหวางชุนเทียนได้วางอุบายไว้อย่างแยบยล สารลับที่ส่งถึงกันระหว่างองค์ชายใหญ่ลี่ิถูกเก็บไว้ในช่องลับอย่างดีส่วนสารหลายม้วนที่หายไปเป็‘ของปลอม’ เอาไว้ใช้หลอกล่อเท่านั้น
สารปลอมได้สูญหายไปในวันที่เหอไป่เฉินและผู้ช่วยเข้ามาในจวนทำให้แม่ทัพหนุ่มแน่ใจว่าผู้ขโมยสารปลอมไปก็คือเขาทั้งสองซึ่งเป็ ‘ขุนพลฝีมือดี’ ที่ถูกส่งตัวมาจากแคว้นม่งอู๋
“หรือว่าหนีออกนอกเมืองไปแล้ว”กัวเสี่ยนหรงพูดออกความเห็น
หวางชุนเทียนส่ายหน้าช้าๆ ไม่เห็นด้วย ลักษณะท่าทางของเหอไป่เฉินผู้นั้นดูไม่ใช่คนโง่เขลาเขาเชื่อว่าสายลับต่างแคว้นทั้งสองคนยังคงรอดูลาดเลาอยู่ที่ใดที่หนึ่งในเมืองหลวงนี้อย่างแน่นอน
“ว่าแต่…วันนี้ท่านแม่ทัพตื่นแต่เช้าตรู่มีสิ่งใดต้องเร่งทำในวันนี้ หรือว่า...ท่านแม่ทัพรอผู้ใดอยู่หรือขอรับ” นางกองหนุ่มเปลี่ยนเื่พูด
เพราะสิ่งที่เขาเห็นก่อนที่จะเดินมาถึงคืออากัปกิริยาของหวางชุนเทียนที่ดูแปลกไป แม่ทัพหนุ่มยืนนิ่งทอดสายตามองความสวยงามของดอกบัวที่เบ่งบานอยู่เต็มสระน้ำด้วยสายตาหลงใหลราวกับคิดถึงใครบางคนอยู่ในใจ
กัวเสี่ยนหรงเดาใจเ้านายของเขาได้ไม่ยากผู้ที่ทำให้เขาคนนี้ต้องตื่นแต่เช้าไม่มีใครอื่นนอกจาก...
“ไม่มีอะไรนี่...ข้าก็แค่อยากตื่นมาชมบรรยากาศยามเช้าเท่านั้น” แม่ทัพหนุ่มปรายตามองไปทางอื่นที่จริงแล้วเขาออกมาเดินเล่นอยู่ที่ศาลาริมสระน้ำั้แ่ย่ำรุ่ง รอจนใกล้ถึงเวลารับอาหารเช้าจึงสั่งให้สาวใช้ไปตามเหม่ยหลิน
“แล้วเ้าเล่าเสี่ยนหรง ปกติเ้าเข้าจวนมารอข้าั้แ่เช้าตรู่เช่นนี้ทุกครั้งหรือ” หวางชุนเทียนหันหน้ามาถามนายกองกัวที่ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง
กัวเสี่ยนหรงก็แปลกใจตัวเองที่วันนี้อยากตื่นเร็วกว่าทุกวันเพื่อที่จะเข้าจวนให้เร็วขึ้นทั้งที่คืนที่ผ่านมาเขากลับออกจากจวนจนดึกดื่น นั่นเพราะใช้เวลานั่งคุยกับจูผิงสาวใช้ประจำตัวคุณหนูเหม่ยหลินอยู่นานพอสมควร
จูผิงผู้นี้จะเป็คนเข้ามาทักทายเขาก่อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทุกครั้งที่พบกันทั้งยังร่าเริงสดใส จนเขาคิดว่านางดูน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
“หรือว่าในจวนแห่งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจจนทำให้เ้าอยากมาให้เร็วที่สุด” แม่ทัพผู้บังคับบัญชาของนางกองกัวเอ่ยขึ้นเหมือนได้ยินเสียงในความคิดของลูกน้อง
“ข้า…ข้าเพียงอยากรีบมาแจ้งข่าวให้ท่านแม่ทัพทราบโดยเร็วเท่านั้นขอรับ” กัวเสี่ยนหรงเองก็พูดแบบไม่สบตาเช่นกัน
จนกระทั่ง...สตรีที่ชายหนุ่มทั้งคู่ตั้งตารอคอยก็เดินใกล้เข้ามาเื้ัของเหม่ยหลินคือเหล่าสาวใช้ที่ทำหน้าที่ถือสำรับอาหารเดินที่เพิ่งปรุงเสร็จตามมาเป็แถวหนึ่งในขบวนสาวใช้นั้นมีจูผิงที่ถือถาดชุดน้ำชามาด้วย
