ใน่ฤดูร้อน ณ ภายในป่ารกร้างแห่งหนึ่งที่มีใบไม้สีเขียวตลอดทั้งปีแม้จะอยู่ใน่ฤดูร้อน มีชายหนุ่มสองคนที่กำลังเดินหาบางสิ่งอยู่
“ในที่สุดก็เจอสักที”
ชายหนุ่มคนนึงในสองคนนั้น เอ่ยขึ้นมาในขณะที่ยืนอยู่หน้าซากปรักหักพังของบางสิ่ง
“น่าจะใช่ล่ะมั้ง?”
ณ เบื้องหน้าของชายหนุ่มทั้งสอง คือซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่ยังคงเหลือเค้าโครงของปราสาทอยู่
“สภาพดูไม่ได้เลยแหะ”
ภายนอกของปราสาทมีเศษฝุ่น และตะไคร่น้ำเกาะอยู่ทั่วทุกที่ พร้อมกับรากไม้ที่เกาะเซาะเข้าไปในสิ่งก่อสร้างอยู่ประปราย
“ไม่เป็ไรหรอก คงมีแต่พวกเรานี่แหละที่ยังมาที่นี่อยู่”
“พูดถูก”
ณ เบื้องหน้าที่ทั้งสองยืนอยู่คือ ทางเข้าปราสาทที่มีประตูไม้สองบานขนาดใหญ่ปิดทางเข้าไว้อยู่ ประตูทั้งสองมีที่ดึง ที่มีลักษณะเป็ห่วงวงกลมติดอยู่กับประตู สามารถใช้เคาะ หรือดึงเพื่อเปิดประตูได้
“ใช่ที่นี่รึเปล่าที่นายบอกว่าจะพาฉันมา?”
ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสีขาวโพลนเป็ผู้เริ่มบทสนทนา กับชายอีกคนที่สวมใส่เสื้อฮู้ดสีดำ
“นายยังจำตอนที่พวกเรารู้จักกันครั้งแรกได้มั้ย?”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่สักพัก
“อ๋อ!ตอนนั้นพวกเราเจอกันครั้งแรกที่นี่!”
“มันก็เป็ที่ ที่เราได้พบกันนั่นแหละ”
“งั้นก็คือที่นี่สินะ ที่นายบอกจะพามา”
“ใช่”
ชายหนุ่มมีท่าทางที่ดูตึงเครียดอยู่เล็กน้อย ในตอนแรกชายที่ใส่ฮู้ดไม่ได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อย และพึ่งมาสังเกตเมื่อสักครู่เมื่อชายหนุ่มเริ่มถาม
“ฉันพามาที่นี่แล้วมันทำไมเหรอ?”
“ไม่มีอะไรหรอก”
ชายหนุ่มพยายามเสแสร้ง และเก็บความตึงเครียดไว้ด้วยคำพูด
“นายมีอะไรจะพูดกับฉันรึเปล่า?”
“ไม่มีหรอก”
“.......”
ทั้งสองมองไปที่ประตู และนิ่งเงียบ
“เหรอ?”
“อืม”
“.......”
ทั้งสองยืนนิ่งเงียบกันอยู่สักพัก
“หลังจากที่นายออกจากบ้านเด็กกำพร้าก็ผ่านมาได้สิบห้าปีแล้วใช่มั้ย?”
“ใช่....ทำไมเหรอ?”
“ั้แ่ที่นายออกไป ฉันก็สามารถจดจำเื่ราวทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นได้เป็อย่างดี”
“ก็ดีแล้วนี่”
“ใช่ก็คงจะดีอย่างที่นายพูด”
น้ำเสียงที่ชายใส่ฮู้ดใช้นั้นดูจริงจัง
“ความทรงจำของนาย.... มันทำไมเหรอ?”
“.......”
ชายที่ใส่ฮู้ดไม่ตอบ และทำเพียงแค่ยืนมองตรงไปที่ประตูเท่านั้น เขาทำแบบนั้นอยู่สักพัก
“เื่นั้นช่างมันเถอะ มาเข้าเื่หลักกันดีกว่า”
เขาบายเบี่ยงที่จะตอบคำถามนั้น
“ความทรงจำของนายมันไม่สำคัญเหรอ?”
