ความลังเลเพิ่งก่อตัวขึ้นระหว่างช่วยกับไม่ช่วย
ในเสี้ยวนั้นเอง ความทรงจำเก่าก็วาบขึ้นในห้วงแห่งความคิดโดยไม่บอกกล่าว
ตอนอายุสิบสอง ลั่วจวินเคยช่วยคนไว้ครั้งหนึ่ง
บ่ายวันนั้นฝนเพิ่งหยุด โคลนตามตรอกยังเย็นและชื้น ชายผู้หนึ่งนอนพิงกำแพงเก่าด้วยเืเต็มแขน ลมหายใจขาดเป็่ ลั่วจวินในวัยนั้นคุกเข่าลงข้างตัวเขา ใช้ปลายนิ้วกดาแไว้ แล้วปล่อยเสวียนสายบางเข้าไปประคองลมหายใจอีกฝ่าย
ชายคนนั้นมองเขาเหมือนมองผู้มีบุญคุณ
แต่ทว่าเพียงแค่ครึ่งชั่วยามต่อมา หยวนชิงพาเขาไปยืนในเงาตรอกอีกแห่ง
ตรงปลายตรอก ชายคนเดิมกำลังรายงานเื่บางอย่างให้กับคนของทางการสองคน เสียงสั่นเพราะร้อนรนจนเกินไปจนแทบฟังไม่เป็ถ้อยคำ
“เด็กคนนั้นอยู่ไม่ไกล... ข้าเห็นกับตา... มันใช้พลังประหลาด... ข้าคิดว่าน่าจะเป็เสวียน”
มือของหยวนชิงวางอยู่บนบ่าลั่วจวิน ไม่หนัก แต่แน่นพอจะไม่ให้เขาก้าวออกไป
ชายชรากล่าวเพียงสั้น ๆ
“ดู แล้วก็จำไว้”
จากนั้นทุกอย่างก็จบเร็วเกินกว่าที่ลั่วจวินในวัยนั้นจะตามทัน
คมสั้นวาบขึ้นหนึ่งครั้ง
ชายผู้ทรยศล้มลงตรงหน้าศาลาว่าการ เืสดกระเซ็นเปื้อนชายเสื้อของคนทางการผู้หนึ่ง เสียงะโแตกขึ้น เสียงชักอาวุธตามมา ผู้คนปลายตรอกแตกตื่นราวกับมดแตกรัง
ลั่วจวินจำได้ว่า ตนเองไม่ได้ใเพียงเพราะเห็นคนตายต่อหน้า
แต่ใเพราะเพิ่งรู้ว่า การยื่นมือช่วยคนหนึ่งคน อาจดึงความวุ่นวายทั้งก้อนตามมาได้รวดเร็วเพียงใด
ภาพนั้นวาบขึ้นมาเพียงเสี้ยวเดียว
แล้วโลกเบื้องหน้าก็กลับคืนมา
ปลายแส้กำลังจะถึงตัวเยว่หลัน
ในเสี้ยวแรก ลั่วจวินยังไม่ทันคิดถึงสิ่งใด นอกจากระยะห่างที่ฝีเท้าธรรมดาไม่มีทางข้ามไปถึง เว้นเสียแต่เขาจะใช้เหยียบเมฆ
ทว่าพอสติคืนกลับมา ชื่อของวิชาหนึ่งก็วาบขึ้นในใจ
เงาหมอก
มันไม่ใช่วิชาที่เร็วที่สุด
ไม่อาจเทียบกับเหยียบเมฆในแง่ของความคล่องตัว
แต่มันพอ
พอจะบิดตำแหน่งของเขาออกจากจุดเดิมครึ่ง่
และพอจะทำให้ปลายแส้พลาดเป้าก่อนถึงตัวเยว่หลัน
ความลังเลที่ยังไม่ทันก่อตัว จึงดับลงในเสี้ยวเดียว
ลั่วจวินขยับ
เงาร่างของเขาพร่าไปกลางแสงแดด
มิใช่หายไป
และมิใช่การพุ่งให้เร็วกว่าแส้ที่กำลังตกลงมา
หากเป็การเฉียงเข้าไปในแนวที่สายตาของผู้ใช้แส้จับไว้ แล้วทำให้ระยะที่นางเล็งผิดไปเพียงครึ่งลมหายใจ
ปลายแส้ฟาดลงมา
เฉียดไหล่เยว่หลันไปเพียงเส้นผม ก่อนกระแทกพื้นถนนจนฝุ่นแตกกระจาย
และในฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นนั้น ลั่วจวินก็มายืนอยู่ข้างหน้านางแล้ว
เยว่หลันยังหอบหายใจอยู่ด้านหลังเขา
ฝ่ามือเปื้อนเืของนางกดกับพื้น แขนสั่นจนฝุ่นใต้ปลายนิ้วแตกเป็รอยสั้น ๆ นางพยายามยกตัวขึ้น แต่ร่างกลับยกได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
สายตาของนางไม่ได้มองลั่วจวิน