เมื่อเห็นว่าถึงเวลาอาหารเช้าของเ้านาย นายกองหนุ่มจึงขอตัวเดินออกไปแต่ไม่วายหันไปสบตากับจูผิงจนทำให้หญิงสาวใจฟูขึ้นมา แอบคิดว่าอีกฝ่ายคงมีใจให้ตนเองอยู่บ้าง
ทางฝ่ายของเหม่ยหลินกลับทำตรงกันข้ามเธอไม่กล้ามองหน้าแม่ทัพหวางด้วยยังรู้สึกเก้อเขินอยู่ไม่น้อย เธอเข้าประจำที่นั่งอย่างเงียบๆ เตรียมตัวรับประทานอาหารตามหน้าที่
ขณะที่นั่งกันอยู่สองคน บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบจนกระทั่งแม่ทัพหนุ่มพูดขึ้นก่อน
“เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่”ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางคีบอาหารใส่จานของหญิงสาวด้วยความเอาใจใส่
“เ้าค่ะ” พยักหน้าตอบรับ ก้มหน้าก้มตาคีบอาหารเข้าปากรีบๆ เคี้ยว รีบๆ กลืน หวังให้มื้ออาหารนี้จบลงโดยเร็ว
แต่ก็คิดผิดจนได้เมื่อรู้สึกว่าอาหารก้อนโตที่กินเข้าไปเมื่อครู่ติดอยู่ในลำคอ!
หญิงสาวใช้มือตบที่หน้าอกตัวเองเบาๆ และหยิบน้ำชายกดื่มพรวดเดียวเพื่อให้อาหารลงคอได้สะดวกมากขึ้นหวางชุนเทียนเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ เขายกสำรับของตัวเองเข้ามานั่งเคียงข้างหญิงสาวแล้วช่วยรินน้ำชาลงถ้วยชาใบเดิม
“เหตุใดต้องรีบร้อนนัก มา...ค่อยๆดื่มนะ”เขายกถ้วยน้ำชาขึ้นจ่อที่ริมฝีปาก ส่วนมืออีกข้างโอบกอดด้านหลังของหญิงสาวไว้
“ข้าดื่มเองได้เ้าค่ะ” พูดพลางฉวยถ้วยน้ำชาจากมือของชายหนุ่มเอามาไว้ในมือของตนเองโดยไม่เงยหน้ามองผู้ที่หวังดี
“เ้าไม่อยากเห็นหน้าข้าขนาดนั้นเชียวหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น...” หญิงสาวรีบเงยหน้าขึ้นมองหลังจากที่ได้ยินเสียงตัดพ้อของชายหนุ่มจนสะดุดเข้ากับใบหน้าคมคายที่ก้มลงมาในระยะประชิด เหม่ยหลินเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงจ้องมองเธอไม่กะพริบทำให้เธอนิ่งงันไปชั่วครู่
แล้วจู่ๆ ก็เกิดอาการหายใจติดขัดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว!
“อึก!” เหม่ยหลินใช้มือป้องปากใกับอาการสะอึกที่ไม่เคยเป็มาก่อน “ข้าอิ่มแล้ว...อึก!..เ้าค่ะ”
“อิ่มแล้ว? เ้าเพิ่งกินไปแค่สองสามคำเอง”
“ข้าขอตัวกลับห้องก่อน...อึก!” ทั้งที่ดื่มน้ำชาไปหลายถ้วยแล้วอาการสะอึกก็ยังไม่หายไป
“อาการของเ้าน่าเป็ห่วงเดี๋ยวข้าพาเ้ากลับห้องเอง” แขนของเขายังโอบที่ไหล่ทั้งสองของเหม่ยหลินทำท่าจะฉุดร่างบางให้ลุกเดินแต่เสียงร้องห้ามของหญิงสาวก็ดังขึ้น
“ไม่ต้อง...ไม่ต้องเ้าค่ะข้าเดินกลับเองได้” หญิงสาวยังคงขืนตัวไว้ไม่ยอมลุกจากโต๊ะ
“จูผิง!”เธอหันไปเรียกสาวใช้หวังให้รีบเข้ามาหา...
