“ยูกิเธอรู้หรือเปล่า ว่าการที่โคริทำแบบนั้นหมายถึงอะไร” ไนท์ถามฉันพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นสูงข้างหนึ่ง ฉันตอบกลับไนท์พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่รู้อ่ะ ทำไมหรอ” ฉันเอียงคอมองไนท์กับริกะที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน ด้วยใบหน้าที่งุนงง ไนท์ก้มหน้าลงมองที่พื้นพร้อมกับส่ายหน้าเบา และค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับช้อนตามองฉันอีกครั้ง
“มะ...” ไนท์ ที่กำลังจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง
“มันเป็การบ่งบอก ว่าเธอกับโคริเป็คู่หมั้นกันแล้วยังไงละ!”
แต่ริกะที่อยู่ข้างๆ ก็รีบตอบแทรกขึ้นมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนปากจะฉีกถึงรู้หูกันเลยทีเดียว แค่นั้นยังไม่พอ ริกะเธอยังท่าทางตุ๊กติ๊กๆ ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกับตุ๊กตาที่ติดอยู่หน้ารถยังไงยังงั้น ฉันที่ได้ยินสิ่งที่ริกะพูดออกมาก็ถึงกับตะลึงอยู่สักพัก แต่พอฉันตั้งสติและเรียบเรียงคำพูดของริกะที่พูดออกมาเมื่อกี้เสร็จ ฉันเองก็ได้แต่อุทานออกมาเท่านั้น
“...หา~~” ฉันหันไปมองโคริเพื่อ้าคำตอบจากเขา แต่โคริเ้าตัวกลับเดินไปไกลแล้ว ฉันได้แต่คิดกับตัวเองว่านี่มันเื่อะไรกัน ทำไมเขาถึงได้ทำอะไรตามใจตัวเองแบบนี้ และฉันก็ได้แต่บอกตัวเองซ้ำๆ ว่า “เราไม่น่าพลาดเลย” ฉันทุบที่หัวตัวเองเบาๆ สองสามครั้งและหันไปมองไนท์กับริกะที่ยืนมองฉันอยู่ในตอนนี้ ก่อนที่ฉันจะค่อยๆ ใช้สายตามองดูรอบๆ ซึ่งทุกคนก็มองมาที่ฉันแบบกล้าๆ กลัวๆ เหมือนกลัวว่าฉันจะเข้าไปทำร้ายพวกเขา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จำนวนคนที่อยู่ตรงนี้ คนที่หนักใจไปมากกว่าทุกคนในที่นี้ นั่นก็คือฉัน ฉันหันไปมองริกะ แต่พอเห็นใบหน้าของเพื่อนรักของฉันที่กำลังยิ้มดีใจ ฉันได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำคอตกแล้วส่งซิกให้ริกะเดินนำไปที่ห้องเรียน เฮ้อ~ทำไมต้องมาเจอเื่อะไรแบบนี้ั้แ่วันแรกด้วย แล้วโคริคนที่ก่อเื่เอาไว้ก็ไม่ยอมอธิบายอะไรเลย ว่าที่เขาทำลงไปนั้นคืออะไร และเหตุผลที่ทำละ มันคืออะไร ฉันได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองและเดินตามริกะมาตามทางเรื่อยๆ