ไม่ได้มองอวี้เซียวที่กำลังตามมา
นางมองข้ามทั้งสองไปยังพุ่มเตี้ยอีกฟากหนึ่ง ที่ปีกดำเกือบสนิทของนกตัวแรกแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น
ลั่วจวินเห็นเพียงเท่านั้น ก็เข้าใจว่าสิ่งที่นางพยายามคว้าไว้ไม่ใช่ชีวิตของตนเอง
แต่ก่อนที่เขาจะขยับอีก เสียงหนึ่งก็ดังลงมาจากเบื้องบน
“โชคดีที่ยังไม่ตาย”
เสียงนั้นไม่ดังนัก
แต่ชัดเกินกว่าจะเป็เสียงของคนที่เพิ่งตามมาถึงอย่างลนลาน
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้น
เงาดำอีกสายหนึ่งกดต่ำลงมาจากฟ้า บนหลังของมันมีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกระแสลม
ร่างสูงเพรียว อาภรณ์สีเืหมูเข้มแนบสงบลงตามแรงกาย คอเสื้อมีด้ายแดงเป็ลายเปลวบาง ผมดำยาวถูกรวบไว้อย่างไม่ประณีตนัก ดวงตาสีน้ำผึ้งเข้มกวาดผ่านเยว่หลันเพียงแวบเดียว ก่อนมาหยุดที่ลั่วจวินกับอวี้เซียว
ในมือของนางมีแส้สั้นสองเส้น
ปลายแส้เส้นหนึ่งยังมีคราบเืสดติดอยู่
นกใหญ่ใต้เท้านางกระพือปีกช้า ๆ ครั้งหนึ่ง ฝุ่นบนถนนแตกกระจายออกเป็วง ก่อนมันจะร่อนต่ำลงจนกรงเล็บแตะพื้นห่างออกไปไม่ไกล
นางก้าวลงจากหลังนกอย่างไม่เร่งร้อน
ลั่วจวินขยับเข้าขวางระหว่างนางกับเยว่หลันทันที
อวี้เซียวมองผู้มาใหม่เพียงครู่เดียว ก่อนเอ่ยต่ำจนมีเพียงลั่วจวินได้ยิน
“เข้าถึงขั้นปลาย”
ลั่วจวินไม่หันไปมอง
“ดูนางก่อน”
อวี้เซียวเข้าใจทันที เขาหมุนตัวคุกเข่าลงข้าง ๆ เยว่หลัน มือหนึ่งแตะข้อมือ อีกมือเลื่อนไปดูาแตรงหัวไหล่และสีข้างอย่างรวดเร็ว
สตรีชุดเืหมูเข้มมองท่าทางของทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นปลายตาจึงเลื่อนมาหยุดที่ลั่วจวิน สายตาคู่นั้นกวาดผ่านใบหน้าเขาอย่างไม่คิดปิดบัง คล้ายกำลังชั่งทั้งฝีมือและรูปโฉมไปพร้อมกัน
“ััขั้นต้น...”
นางกล่าวเสียงเรียบ ปลายเสียงกลับอ่อนลงอย่างประหลาด
“หนุ่มน้อยหน้าตาดีเช่นเ้า ไม่ควรมายืนขวางหน้าข้า”
“มายืนข้าง ๆ ข้าสิ”
ลั่วจวินไม่ตอบ
เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้น สายตาจับอยู่ที่ไหล่ ข้อมือ และ่เท้าของอีกฝ่ายพร้อมกัน
นางทอดตามองเขาอีกครา
มุมปากขยับขึ้นเล็กน้อย
“ข้าจะพยายามไม่ให้โดนใบหน้าอันหล่อเหลาของเ้า”
ปลายคำยังไม่ตกถึงพื้น กระแสเหยียนสีชาดก็ไหลขึ้นตามแส้ทั้งสองเส้น
มันไม่ใช่เปลวไฟที่ลุกโชน หากเป็เส้นร้อนบางราวไหมแดงซึ่งพันอยู่รอบปลายแส้แน่นจนแทบกลืนไปกับสีอาวุธ
แส้เส้นขวาสะบัดออกมาก่อน
เสียงมันแหวกอากาศคมกริบ ตรง และเร็วเกินกว่าจะเสียแรงไปกับวงที่ไม่จำเป็ รอยแสงสีชาดลากตามหลังปลายแส้เพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนจางหายเหมือนประกายไฟถูกลมตัด
ลั่วจวินขยับในเสี้ยวเดียวกัน