เมื่อไม่มีเสียงตอบก็พยายามส่งเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง“จูผิง เ้าอยู่ไหน อึก...อึ๊ก!”
เห็นอาการแบบนี้ทำให้แม่ทัพหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดเขาตัดสินใจใช้วิธีเดิมอีกครั้ง...
“ว้าย! ท่านแม่ทัพ!”เหม่ยหลินร้องเสียงหลงเมื่อถูกอุ้มอย่างไม่ทันตั้งตัว
“สาวใช้ของเ้าเดินออกไปตั้งนานแล้วรู้สึกว่าจะออกไปพร้อมเสี่ยนหรง” หวางชุนเทียนทำน้ำเสียงชี้ชัดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าไม่จำเป็ต้องเรียกหาใครอื่น
‘จูผิงนะจูผิงหายไปั้แ่เมื่อไร นี่เห็นผู้ชายดีกว่าข้างั้นรึ!’ เหม่ยหลินนึกโมโหที่สาวใช้ตัวดีหายตัวไปในเวลาเช่นนี้หญิงสาวหันซ้ายหันขวามองดูรอบข้างด้วยอายสาวใช้คนอื่นๆที่ยืนมองอยู่ห่างๆ
“ท่านแม่ทัพ ปล่อยข้าลงเถิดนะเ้าคะ” เมื่อไม่เห็นหนทางอื่น เธอจำเป็ต้องทำน้ำเสียงอ้อนวอนด้วยไม่อยากให้ชายหนุ่มอุ้มเธอเดินไปทั่วจวนให้ใครต่อใครเห็นอีก
“เ้าจะกลับห้องไม่ใช่หรือข้าจะพาไปนี่ไง” เขาพูดอย่างหน้าตาย ไม่สนใจร่างเล็กที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขน
“ไม่กลับก็ได้เ้าค่ะ ข้าหายสะอึกแล้ว...เห็นมั้ยหายแล้ว” เหม่ยหลินพูดพลางเอามือแตะที่หน้าอกด้วยน้ำเสียงออกจะแปลกใจที่อาการน่ากังวลนั้นอยู่ๆก็หายไปเฉยๆ
เขาหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างผู้มีชัย “ถ้าไม่กลับห้องแล้ว เรากินข้าวกันต่อดีหรือไม่”
“ดี...ดีเ้าค่ะ” พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้
ชายหนุ่มกระตุกยิ้มบางๆ ยอมปล่อยร่างเล็กลงยังตำแหน่งเดิม
หญิงสาวนั่งทำหน้างอไม่พอใจทั้งเ้าของจวนทั้งสาวใช้ประจำกายตอนนี้เธอจำต้องคีบอาหารใส่ปากอย่างช้าๆ เพราะกลัวอาหารจะติดคออีก ซึ่งตรงกับความ้าของแม่ทัพหวางที่อยากทอดเวลาอาหารมื้อเช้าด้วยกันให้สมกับที่เขาต้องตื่นมารอั้แ่เช้าตรู่...
ทางด้านเหอไป่เฉินผู้ที่ตอนนี้หลบมาพำนักอยู่ที่เรือนเจียวลู่เขายังคิดไม่ตกว่าเหตุใดข้อความในสารที่ขโมยมาจึงไม่เป็อย่างที่คิด ‘หากสารเหล่านี้เป็ของปลอมล่ะ?’
