วันรุ่งขึ้นจริงใจก็ไปตามนัด เขานั่งรถเมล์เพื่อไปลงยังป้ายที่แสนคุ้นเคยอีกครั้ง
ห้าปีผ่านไป หากมองจากภายนอก โรงเรียนมัธยมศึกษาของเขาก็ยังคงเหมือนเดิมยกเว้นแต่กำแพงที่ถูกทาสีใหม่ นอกจากนั้นแล้วจริงใจก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเป็เพราะเขามองผ่านจากภายนอกเท่านั้นก็เป็ได้
จริงใจเดินผ่านหน้าโรงเรียนไปยังซอยที่อยู่ข้างโรงเรียนสายตาเหยี่ยวมองซ้ายทีขวาทีก่อนจะข้ามถนนไปอีกฝั่งมุ่งตรงไปยังร้านราดหน้าติดแอร์ของสมาพลและชฎาภรณ์
มาถึงหน้าร้าน จริงใจก็เห็นความเป็ตนเองของรุ่นพี่สามีภรรยาทั้งสองชัดเจนเลยทีเดียวคัทเอาท์รูปของสมาพลถือชามราดหน้าแล้วเขียนว่า ‘เถ้าแก่มิ้งค์ชวนชิม’ ตั้งหราอยู่หน้าประตู เสียงแหบหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ พลางส่ายศีรษะแบบปลง ๆ
‘ในที่สุดก็ต้องกลับมาสถานที่เดิม ๆ อีกแล้วสิน่า’
จริงใจเดินเข้าไปในร้านก็รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่เย็นเฉียบไม่รู้เถ้าแก่ร้านนี้เปิดแอร์เบอร์อะไรกัน มันถึงได้หนาวเหมือนอยู่ในขั้วโลกเหนือ ไม่นานนักร่างของสมาพลก็โผล่ออกมาพร้อมกับร่างของชฎาภรณ์
“น้องจริงมาแล้ว”
ชฎาภรณ์ยิ้มกว้าง กางมือออกโอบกอดทักทายชายหนุ่มรุ่นน้อง จริงใจยิ้มกอดทักทายชฎาภรณ์โดยมีสมาพลค่อนขอดอยู่กลาย ๆ
“แหม่ กอดแต่ฝ้ายน้อคนเรา อย่ามาแอบติดใจเมียพี่เชียวนาไอ้เด็กเตี้ย”
พูดจบรุ่นพี่เถ้าแก่เ้าของร้านก็หัวเราะ มือตบป้าบเข้าที่ไหล่ของจริงใจชายหนุ่มรุ่นน้องหัวเราะบ้าง เสียงแหบเอ่ยตอบกลับไป
“ไม่หรอกครับ พี่มิ้งค์ก็รู้”
“ฮ่า ๆๆ”
ขณะนี้เป็เวลาสิบเอ็ดโมงนิด ๆ ดูเหมือนสมาพลจะเพิ่งเปิดร้านได้ไม่นานจึงไม่มีลูกค้าอีกอย่างวันนี้เป็วันอาทิตย์ด้วย
“นั่งเลย ๆ เดี๋ยวพี่ไปเอาน้ำมาให้ อยากกินอะไรก็สั่งนะจ๊ะเลือกจากเมนูได้เลย”
เสียงเล็ก ๆของชฎาภรณ์ดังขึ้นในขณะที่เ้าตัวเดินหายไปทางครัวด้านหลังร้านจริงใจนั่งลงที่โต๊ะใกล้ ๆ สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ร้านราดหน้าติดแอร์ไฮโซแห่งนี้
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านไปห้าปีพวกพี่สองคนจะแต่งงานกันเรียบร้อยจนมาเปิดร้านราดหน้ายอดผักเนี่ยดูไม่มีเค้าเลยนะ”
จริงใจมองรูปแต่งงานของสมาพลและชฎาภรณ์ซึ่งถูกติดอยู่บนฝาผนัง
“พี่จะบอกความจริงให้ไหมไอ้เด็กเตี้ย”
“ความจริงเื่ ?”