เท้าขวาเฉียงออกครึ่งก้าว น้ำหนักตัวเลื่อนไปตามร่องล้อเกวียนบนพื้นแข็ง ร่างของเขาคลาดจากจุดเดิมเพียงเสี้ยวหนึ่ง
แส้เส้นนั้นเฉือนผ่านชายแขนเสื้อของลั่วจวินแทนที่จะฟาดโดนเต็มแรง ปลายแส้กระทบหินริมร่องล้อจนสะเก็ดฝุ่นกระจายออก เศษหินตรงจุดปะทะขึ้นรอยไหม้ดำบางราวถูกเหล็กร้อนแตะผ่าน
สตรีผู้นั้นหรี่ตาลงเพียงนิด
ทันทีที่แส้พลาด ลั่วจวินก็แทรกเข้าไปหนึ่ง่ตัว ฝ่ามือซ้ายกดต่ำเข้าหาข้อมือนาง มิใช่เพื่อปะทะตรง ๆ หากเพื่อบังคับมุมให้เสียเพียงน้อย
นางพลิกข้อมือกลับอย่างรวดเร็ว
แส้อีกเส้นในมือซ้ายกวาดเข้ามาจากมุมต่ำกว่าเดิม ปลายแส้ลากผ่านพื้นถนนแล้วตวัดขึ้น ฝุ่นและเศษหญ้าแห้งถูกดีดขึ้นมาขวางสายตาครู่หนึ่ง เศษหญ้าที่ถูกเส้นชาดเฉียดผ่านม้วนงอเป็สีดำก่อนจะปลิวแตกกลางอากาศ
ลั่วจวินหมุนตัวผ่านม่านฝุ่นนั้น
ร่างเขาเฉียดปลายแส้ไปเพียงเส้นผม
นางหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“ท่าทางนี้ใครสอน” นางว่า “หากแส้ข้าทิ้งรอยไว้บนหน้าเ้า คงน่าเสียดายอยู่ไม่น้อย”
อวี้เซียวซึ่งคุกอยู่ข้างเยว่หลันเหลือบเห็นรอยไหม้บนหินริมร่องล้อ แววตาของเขาจมลงหนึ่งส่วน
นี่ไม่ใช่เพียงฝีมือแส้
อย่างน้อย ๆ วิชาที่นางใช้ น่าจะเป็วิชาขั้นห้าชั้นทอง
ลั่วจวินยังไม่ตอบ
เขาเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้สู้เพื่อเอาชนะให้เร็วที่สุด
นางกำลังลอง
กำลังวัด
และกำลังใช้ถ้อยคำกดให้เขาหลุดจังหวะ
เมื่อแส้ทั้งสองเปลี่ยนจากฟาดตรงเป็ตัดเฉียงสลับกัน เส้นแสงสีชาดก็ถูกลากค้างอยู่ในอากาศสั้น ๆ ราวรอยแส้กำลังขึงพื้นที่ตรงหน้าออกเป็ช่องเล็กช่องน้อย
แส้เพลิงร้อยชาด
วิชานี้ไม่ได้ขู่ด้วยไฟโหม หากบังคับให้คนที่อยู่ในระยะต้องเลือกทางถอยตามเส้นร้อนที่นางวางไว้
ลั่วจวินจึงไม่ฝืนใช้เงาหมอกต่อเนื่องอย่างเดิม
ปลายนิ้วซ้ายของเขาเลื่อนไปแตะด้ามกระบี่เก่าที่คาดอยู่ข้างเอว
เขาไม่ได้ชักคมออก
เพียงคว้ากระบี่ทั้งฝักขึ้นมาไว้ในมือ
ความเย็นดำลึกสายหนึ่งไหลจากส่วนลึกของภาชนะขึ้นมาอย่างเงียบงัน มันไม่หลุดออกภายนอก ไม่แผ่กระจายกลางอากาศ หากจมหายเข้าไปในกระบี่เก่าที่ยังอยู่ในฝัก
ชั่วพริบตาถัดมา ความอุ่นอีกสภาวะหนึ่งก็ย้อนกลับขึ้นจากด้ามกระบี่ ไหลตามแขน ไหล่ และอก รวดเร็วพอให้เส้นแก่นพลังใต้ผิวตึงขึ้นทันที
ลั่วจวินกดมันไว้ใต้ผิว ไม่ปล่อยให้หลุดเป็ร่องรอยเกินจำเป็
ทว่าเพียงเท่านั้น แรงกดบนตัวเขาก็ขยับขึ้นไปอีกชั้นแล้ว
มือซ้ายยกกระบี่ทั้งฝักเฉียงขึ้น ปัดแส้เส้นขวาให้คลาดออก รอยชาดรอบปลายแส้สั่นวูบเมื่อแตะฝักกระบี่ ก่อนปลายฝักจะกระแทกเข้าที่ข้อมืออีกฝ่ายสั้น ๆ
ฝ่ามือขวาตามขึ้นทันที
แตะ
ถอน
ส่ง
กด
แต่ละจังหวะสั้นจนเหมือนเป็เพียงการเปลี่ยนน้ำหนักฝ่ามือ แต่จุดที่แตะกลับบังคับเส้นทางของคู่ต่อสู้ให้คลาดทีละน้อย