“ยูกิ มาถึงแล้ว” ริกะพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่ประตูบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ฉันที่เห็นประตูนั้นก็ได้แต่คิดในใจ ว่านี้ประตูห้องเรียนหรอ ทำไมมันไม่ค่อยเหมือนประตูห้องเรียนเลยละ ฉันมองสังเกตที่ประตูและมองไปรอบๆ บริเวณ
“แอด~~” เสียงเปิดประตูดังขึ้น เผยให้เห็นของในห้องว่ามีอะไรบ้าง แต่ทันทีที่ฉันเห็น -_- ใบหน้าของฉันก็เป็แบบนี้เลย ไหนริกะบอกจะพาไปห้องเรียนแต่ทำไมมาโผล่ที่นี่ได้
“สุดที่รักของป๊า มาแล้วหรอ วันนี้มีเื่สำคัญจะบอกกับลูกนะ แล้วก็วันนี้มีคนมาหาเราด้วย”
เสียงที่คุ้นเคยและคุ้นหู นั้นคือเสียงของพ่อฉันเอง ฉันไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าพ่อจะมาที่สถาบันั้แ่วันแรกที่ฉันมาสถาบันนี้ แต่ฉันเองก็พอจะเข้าใจอยู่นะว่าสถาบันแห่งนี้เป็ของ 3ตระกูลใหญ่ อย่าง เหมันต์ รัตติกาล และ คิมหันต์ แต่พ่อไม่จำเป็ต้องมาั้แ่วันแรกที่ฉันเข้าร่วมที่สถาบันก็ได้นะคะคุณพ่อ ไม่ทันไร พ่อของฉันก็ลากฉันเข้ามาในห้อง และฉันก็ได้แต่เดินตามพ่อของฉันเข้าห้องไป พ่อของฉันจับไหล่ฉันและกดให้ฉันนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่ที่อยู่กลางห้อง หลังจากที่ฉันนั่งลง ฉันมองไปยังฝั่งตรงข้ามของโซฟา คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฉัน นั่นคือโคริคนที่ก่อเื่เอาไว้เมื่อตะกี้ แต่ทว่าฝั่งตรงข้ามที่โครินั่งอยู่ ยังมีผู้หญิงและผู้ชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อของฉันนั่งอยู่ข้างๆ โคริอีกด้วย ฉันยกมือไหว้ท่านทั้งสองและส่งยิ้มให้ท่านทั้งสองคน ก่อนที่จะหันไปหาพ่อของฉันด้วยความสงสัย
“คืออะไรป๊า” ฉันหันไปถามพ่อของฉัน เพราะฉันไม่รู้จักว่าท่านทั้งสองเป็ใคร แล้วไหนสถานการณ์ตอนนี้คืออะไร ฉันรู้สึกงุนงงและสับสนมากในเวลานี้
“พ่อจะแนะนำให้เรารู้จักนะ ผู้ชายคนนั้นคือผู้นำตระกูลเหมันต์ และผู้หญิงคนนั้นคือน้องสาวของผู้นำตระกูลเหมันต์”
พ่อฉันผายมือไปทางคุณน้าผู้ชายและคุณน้าผู้หญิง เพื่อเป็การแนะนำให้ฉันรู้จักกับพวกท่าน
“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้คุณน้าทั้งสองแบบสุภาพอีกครั้ง และส่งยิ้มหวานๆ ไปให้อีกรอบ
“หนูยูกิ สวยกว่าตอนเด็กๆ เยอะเลยนะคะ”