“ไม่ใช่หรอก เพราะเดี๋ยวยังไงนายก็จะได้รู้เอง”
“.......”
ทั้งสองยืนนิ่งเงียบ และยังคงจ้องมองประตูบานเดิม
“เหตุผลที่พวกเรากลับมาที่นี่สินะ”
“ใช่ ”
“อะไรล่ะ?”
“ฉันมักจะได้ยินเสียงแปลกๆ”
“เสียงแปลก ๆ?”
“ใช่”
“มันเป็เสียงอะไรเหรอ?”
“มันเป็เสียงพูด”
“พูด? ทำไมถึงแปลกล่ะ?”
“ฉันไม่มั่นใจ มันคล้าย ๆว่าฉันได้ยินเสียงนั้นอยู่คนเดียว”
ชายหนุ่มมีท่าทางที่ดูงุนงง และไม่ค่อยเชื่อคำพูดของชายที่ใส่ฮู้ด
“จริงเหรอ?”
“ไม่รู้สิ”
“แล้วมันบอกอะไรนาย?”
“.......”
ชายที่ใส่ฮู้ดยืนเงียบอยู่สักพัก
“มันบอกให้ฉันพานายมาที่นี่”
หลังจากที่คำนั้นออกมา ชายหนุ่มก็ดูวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไมต้องเป็ฉันล่ะ?”
“ไม่รู้สิ”
“......”
“เสียงของใครเหรอ?”
ด้วยความวิตกกังวลของชายหนุ่ม จึงพยายามที่จะถามหาผู้เป็เ้าของเสียง
“เห้อ...”
ชายที่ใส่ฮู้ดกอดอก และถอนหายใจด้วยท่าทีที่เริ่มไม่พอใจ
“ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันแม้แต่น้อย เพราะฉันได้ยินครั้งแรกก็ตอนที่นายออกไป และฉันก็หาเบาะแสของเสียงไม่ได้เลยไม่ว่าจะที่นี่ หรือที่ ๆ ฉันเคยอยู่ เพราะมันเอาแต่บอกให้ฉันพานายมาที่นี่อย่างเดียว และการพานายที่นี่เป็เบาะแสเพียงอย่างเดียวของฉัน เข้าใจนะ?”
“.......”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบกับคำตอบที่ได้รับมา
“แล้วยังไงต่อเหรอ?”
“เห้อ....”
ชายใส่ฮู้ดถอนหายใจอีกครั้ง
“ฉันก็บอกไปแล้วไงว่าฉันไม่รู้”
“ไม่ ๆ ก็นายพาฉันมาที่นี่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วพวกเราต้องทำอะไรต่อล่ะ?”
ชายหนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมกับหันไปที่ชายใส่ฮู้ด
“......”
ชายใส่ฮู้ดนิ่งเงียบเหมือนกำลังสำนึกผิดอะไรบางอย่าง
“ขอโทษนะ แต่ฉันยังไม่ได้ยินอะไรเลย”
“ถ้างั้นลองไปยืนในที่ที่พวกเราเจอกันครั้งแรกดูมั้ย? เผื่อมันจะบอกอะไรมากขึ้น”
“ลองดูก็ได้”
ทั้งสองแบ่งกันดึงประตูไม้ขนาดใหญ่ออกคนละบาน ด้วยห่วงวงกลมที่ติดอยู่กับประตูแล้วเดินเข้าไปภายในปราสาท
“ในนี้ไม่ต่างกับข้างนอกเลยแหะ”
สิ่งแรกที่ทั้งสองเห็น คือห้องโถงขนาดใหญ่ที่ทรุดโทรม และบันไดขนาดใหญ่ที่เอาไว้เดินขึ้นไปยังระเบียงชั้นสอง ที่อยู่ห่างออกไป
“ใช่ นายพูดถูก”
ทั้งห้องโถงโล่งสกปรก มีเศษฝุ่น กับตะไคร่น้ำเกาะอยู่ทั่วทุกที่ เศษแก้วของประดับที่เคยติดอยู่บนเพดานตกกระจายอยู่เต็มพื้น และหลังคาที่ผุกร่อนจนกลายเป็รูขนาดเล็กใหญ่หลาย ๆ รู
ทั้งสองเดินตรงไปเรื่อย ๆ และหยุดอยู่กลางห้องโถงที่มีสัญลักษณ์บางอย่าง
“ตรงนี้ใช่มั้ย?”