รองแม่ทัพต่างแคว้นอดคิดไม่ได้ว่าหวางชุนเทียนจะรู้ตัวก่อนแล้วทำการซ้อนแผนของเขาหรือไม่แต่ตอนนี้เขาเองก็ไม่สามารถเข้าสู่จวนสกุลหวางได้อย่างเปิดเผยอีกแล้วจะทำอย่างไรดีจึงจะรู้ว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้อง
เขาคิดจะหันไปหยิบสารเ่าั้ออกมาดูอีกครั้งพลันเหลือบไปเห็นกล่องใส่ผ้าเช็ดหน้าที่วางไว้เคียงข้างกันจึงเปลี่ยนใจ มือหนาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากกล่องมองดูลายปักอักษรจีนเป็ชื่อของหญิงสาว
‘ใช่...เ้าของผ้าเช็ดหน้านี้คือเหม่ยหลินแต่ผู้ที่ให้มันมากลับเป็อีกคนหนึ่ง’
ครั้นแล้วเหอไป่เฉินหันไปถามหลัวอี้ชิงว่า่นี้มีใครมาตามหาเราสองคนที่โรงเตี๊ยมเยี่ยนหยางหรือไม่
“ก่อนหน้านี้ดูเหมือนมีคนของจวนสกุลหวางมาถามหาขอรับ”
“ใคร?ผู้ชายหรือผู้หญิง”
“มีทั้งสองขอรับผู้ชายคงจะเป็ทหารคนสนิทของแม่ทัพหวางชุนเทียน แต่ผู้หญิงนี่…ข้าคุ้นหน้าว่าเป็คนของจวนสกุลหวางเช่นกัน”
“ใช่แม่นางเหม่ยหลินหรือไม่?”เหอไป่เฉินตาเป็ประกายขึ้นมาทันทีแต่หลิวอี้ชิงส่ายหัวปฏิเสธกลับบอกว่าน่าจะเป็แม่นางอีกคนที่เคยมาด้วยกันกับแม่นางเหม่ยหลิน
“เดี๋ยวนะเ้าบอกว่าหญิงจากจวนสกุลหวางมาตามหางั้นหรือ” อยู่ๆเหอไป่เฉินก็คิดอะไรขึ้นมาได้
หากไม่ใช่เหม่ยหลินก็คงจะเป็ลู่หลิ่ง สังเกตได้ว่าสตรีนางนี้พยายามจะทำให้เขาสนใจเหม่ยหลินทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเหม่ยหลินคือหญิงที่แม่ทัพหวางหวงแหน ดูแล้วคงไม่ได้หวังดีกับเหม่ยหลินอย่างแน่นอนแต่หากว่าการใดที่เป็ประโยชน์ก็ไม่ควรปล่อยโอกาสหลุดลอยไป
‘ลู่หลิ่งผู้นี้อาจจะช่วยให้เราเข้าไปสืบข่าวในจวนแม่ทัพได้อีกครั้ง’
วันต่อมา เหอไป่เฉินจึงไปซุ่มรอพบลู่หลิ่งที่หน้าจวนจนกระทั่งเห็นหญิงสาวขึ้นรถม้าออกมาจากจวนเขาจึงแอบวิ่งตามไปและขว้างกระดาษข้อความเข้าไปทางหน้าต่างรถม้าเพื่อเป็การบอกให้รู้เป็นัยว่าเขาอยู่ใกล้ๆ
เย่เหยาสาวใช้ข้างกายของลู่หลิ่งเก็บกระดาษที่ห่อก้อนหินไว้ขึ้นมาดู
“คุณหนูเ้าคะ รู้สึกว่าจะเป็คุณชายเหอเป็คนขว้างเข้ามาเ้าค่ะ” หันกลับมารายงานหลังจากแกะกระดาษนั้นออกมาอ่าน
“แสดงว่าเขาอยู่แถวนี้น่ะสิ บอกให้รถม้าหยุดก่อน”ลู่หลิ่งดีใจที่จะได้พบชายผู้นี้สักทีไปตามหาเขาที่โรงเตี๊ยมเยี่ยนหยางถึงได้รู้ว่าเขายกเลิกห้องพักที่โรงเตี๊ยมนั้นไปแล้ว
หญิงทั้งสองก้าวลงจากรถม้ากลางทางออกมารออยู่ด้านนอกยืนอยู่เพียงไม่นานก็ได้พบเหอไป่เฉินปรากฏตัวด้วยชุดผ้าคลุมสีดำก้าวออกมาจากซอกมุมของกำแพงเตี้ย
“ได้ข่าวว่าแม่นางต้องการพบข้า”