คุณน้าผู้หญิงพูดพร้อมกับส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ฉันอย่างเป็มิตร แต่สายตาฉันดันไปสังเกตเห็นรอยยิ้มจางๆ ของโคริ สายตาของฉันหลุดโฟกัสจากคุณน้าทันที แต่ฉันก็ต้องกลับมาคิดถึงคำพูดของคุณน้าที่บอกว่า ฉันสวยกว่าตอนเด็กๆ หรือคุณน้าจะรู้จักฉันมาก่อน ฉันตั้งคำถามภายในใจของฉันอยู่มากมาย แต่สายตาของฉันก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่โคริโดยที่ฉันไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้เลย โคริเองก็เอาแต่จ้องฉันด้วยสายตาที่อ่อนโยนและยิ้มที่อบอุ่นส่งกลับมาให้ฉัน จนตอนนี้หัวใจเ้ากรรมของฉันมันกำลังเต้นประท้วงเสียงดังโครมคราม จนยากจะอธิบายความรู้สึกตอนนี้ออกมาได้
“เขาคงสวยเหมือนแม่เขานั้นละ แต่ว่าวันนี้เื่ที่จะต้องบอกเด็กๆ นะไม่ใช่เื่น่ารักไม่น่ารักหรอกนะ”
พ่อฉันพูดขึ้นพร้อมกับนั่งลงข้างๆ ฉัน ฉันหันกลับมามองหน้าพ่อของฉัน และฉันก็เริ่มสงสัยกับการกระทำของพ่อฉันตอนนี้เอามากๆ ฉันรู้สึกได้ว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ เพราะพ่อของฉันไม่เคยมีท่าทีแบบนี้มาก่อน
“ใช่สินะคะ”
คุณน้าผู้หญิงพูดขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มไปให้โคริ ฉันเริ่มจะไม่ไว้ใจกับเหตุการณ์ตอนนี้แล้วสิ
“คือ...อย่างที่ไนท์บอกกับตัวเล็กไปก่อนหน้านี้ ว่าพวกเราคือคนที่หมั้นกันไว้ แต่! …ไม่ใช่เพราะการกระทำของพี่เมื่อกี้หรอกนะ แต่เราสองคนนั้นหมั้นกันอยู่แล้ว หมั้นกันก่อนที่ตัวเล็กจะสูญเสียความทรงจำ ซึ่งก็คือ...เราหมั้นกันั้แ่ตอนที่พวกเรายังเป็เด็ก”
หลังจากที่โคริพูดจบ โคริก็ขบริมฝีปากของตัวเองและก้มลงมองที่เท้าของของเขา ส่วนฉันที่ได้ฟังคำอธิบายจากปากของโคริ ฉันก็คิดตามได้ทันทีว่าเหตุการณ์ตอนนี้มันคืออะไร แต่ฉันก็ยังคงทำหน้างงๆ ว่าฉันในตอนนี้ต้องทำยังไงต่อ แล้วจะไปต่อยังไง ฉันไม่เคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ฉันจึงถามโคริออกไปอีกครั้ง
“ขออีกรอบ....แบบกระชับได้ไหมคะ”
ฉันบอกโคริพร้อมกับยิ้มจางๆ ให้กับเขา โคริสูดหายใจเข้าลึกๆ และบอกกับฉันอีกครั้ง
“เราหมั้นหมายกันมาั้แ่ยังเป็เด็กๆ ”
โคริบอกกับฉันอีกรอบ และมันก็ชัดเจนมากอีกรอบเช่นเดียวกัน ฉันยิ้มออกมาเพื่อเป็การกลบเกลื่อนความสงสัยที่อยู่ในหัว แต่เหมือนทุกคนจะรับรู้ได้ว่ารอยยิ้มนั้นถึงจะดูสดใส แต่มันกับเต็มไปด้วยคำถาม ฉันจึงไม่แสร้งที่จะยิ้มต่อไปและหันไปยิงคำถามใส่พ่อของฉันแทน
“ป๊าหมายความว่าไงคะ ทำไมหนูจำไม่ได้ ว่าเคยหมั้นหมายกับใครไว้”
ฉันที่ในตอนนี้รู้สึกเครียด ยิ่งกว่าตอนที่ฉันยืนอยู่กลางสนามรบ จนทำให้การประมวลผลของสมองมีปัญหาขึ้นมาในทันที