“จบ ม.6 แล้วพี่กับฝ้ายไม่ได้เรียนต่อหรอกว่ะคิดไปคิดมาเราควรจะหยิบจับอะไรสักอย่าง ตอนแรกมันก็แค่ร้านเล็ก ๆ คูหาเดียว ไป ๆมา ๆ เจอประกาศขายที่ตรงนี้พี่กับฝ้ายก็เลยตกลงกัน”
“ที่ตรงนี้ก็ดีมากแล้วนี่พี่ ใกล้โรงเรียน”
“ช่าย เจออาจารย์ที่เคยสอนเข้ามากันเพียบ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี”
ชฎาภรณ์ยกแก้วน้ำดื่มมาให้ จริงใจกล่าวขอบคุณ
“พี่กับมิ้งค์ เพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อปีที่แล้วนี่เอง”รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาว “ผ่านมาห้าปีแล้วหรือเนี่ย เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ”
จริงใจมองรูปแต่งงานของคนทั้งคู่อีกครั้งแล้วอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้เ้าบ่าวอยู่ในชุดสูทสีขาวภูมิฐานแต่หน้าตาดูเกร็งแปลก ๆทรงผมของสมาพลช่างเป็ทรงขัดใจแม่เสียเหลือเกิน ทรงซอยรากไทรแบบไอดอลเกาหลีสมัยก่อน
‘ทรงผมแบบนี้ยังฮิตอยู่หรือไงกันนะ’
จริงใจได้แต่คิดในใจ
ส่วนชฎาภรณ์อยู่ในชุดเ้าสาวสีขาวสะอาด ผมสีน้ำตาลอ่อนซอยสั้นทันสมัยสไตล์สาวญี่ปุ่นน่ารักกับรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวดูเป็คู่สามีภรรยาที่มีเอกลักษณ์จริง ๆ
“แล้วมึงเรียนจบหรือยังไอ้เด็กเตี้ย เป็อย่างไร จบอะไรมาไหนเล่าให้ฟังหน่อยซิ”
คำถามของสมาพลทำให้จริงใจถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ห้าปีแล้วใครจะไปตอบได้ว่าเขายังย่ำต๊อกอยู่กับที่เื่เรียนยังไม่จบเหมือนคนอื่น
ในขณะที่จริงใจกำลังอึกอักเสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่เหนือบานประตูกระจกก็ดังขึ้นร่างของผู้หญิงวัยรุ่นเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟันคนหนึ่งก้าวเข้ามา เ้าหล่อนดูล้ำมากตัดผมทรงบ๊อบหัวเห็ด หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าทรงกะลาครอบใบหน้าสวมแว่นตากันแดดอันใหญ่ พร้อมกับชุดเสื้อผ้าสีดำรูปแบบที่ดูทันสมัยสุด ๆ
“ไงทุกคน”
เสียงของจรัสศรีดังขึ้น เ้าหล่อนถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นใบหน้าอันถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง
ชฎาภรณ์อ้าปากค้าง เสียงเล็กเอ่ยออกไป
“ยัย... จรัส ?”
จรัสศรีเห็นท่าทีของเพื่อนก็หัวเราะคิกคัก
“เมียเถ้าแก่จำฉันไม่ได้หรือจ๊ะ จรัสเองจ้ะ จรัส”
สมาพลทำปากจู๋ ส่ายศีรษะขำ ๆ
“จรัสแม่งสุดยอด เฟี้ยวไปอีก”
“อย่าพูด ๆ ฉันนี่เป็ช่างตัดผมมืออาชีพนะจ๊ะ ก็ต้องเฟี้ยวหน่อยซี่”
จริงใจกล่าวสวัสดีจรัสศรีอย่างขัด ๆ เขิน ๆ
“สวัสดีครับ พี่จรัส...”
“สวัสดีจริงใจ พ่อเด็กเตี้ย ยังเหมือนเดิมนะเรา”
“อ่า ครับ”
จริงใจยิ้มเฝื่อน แต่ละคนช่างมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าไปมากยกเว้นแต่ตัวเขากระมัง