ชายหนุ่มดูไม่ค่อยมั่นใจในความคิดของตัวเองสักเท่าไหร่
“ล่ะมั้ง”
“แล้วไอ้สัญลักษณ์ใต้เท้าของพวกเรามันคืออะไรกันแน่?”
ที่ใต้เท้าของทั้งสองมีสัญลักษณ์ที่คล้าย ๆกับดอกกุหลาบ แต่ดอกกุหลาบนั้นมีสีดำ
“ไม่รู้สิ”
ชายหนุ่มก้มลงไปมองที่สัญลักษณ์สักครู่ แล้วจึงลุกขึ้นมา
“ตราประจำตระกูลรึเปล่า?”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”
“ก็ที่นี่เป็สิ่งก่อสร้าง แสดงว่าต้องเคยมีเ้าของมาก่อน และคน ๆ นั้นก็น่าจะมีอำนาจมากพอที่จะมีปราสาทหลังโตนี่เป็ของตัวเอง ไม่ก็อาจจะแค่รวยเฉย ๆ”
“ก็น่าจะเป็แบบนั้นล่ะมั้ง”
ชายหนุ่มกลับมายืนครุ่นคิดอีกครั้ง
“แบบนั้นนี่... แบบไหนเหรอ?”
“ก็น่าจะแค่รวยเฉย ๆ ถึงได้ปล่อยทิ้งปราสาทนี่ไปไง”
“อย่างงั้นเหรอ?”
“อืม”
“.......”
ช่วยหนุ่มยืนนิ่งอยู่สักครู่
“ตอนนี้นายได้ยินอะไรบ้างรึยัง?”
ชายหนุ่มพากลับเข้าประเด็นหลัก
จู่ ๆชายที่สวมใส่เสื้อฮู้ดก็ทำหน้าประหลาดใจอะไรบางอย่าง
“ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ?”
“ได้ยินแล้วล่ะ”
“มันบอกอะไรนายกันแน่ถึงต้องทำหน้าแบบนั้น?”
“มันบอกให้ฉันไปยืนที่หน้าทางเข้าน่ะ”
“แค่นั้นเหรอ?”
“ใช่”
ชายหนุ่มที่เห็นแบบนั้นก็รู้สึกบากใจที่จะถามต่อ
“ถ้างั้น... แล้วฉันล่ะ”
จึงพยายามถามให้ตรงกับประเด็นหลักที่สุด
“ยืนอยู่นี่”
“......”
ชายหนุ่มยืนครุ่นคิด พร้อมกับจับไหล่ทั้งสองข้างของเขา
“ฉันเชื่อนายนะ อย่าแอบวิ่งหนีล่ะ”
ชายหนุ่มกล่าวออกมาพร้อมติดตลกเล็กน้อย
“อืม”
ชายหนุ่มจึงปล่อยมือทั้งสองออกจากไหล่ของเขา
ชายที่สวมใส่ฮู้ดเดินออกไปยังหน้าทางเข้า
“แล้วไงต่อ!!!”
หลังจากที่ ชายใส่ฮู้ดเดินไปถึงที่หน้าทางเข้า ชายหนุ่มจึงะโถามออกไป
“ฝึบ”
เขาหันหลังกลับมาพร้อมกับหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากในเสื้อฮู้ด
“นั่นของเล่นเหรอ!?”
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยความใปนตลกเล็กน้อย
สิ่งที่เขาหยิบออกมานั้นมีลักษณะคล้ายกับปืนกระบอกขนาดเล็ก
“คงไม่ใช่ของจริงใช่มั้ย?”