“พี่บอกไปแล้วนะคะ ว่าหมั้นกันก่อนที่ยูกิจะสูญเสียความทรงจำ หรือก็คือหมั้นกันแล้ว ยูกิถึงเสียความทรงจำไป และนั้นทำให้ยูกิจำไม่ได้ว่า เคยมีการหมั้นหมายกันไว้ไงค่ะ”
โคริบอกกับฉัน พร้อมกับคิ้วขมวดเป็ปมเล็กน้อย โคริเขาคงคิดว่าฉันเด๋อมากแน่ๆ เลย
“ตอนที่ยูกิยังเด็ก ยูกิเคยไปที่บ้านของตระกูลเหมันต์กับป๊า แล้วตอนนั่นยูกิก็ได้เจอกับโคริเป็ครั้งแรกที่บ้านของตระกูลเหมันต์ ซึ่งยูกิบอกเองว่ายูกิชอบโคริเขามาก มากจนยูกิเป็คนประกาศเองว่าจะหมั้นหมายกับโคริ โคริเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร มิหนำซ้ำโคริยังเห็นด้วยกับยูกิเื่การหมั้นหมาย ตอนนั้นทั้งป๊าและคุณน้าทั้งสอง ก็บอกกับยูกิและโคริไปแล้ว ว่าทั้งสองคนยังเด็กเกินไป แต่ยูกิก็ไม่ยอม เราสองบ้านก็เลยต้องจัดการ การหมั้นหมายให้ั้แ่ตอนนั้น”
พ่อของฉันอธิบายยาวเหยียด และนั้นทำให้ฉันถึงกับกุมขมับตัวเองทันที และมองไปที่โคริ ที่ยิ้มอ่อนๆ ให้ฉันด้วยใบหน้าที่มีความสุขที่สุดในที่สุด ตายๆ ตอนเป็เด็กฉันเป็ถึงขนาดนั้นเลยหรอ ฉันไม่น่าความจำเสื่อมเลย อย่างน้อยๆ ในเวลานี้ ถ้าฉันมีความทรงจำนั้น มันก็คงจะเข้าใจอะไรง่ายกว่าตอนนี้
“ใช่จ้ะ หนูเป็คนยืนยันเองว่าจะหมั้นหมายกับโคริ และน้าก็ดีใจมากเลยนะจ๊ะ ที่ตอนนั้นหนูยูกิเลือกโคริของน้า”
คุณน้าผู้หญิงพูดย้ำอีกรอบ เหมือนเป็การย้ำเตือนว่า เธอขอหมั้นเขาเองนะ ฉันหลับตาลงพร้อมกับคิดด่าตัวเองในหัว “ฉันจะบ้าตาย และแกมันบ้ายูกิ” แต่พอฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ และมองไปที่โคริอีกครั้ง แต่คราวนี้ ความรู้สึกของฉันตอนนี้ กลับไม่รู้สึกโกรธ หรือกระวนกระวายใดๆ แต่มันกลับรู้สึกโล่งอยู่ในอกอย่างบอกไม่ถูก อาการแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ แต่ช่างมันเถอะ ตอนนี้ฉันแค่ต้องยอมรับ ในสิ่งที่ฉันกระทำไว้ในอดีตแค่นั้นพอ
“โอเคค่ะคุณน้า ยูกิคิดว่ายังไงบ้านเราทั้งสองตระกูลก็รู้จักกันมานาน ดังนั้นเื่ที่จะพูด คงไม่ได้มีแค่เื่การหมั้นหมายนี้ใช่ไหมคะ”
ฉันถามหาประเด็นอื่น มันเป็การเปลี่ยนเื่คุยแบบเนียนๆ เพื่อลดแรงกดดันจากสถานการณ์ตอนนี้ออกไป
“แปะๆ ” เสียงปรบมือของคุณน้าผู้ชาย เหมือนกำลังเรียกใครสักคนให้เข้ามาในห้อง และมันก็เป็แบบนั้นจริงๆ ทันทีที่เสียงปรบมือเงียบ ไม่นานนักประตูบานใหญ่ทั้งสองบานก็ค่อยๆ เปิดออก พร้อมกับมีคนเข็นรถเข็นเข้ามาในห้อง รถเข็นถูกเข็นมาหยุดอยู่ที่ข้างๆ โซฟาฝั่งคุณน้าทั้งสอง และของที่อยู่บนรถเข็น ก็ถูกย้ายลงมาวางไว้อยู่บนโต๊ะกลางโซฟา