ทั้งหมดนั่งคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยจนกระทั่งชายหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามาที่ร้าน สมาพลเป็คนแรกที่เอ่ยทักทายในขณะที่จริงใจมองอย่างแปลกแยก
...กฤษติกาคนนั้นนั่นเอง
ชายหนุ่มร่างโปร่งผู้มีใบหน้าหล่อเหลาอย่างมาก แต่ก็ยังดูหวาน ผมสีอ่อนเป็ทรงรองทรงสั้นแสกกลางผิวขาวเหลืองและมีมาดที่ดูลูกคุณหนูมาก ๆ
จริงใจมองกฤษติกาอย่างเผลอตัวด้วยความคิดที่ล่องลอย เขากำลังมองว่ากฤษติกาหล่อจนน่าอิจฉาในขณะที่ตัวเขายังคงเป็เด็กกะโปโล ผมตัดสั้นธรรมดาแต่แอบทำไฮไลท์สีทองด้านหน้านิด ๆ เพราะเป็คนนิสัยแสบซ่ามันดูต่างจากคุณหนูแกรนท์ ราวฟ้ากับเหว
“ไอ้แกรนท์”
สมาพลตบไหล่เพื่อนที่มาใหม่ ทั้งชฎาภรณ์และจรัสศรีเอ่ยทักทายอย่างสนิทสนมในขณะที่จริงใจเอาแต่นั่งจ้องเฉยๆ จนรุ่นพี่หญิงเอ่ยแซวขึ้นมา
“เป็อะไรจ๊ะจริงใจ เอาแต่จ้องพี่แกรนท์ใหญ่เลย สงสัยพี่แกรนท์จะดูดีมากล่ะสิ”
จรัสศรีพูด
กฤษติกาหันมามองจริงใจ ชายหนุ่มผมไฮไลท์ยังคงจ้องต่อไปแต่ไม่พูดอะไรจริงใจเห็นริมฝีปากสีระเรื่อของกฤษติกามีรอยยิ้มนิด ๆก่อนที่เสียงหวานจะเอ่ยกับเขา
“เป็อย่างไรบ้าง ไม่ได้เจอกันนาน”
“สบายดีครับ”
เสียงแหบตอบแห้ง ๆ สมาพลเอ่ยแทรกขึ้นมา
“อย่าไปถามมันไอ้แกรนท์ ไอ้เด็กเตี้ยมันยังเรียนไม่จบผ่านมาห้าปีแล้วยังไม่จบปริญญา”
“อ้าว” คิ้วเรียวเลิกขึ้นนิด ๆ อย่างสงสัย “ทำอะไรอยู่ทำไมยังเรียนไม่จบ”
จริงใจรู้สึกเหมือนถูกกดดันจากคำพูดนี้เป็อย่างยิ่ง เขาจนด้วยคำตอบ
“คือ...”
ก่อนที่จริงใจจะจำใจตอบ ชฎาภรณ์ก็พูดเปลี่ยนเื่
“นี่ ใครอยากกินอะไรก็สั่งนะ มื้อนี้ฉันเลี้ยง ไม่คิดเงิน”
“หา ? จริงสิ”
จรัสศรีร้องเสียงสูง ชฎาภรณ์ยิ้ม
จรัสศรีเลือกนั่งที่โต๊ะอีกโต๊ะส่วนสมาพลเตรียมตัวไปทำราดหน้าตามที่เพื่อนสั่งแต่จริงใจก็แปลกใจที่กฤษติกาเลือกมานั่งโต๊ะเดียวกับเขา
“กินอะไรดี”
เสียงหวานเอ่ยเหมือนชวนคุย จริงใจไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตาดูเมนูต่อไปจนในที่สุดก็ตัดสินใจสั่งราดหน้าเส้นใหญ่ กฤษติกาสั่งเหมือนเขา
“ทำไมยังเรียนไม่จบ”
เสียงหวานถามอีกครั้ง จริงใจรู้สึกอับจนด้วยหนทาง จึงต้องยอมพูด
“ผม... ไม่ตั้งใจเรียน”
ั์ตาคู่สวยมีรอยแปลก ๆ เมื่อได้ฟังประโยคนี้จริงใจงงว่าทำไมกฤษติกาต้องมาสนใจซักถามเื่ของเขาด้วย ทั้งที่ตอนอยู่วงโยธวาทิตก็เป็คนไม่สนิทกัน จนเขาต้องให้สองสามีภรรยาสมาพลและชฎาภรณ์เป็คนสอนเป่าแซกโซโฟนให้แทนรุ่นพี่ในพาร์ทเดียวกันด้วยซ้ำ
ได้ยินเสียงของจรัสศรีะโมาจากอีกโต๊ะว่า
“จริงใจก็ให้แกรนท์สอนสิ แกรนท์น่ะเป็ติวเตอร์รับสอนตามบ้าน ใช่ไหมแกรนท์”
“ใช่ แต่สอนแค่เด็กอนุบาล ฯ กับเด็กประถม ฯ ไม่มั่นใจว่าจะสอนเด็กมหา’ลัยได้นะ”
กฤษติกาตอบ จริงใจรีบปฏิเสธ