“ปัง!!!” เสียงของไกปืนที่ลั่นออกมาจากหน้าทางเข้าปราสาทไปที่กลางห้องโถง
“ตึบ” ชายหนุ่มล้มลงไปนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นทันทีหลังจากเสียงนั้นดังออกไป พร้อมกับกุมแผลที่เอวข้างซ้ายที่เืกำลังไหลอยู่
ชายที่ใส่ฮู้ดเองที่เป็คนลั่นไกปืนออกไป ยังที่เอวข้างซ้ายของชายหนุ่ม
เขาค่อย ๆเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม
“ ตึก ตึก ตึก.....กึก ”
เขาเดินเข้ามาใกล้พอที่จะสามารถฆ่าชายหนุ่มได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับเตรียมที่จะลั่นไกปืนครั้งที่สองไปที่ชายหนุ่มที่กำลังนั่งคว่ำหน้าอยู่
“มันจำเป็น่ะ”
“มันบอกให้นายทำแบบนี้เหรอ!?”
ชายหนุ่มพยายามไม่สติแตก
“ยังเชื่อใจฉันอยู่อีกเหรอ?ทั้งที่ฉันเตรียมจะยิงครั้งที่สองอีกเนี่ยนะ?”
“......”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบ และพยายามไม่พูดอะไรให้มาก เพราะความเ็ปที่มากขึ้นทุกครั้งที่พูดออกมา
“คงไม่ใช่คำตอบที่้าสินะ?”
“.......”
ชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบ
“เปล่าหรอก แล้วก็ถ้าฉันบอกว่าข้อสังสัยของนายมันถูกต้องแล้วล่ะ?”
“......”
ชายหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้นจึงนั่งนิ่งเงียบ และจ้องมองไปที่เขาโดยไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย เขาไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะอาจจะเตรียมใจยอมรับมันไว้ตั้งนานแล้วก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจจะยังคงเหลือความเชื่อใจไว้ให้เขาที่เป็เพื่อนสนิทของตัวเอง
“นี่คงเป็เหตุผลที่นายรู้สึกอึดอัดหลังจากที่พวกเราไม่ได้เจอกันมาตั้งสิบห้าปีสินะ?”
“ตึบ” จู่ ๆชายหนุ่มก็หน้าคว่ำลงไปนอนอยู่กับพื้น พร้อมกับหายใจเร็วขึ้น
“ไม่ต้องห่วงหรอก นายจะเป็คนสุดท้าย”
ชายหนุ่มสูดหายใจลึกๆ เพื่อกลับมาตั้งหลักอีกครั้ง แต่สติของชายหนุ่มในตอนนี้เลือนรางจนฟังอะไรไม่รู้เื่
“อย่าเชื่อใจใครง่าย ๆ อีกล่ะถือว่าฉันขอร้องแล้วกัน”
ชายหนุ่มที่ยังตั้งสติไม่ได้พยายามยันตัวเองขึ้น แต่ก็ล้มลงจนหน้ากระแทกกับพื้นอยู่หลายครั้ง ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่าตัวเองในตอนนี้ไม่มีแรงมากพอที่จะดันตัวเองขึ้นไป แต่ทำเพื่อให้ตัวเองได้รับความเ็ปที่มากพอที่จะดึงสติกลับมา
“หลับให้สบายนะ ฉันจะไปแล้ว”
ในตอนนี้ชายหนุ่มได้รับสติกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ครบถ้วนนัก
“นั่นนายจะไปไหนน่ะ...มาช่วยฉันก่อนสิ...”
ชายที่สวมใส่เสื้อฮู้ดเป็ความหวังเดียวที่จะทำให้เขารอดชีวิตในตอนนี้
“กลับมาสิ...มาช่วยฉันก่อน...”