“มันคืออะไรหรอค่ะ” ฉันถาม
“นี้คือของสามอย่างได้แก่ สร้อยคอ กำไร และเข็มกลัด ที่พวกหนูจะต้องใส่คู่กันไว้ เพื่อเป็สัญญาลักษณ์ว่าพวกหนูเป็ใครและมีฐานะอะไร น้าหวังว่าหนูยูกิจะทำตามสัญญาที่หนูได้ให้ไว้กับน้านะ”
คุณน้าผู้ชายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พร้อมกับส่งซิกให้ไนท์มาเปิดกล่อง ทันทีที่เปิดกล่องก็เผยให้เห็นของที่อยู่ข้างใน ฉันรู้ว่าของสามอย่างนั้นมันคืออะไร เมื่อฉันกับโคริสวมของสามอย่างนี้ พวกฉันก็เหมือนกับว่าได้กลายเป็สามีภรรยากันแล้วนั้นเอง ในเมื่อฉันได้พูดไว้แล้วฉันต้องตามคำสัญญานั่น เพราะคำสัญญาที่ออกจากปากของพวกเรานั้นต่อให้ตายไป ก็ไม่อาจหนีจากมันพ้น
“ยูกิ ไม่ว่าลูกจะความจำเสื่อมนานขนาดไหน แต่ความรู้สึกแรกของลูกที่มีให้กับโคริมันไม่ได้หายไปไหน และลูกก็จะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของโคริที่มีให้ลูกด้วยเช่นกัน และลูกก็จะรับรู้ได้ว่าเมื่อก่อนลูกรักโคริเขามากขนาดไหน”
ป๊าพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น และยื่นมือมาลูบหัวของฉันเบาๆ นั้นทำให้ฉันมองไปที่โคริอีกที และนึกคิดอยู่ในใจ ว่าถ้าฉันเป็คนที่ของโคริหมั้นหมายและโคริก็ไม่ได้คัดค้านอะไร แสดงว่าเขาก็รักฉันมาั้แ่ตอนนั้นเลยนะสิ
“โคริ ยูกิ หยิบสร้อยคอ กำไรและเข็มกลัดขึ้นมาทีละอย่าง” คุณน้าผู้หญิงพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ ให้ฉันและโคริ
คนที่เริ่มหยิบก่อนก็คือโคริ เมื่อโคริหยิบของสามสิ่งนั้นเสร็จ ฉันก็หยิบในส่วนของฉันมาบ้างเช่นกัน พอฉันได้มองของสามสิ่งตรงหน้าของฉันแบบชัดๆ มันคือสร้อยคอสีเงินเหลือบมุก กำไรเป็โซ่สีเงินเหลือบมุก และเข็มกลัดมีจี้ห้อยเป็เกล็ดหิมะสีครามใส ที่เมื่อมันอยู่รวมกันแล้วมันสวยจนบรรยายไม่ถูก
“โคริสวมสร้อยคอ กำไร และเข็มกลัดให้ยูกิ”
พ่อของฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่อบอุ่น ส่วนฉันก็รีบลุกออกจากที่นั่งของตัวเองและเดินไปหาโคริที่นั่งอยู่อีกฝั่ง เมื่อฉันเดินมาถึงเก้าอี้ที่โครินั่งอยู่ ฉันค่อยๆ คุกเข่าลงตรงหน้าโคริ และโน้มตัวไปหาโคริ เพื่อให้อีกฝ่ายสวมสร้อยคอให้ ทันทีที่ฉันโน้มตัวเขาหาตัวโคริฉันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองโคริ นั้นทำให้ใบหน้าของฉันกับโคริใกล้กันมาก จนตอนนี้หัวใจของฉันมันเต้นเสียงดังโครมครามจนฉันกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงนั้น