“อ้อ ไม่เป็ไรครับพี่จรัส ผมสบายมาก เหลืออีกนิดเดียวใกล้จะจบแล้ว”
“หรือ ๆ ถ้าอย่างนั้นก็พยายามเข้าล่ะ”
จรัสศรีว่า
“ครับ ขอบคุณครับ”
จริงใจนั่งรับประทานราดหน้าไปเงียบ ๆ คำแรกที่เข้าปากบอกได้เลยว่าเขาไม่เคยลิ้มรสราดหน้ายอดผักเ้าไหนที่อร่อยเหาะขนาดนี้มาก่อนแทบจะไม่ต้องใส่เครื่องปรุงเลยนะเนี่ย เพราะเขาเพียงเติมพริกป่นลงไปเท่านั้น
“ราดหน้าอร่อยมากเลยนะครับพี่มิ้งค์ พี่ฝ้าย”
“ใช่ไหมล่ะ ใช่ไหม ก็บอกแล้วเถ้าแก่มิ้งค์ชวนชิม”
ชฎาภรณ์พูดติดตลก
“เอ้อ แล้วนี่นายอ๋อมาหรือยังน่ะ ไม่เห็นเลยนะ”
จรัสศรีมองไปรอบ ๆ ร้านเพื่อหาตัวผู้ที่ถูกกล่าวถึง
“ไอ้อ๋อแม่งมาสาย สงสัยแผงดูดวงของมันคงจะธุรกิจยุ่งมากมั้ง”
“อะไรแผงดูดวงนะมิ้งค์”
กฤษติกาซึ่งฟังอยู่เลิกคิ้วสงสัย
“ก็แผงดูดวง ไอ้อ๋อมันเป็หมอดู รับดูลายมือพยากรณ์อะไรของมันก็ไม่รู้”
“มันน่าไปลองบ้าง”
จรัสศรีพูดลอย ๆ
ตอนนั้นเองที่อภิชาติก้าวเข้ามาในร้านชายหนุ่มรูปร่างผอมที่มาพร้อมผ้าโพกศีรษะสีแสบ พร้อมทรงผมชี้โด่ชี้เด่อภิชาติทำหน้าเหลอหลาเมื่อเห็นทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
“มาช้านะมึงไอ้อ๋อ”
สมาพลเข้าไปตบศีรษะเพื่อนอย่างหมั่นไส้
อภิชาติหายใจเข้าออกเป็เื่ดูดวงไปหมด ั้แ่สมัยเรียนแล้วเพราะเ้าตัวมักเอาหนังสือทำนายฝันและอื่น ๆอีกมากมายมาพูดกับเพื่อนในวงโยธวาทิตเป็ประจำ
“ตายจริง ไอ้เด็กเตี้ย” อภิชาติเดินมาทางรุ่นน้องเพียงหนึ่งเดียวซึ่งนั่งอยู่“ไม่คิดจะปรับปรุงทรงผมและการแต่งกายบ้างหรือ อ้า แล้วนี่อะไรใส่กระเป๋าสีแดงเนี่ยนะ”
ตาเหยี่ยวของจริงใจเหล่มองอย่างสุดเซ็งเมื่ออภิชาติมาวิจารณ์กระเป๋าสะพายข้างของเขาเสียงแหบเลยตอบกลับ
“ผมก็เป็แบบนี้แหละ พี่อย่ามายุ่งกับผมเลย”
อภิชาติขมวดคิ้วเมื่อได้ฟังส่วนรุ่นพี่ผู้หญิงทั้งสองหัวเราะก๊ากอย่างช่วยไม่ได้จริงใจตอกอภิชาติเสียหน้าหงายเงิบ ไม่ใช่ธรรมดา
“มึงไฮไลท์ผมสีเหมือนเนย์... อะไรสักอย่างนะ นักฟุตบอลบราซิลที่ดัง ๆน่ะ”
“อ้อครับ พอดีเขาเป็ไอดอลผม”
“เออ”
ว่าไปนั่น จริงใจอยากจะหัวเราะอย่างเซ็ง ๆ อภิชาติจะมายุ่งอะไรกับ ‘สไตล์’ ของเขานักหนา
“นี่ครับน้อง ต้องดูพี่แกรนท์เป็ตัวอย่าง หล่อลากไส้หล่อวัวตายควายล้ม หรือไม่ก็ดูพี่เป็ตัวอย่างก็ได้”
อภิชาติยังไม่จบเขาพยายามจะให้จริงใจชื่นชมแฟชั่นผ้าโพกศีรษะและเสื้อผ้าสีแสบที่ดูล้ำ ๆ ของเขา
…ล้ำพอ ๆ กับจรัสศรี
จริงใจหัวเราะ เหอะ ๆ อย่างขอไปที สายตาเหยี่ยวมองไปเห็นกฤษติกามองเขาอย่างเอ็นดูจริงใจรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่เห็นความอ่อนโยนทอดผ่านจากดวงตาคู่สวยนั่น
“ว่าแต่จรัส เป็ไง เธอกับนายสุรศักดิ์แฟนเธอ”
จู่ ๆ อภิชาติก็เปลี่ยนเื่ขึ้นมา สุรศักดิ์คือแฟนของจรัสศรีซึ่งเคยเรียนอยู่ห้องเดียวกันนั่นเอง
“ก็ดี... ดีมาก ๆ”
จรัสศรีว่า