จึงพยายามเรียกชายคนนั้นให้กลับมา
แต่เขาที่กำลังเดินออกไป พยายามทำเป็ไม่สนใจ แล้วเดินต่อไปเรื่อย ๆ
ในตอนนี้ไม่มีความหวังใด ๆที่จะสามารถมาช่วยชายหนุ่มไว้ได้
“ใครก็ได้!!!มาช่วยฉันที!!!”
ชายหนุ่มพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายเพื่อเรียกร้องขอความช่วยเหลือ ถึงแม้จะไม่มีคนอื่นนอกจากตัวเองอยู่ก็ตาม หรือเรียกง่าย ๆว่าไร้ประโยชน์
“......”
สิ่งที่ตอบชายหนุ่มกลับมานั้นมีเพียงแต่ความเงียบ
‘ฉันต้องตายจริงๆเหรอ?’
ชายหนุ่มสบถความในใจพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งไหลไม่หยุด
“ยังไม่อยากตายเหรอ?”
จู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนเอ่ยถามชายหนุ่ม
เมื่อชายหนุ่มได้ยินเสียงก็รู้สึกสับสน กับเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนที่ปกติมักจะได้ยินผ่านแก้วหูของตัวเอง แต่เสียงที่เขาได้ยินนั้นมันดังก้องออกมาจากข้างในหัวของเขา
แต่ในตอนนี้เสียงนั้นเป็เพียงความหวังเดียวที่จะทำให้ชายหนุ่มมีชีวิตรอด
“ชะ ใช่ฉันยังไม่อยากตาย”
ชายหนุ่มจึงพยายามเปล่งเสียงออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่กำลังสับสนอยู่
“แล้วฉันจะไ.... ”
“มาช่วยฉัน!!!ถ้านาย้าอะไรฉันจะหาให้!!!”
ในตอนนี้ชายหนุ่มไม่มีเวลามากพอจึงรีบพูดตัดแล้วเข้าประเด็นหลักทันทีด้วยความเ็ปที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละครั้งที่พูดออกไป และมุ่งเป้าไปที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ
“ฉันไม่ได้้าสิ่งของ ฉัน้าแค่การยินยอม”
“ได้!!!ฉันยินยอมหมดทุกอย่าง!!!”
“คิดว่าจะได้คุยกับนายนานกว่านี้สักหน่อย”
ตอนนี้ลมหายใจของชายหนุ่มเริ่มโรยริน และแ่ลงเรื่อยๆ
“.......”
หลังจากคำพูดนั้นออกมาก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และมีเพียงความเงียบเท่านั้นที่อยู่รอบ ๆเขา
“เฮ้.... ออกมาช่วยฉันสิ....”
ชายหนุ่มยังคงเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากเสียงนั้น
“......”
ไม่มีใครออกมา หรือตอบกลับ มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ตอบกลับมา
‘ฉันคงจะกลายเป็บ้าไปแล้วสินะ’
นั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังสบถอยู่ในใจ เพราะตอนนี้ชายหนุ่มไม่เหลือแรงมากพอที่จะเปล่งเสียง
ชายหนุ่มหลับตาลงพร้อมกับภาวนาให้ใครสักคนมาช่วยเหลือตนเอง บนกองเืที่ได้ย้อมเสื้อสีขาวโพลนเป็สีแดง
“......”
ชายหนุ่มหยุดหายใจ และนอนแน่นิ่งอยู่บนกองเื
“......”
กระทั่งจนลมหายใจสุดท้ายของเขาหมดไป ก็ไม่มีใครปรากฎตัวออกมา
“ กึก กึก กึก.... ”
จู่ ๆรอบ ๆที่ช่วยหนุ่มนอนแน่นิ่งอยู่ ก็กลายเป็ความมืด ความมืดเ่าั้ค่อย ๆ กระจาย และลามออกไป ทุก ๆ ที่มันผ่านไปค่อย ๆ กลายเป็ความมืด
“ ตึ่ง ”
จนในที่สุดทุก ๆ อย่างก็กลายเป็ความมืดทั้งหมด เป็ความมืดที่แม้แต่แสงก็ไม่สามารถสะท้อนออกไปได้