โคริยิ้มให้ฉันและค่อยๆ สวมสร้อยคอให้ฉัน ตอนนี้เหมือนกับว่าตัวฉันอยู่ในอ้อมกอดของโคริก็ว่าได้ และเสียงหัวใจของโคริเองก็เต้นเสียงดังไม่แพ้กันกับเสียงหัวใจของฉัน พอโคริสวมสร้อยคอให้ฉันเสร็จ ฉันก็ยื่นแขนข้างซ้ายให้โคริ โคริค่อยๆ บรรจงใส่กำไรของมือให้ฉัน และสุดท้ายเข็มกลัด โคริติดเข็มกลัดที่อกซ้ายของฉันอย่างระมัดระวังและเป็อันเสร็จสิ้น พอสวมเสร็จฉันก็นั่งพับเพียบลง ก่อนจะก้มไปมองจี้ที่อกซ้ายของตัวเอง และเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าโคริชัดๆ อีกครั้ง
“ยูกิสวม สร้อยคอ กำไร เข็มกลัดให้โคริสิ”
คุณน้าผู้ชายบอกฉันพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ ฉันยิ้มตอบกลับพร้อมกับสวมสร้อยคอ กำไร เข็มกลัดให้โคริ เหมือนกับที่เขาใส่ให้ฉันแต่ แตกต่างกันที่เวลาฉันใส่ให้โคริ ฉันต้องคุกเข่าใส่ให้เขา มันเหมือนการแต่งงานกันยังไง ฉันใช้เวลาไม่นานก็สวม สร้อยคอ กำไร เข็มกลัดให้โคริเสร็จ พอพวกเราทั้งคู่สวมของสามสิ่งให้กันและกันเรียบร้อย ฉันก็ลุกขึ้นเดินกลับมาทางฝั่งพ่อตามเดิม
“เพื่อนรัก ตอนนี้ก็เป็ไปตามที่เด็กทั้งสองและแม่ของพวกเขา้าแล้วนะ”
พ่อของฉันพูดขึ้น พร้อมกับยิ้มดีใจ ฉันแอบเห็นน้ำตาที่คลอเบ้าขอพ่ออยู่หน่อยๆ ฉันจึงกุมมือของพ่อฉันเอาไว้และยิ้มให้พ่ออย่างขี้อ้อน
“เสียดายแม่ของพวกเขาไม่ได้มาด้วยนะคะ” คุณน้าผู้หญิงเอ่ยตาม
“ไอ้ลูกชาย ต่อไปต้องดูแลน้องเขาและอย่าไปมีใจให้ใครนะ เพราะถือว่าของสามสิ่งนี้บ่งบอกตัวตนและสถานะของทั้งสองคนแล้ว”
คุณน้าผู้ชายพูดขึ้นพูดขึ้นพร้อมกับตบลงที่ไหล่ของโคริเบาๆ
“ป๊า คุณน้าทั้งสองชื่ออะไร”
ฉันหันไปกระซิบถามพ่อของฉัน เพราะฉันจำชื่อพวกท่านไม่ได้
“น้าผู้หญิงชื่อ ไค น้าผู้ชายชื่อ คานต์”
พ่อของฉันกระซิบตอบพร้อมกับชี้ไปที่คุณน้าทั้งสอง ฉันเข้าใจนะว่าน้าคานต์เป็พ่อของโคริ เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันมาก แต่ฉันยังไม่ได้ถามอะไรพ่อต่อ น้าไคก็เอ่ยแทรกขึ้นมา
“ยังเหลืออีกเื่นึ่งที่น้าจะต้องบวกพวกเธอ คืนนี้พวกเธอจะต้องไปที่สนามประลองเพื่อไปประชุมเื่การหานักสู้ ที่จะไปแข่งขันกับนักสู้ต่างสถาบันในเดือนหน้า” น้าไคพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ไนท์และริกะ
“ค่ะ! ฉันได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้ ยูกิและพี่โคริแล้วค่ะ” ริกะพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงพร้อมกับแจกยิ้มสดใสเธอ
“งั้นก็เอาเป็ว่าขั้นตอนการวางสัญญาลักษณ์ของทั้งสอง เป็อันเสร็จสิ้นนะ หนูยูกิ หนูอาจจะต้องใช้เวลาในการดึงความทรงจำและความรู้สึกกลับมา แต่น้าเชื่อว่า โคริจะช่วยหนูได้ในทุกๆ เื่แน่นอน”
น้าคานต์พูดขึ้นพร้อมกับเดินมาจับมือฉันเพื่อเป็การให้กำลังใจฉัน ฉันมีความรู้สึกว่าพ่อกับน้าคานต์นั้นชั่งมีไออุ่นที่เหมือนกันมากๆ ฉันได้แต่ยิ้มให้ท่านและคิดกับตัวเองว่า ต่อไปฉันต้องเจออะไรบ้าง แต่ฉันหวังว่ามันจะดีขึ้นทุกเื่นะ
ฉันหันไปยิ้มให้โคริ และทุกคนอีกครั้ง
“ไปที่ห้องเรียนได้แล้วเดียว ป๊าขอคุยธุระกับน้าทั้งสองก่อน ริกะ ไนท์ ฝากดูแลทั้งคู่ด้วย” พ่อฉันบอกกับริกะและไนท์เสร็จ ท่านก็หันกลับไปคุยกับน้าคานต์และน้าไคทันทีส่วนฉันก็เดินออกมาจากห้องนั้นมายื่นอยู่หน้าประตูห้อง
“เดียวเราไปที่ห้องเรียนกันเถอะ เดี๋ยวจะเข้าเรียนสายเอา”
ไนท์บอกพร้อมกับกอดร่วมคอริกะ แล้วเดินนำออกไปในทันที ฉันเองก็เดินตามทั้งสองคนไปติด และข้างตัวฉันก็มีโคริเดินอยู่ข้างกาย
“พวกเธอก็ทำสัญญาลักษณ์กันแล้ว ต่อไปต้องทำตัวให้ดูเหมาะสมกันเข้าไว้นะ อย่าไปทะเลาะกันให้ใครเห็นละ”
ไนท์พูดขึ้นพร้อมกับเอี้ยวคอกลับมามองหน้าฉันและโคริ
“แกเถอะเมื่อไหร่จะบอกให้ทางบ้านจัดการทำให้มันถูกต้อง ตัวแกเองก็คบกับริกะมานานแล้วนะ”
โคริตอบกับไนท์ไป
“ริกะห้ามพี่ไนท์ไว้เองแหละ ริกะคิดว่าริกะยังอยากอยู่กับยูกิแบบนี้ไปจนกว่าจะเรียนจบนะ”
ริกะอธิบาย พร้อมกับเดินเตาะแตะเป็เด็ก ทำให้ฉันเดินเข้าไปกอดเธอจากด้านหลังด้วยความเอ็นดูในตัวเพื่อนของฉัน
“ถึงเธอจะมีครอบครัว ยังไงพวกเราก็ยังเจอกันได้นะ อีกอย่างครอบครัวก็เป็เื่สำคัญนะริกะ”
ฉันบอกริกะ และริกะก็หันมายิ้มร่าพร้อมกับตอบกลับมาว่า
“นั้นสินะ แต่เอาไว้ก่อนรอเรียนจบก่อนแล้วกัน”
ริกะพูดพร้อมกับดึงแขนฉันออกและะโไปกอดแขนไนท์แทน ฉันว่าฉันเริ่มไม่สำคัญกับริกะแล้วแหละ เพราะตอนนี้มีไนท์อยู่ละ ที่คิดแบบนี้ไม่ใช่อะไรนะ เพราะฉันอิจฉาไนท์ที่มีแฟนน่ารักแบบริกะ
“อะนี้”
โคริยืนแขนของมาให้ฉัน พร้อมกับส่งซิกให้ฉัน เหมือนกับจะบอกว่า อยากให้ฉันทำแบบริกะ ตายแล้วววว เพิ่งเจอกันวันแรกจะเร็วไปไหมนะ แต่ฉันก็ยอมกอดแขนโคริแต่โดยดี เพราะฉันเห็นแกของสามอย่างที่สวมอยู่ และเริ่มหมั่นไส้เพื่อนรักของฉันด้วยแล้วนะสิ ชิ! โคริเองก็เอาแต่ยิ้มเล็กยิ้มน้อย จนฉันเผลอยิ้มตามโคริไปแบบไม่รู้ตัว