หกเคลื่อนทิวากร
วิชาฝ่ามือที่ไม่ได้อาศัยแรงปะทะครั้งเดียว หากอาศัยการเปลี่ยนจังหวะต่อเนื่องไม่หยุด
สตรีชุดเืหมูเข้มต้องถอยครึ่งก้าวเป็ครั้งแรก
ในเสี้ยวนั้นเอง นางก็จับได้ว่าแรงกดจากลั่วจวินไม่เหมือนเดิมแล้ว
จากััขั้นต้น
ขยับขึ้นมาแตะเข้าถึงขั้นต้นอย่างชัดเจน
ดวงตาของนางเลื่อนไปแตะกระบี่เก่าที่ยังอยู่ทั้งฝักในมือเขาเพียงแวบเดียว
ความสงสัยวาบขึ้นในส่วนลึกของสายตาคู่นั้น
แต่ก็จางลงรวดเร็ว ราวกับเ้าตัวเลือกคำอธิบายให้ตนเองแล้ว
“เมื่อครู่ยังอยู่เพียงระดับััขั้นต้น ชั่วพริบตาเดียวกลับแตะเข้าถึงได้แล้ว...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนหยอกเล่น แต่ดวงตากลับไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย “ที่แท้ก็กดระดับเอาไว้นี่เอง”
ปลายตาของนางไล่ผ่านกระบี่ทั้งฝักในมือเขาอีกครั้ง
“กระบี่ก็ไม่ยอมชักออกจากฝัก นี่เ้ากำลังดูแคลนข้าหรือ”
คำพูดยังไม่ทันจบ แส้ซ้ายของนางก็พลิกกลับต่ำแล้วสะบัดขึ้นจากด้านล่าง
เส้นสีชาดบนปลายแส้แยกออกเป็สองริ้ว บนล่างเหลื่อมกันเพียงนิดเดียว ราวกับคมร้อนสองเส้นกำลังตัดทางถอยพร้อมกัน
ลั่วจวินยกแขนรับช้าไปเพียงน้อย
ปลายแส้เฉือนผ่านชายเสื้อขึ้นมาถึงข้างลำตัว ผ้าตรงรอยเฉียดไหม้เป็เส้นดำเล็ก ๆ ทิ้งอาการชาร้าวเป็แนวยาวใต้ผิว แม้ไม่ได้โดนเนื้อเต็มแรงก็ตาม
ระดับที่ต่างกัน
ก็ยังเป็ช่องว่างที่ชัดอยู่ดี
นางมองอาการนั้นออกในทันที
“เ้ารู้จักนางหรือ”
“เหตุใดถึงปกป้องนาง” นางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงคล้ายหยอกเสียมากกว่าซักถาม
“อย่าบอกนะว่าเ้าชมชอบนาง ทั้งที่พี่สาวที่แสนสวยอย่างข้ายืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน”
คำถามนั้นมากับแส้เส้นขวาที่พุ่งออกมาอีกครั้ง
คราวนี้มันไม่ได้เล็งที่ตัว หากเล็งตัดลงตรงช่องทางด้านซ้ายของลั่วจวิน รอยชาดร้อนค้างอยู่บนอากาศชั่วครู่พอให้ทางซ้ายนั้นกลายเป็ช่องที่ไม่ควรแตะ บังคับให้เขาขยับไปทางขวา ซึ่งแส้อีกเส้นรออยู่ก่อนแล้ว
ลั่วจวินเห็น
แต่ยังต้องเข้าไปในช่องนั้นอยู่ดี
เพราะด้านหลังเขาคือเยว่หลัน
ขณะเดียวกัน อวี้เซียวที่คุกอยู่ข้างเยว่หลันก็เงยหน้าขึ้น
เขาจับชีพจรนางได้แล้ว
ยังมีลมหายใจ
แต่หากปล่อยให้ลั่วจวินรับอยู่คนเดียวต่ออีกครู่ ผลย่อมไม่ดีแน่
อวี้เซียวล้วงเม็ดยาเม็ดหนึ่งออกจากถุงผ้าเล็กข้างเอว ใช้นิ้วดันขากรรไกรเยว่หลันเบา ๆ แล้วส่งมันเข้าปากนางอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น
โล่เล็กในมือซ้ายยกขึ้นรับมุมแส้ที่กำลังกวาดเข้าหาร่างลั่วจวิน
ไม่มีเสียงปะทะหนักอย่างที่ควรเกิด
เพราะในจังหวะที่แส้แตะขอบโล่ แรงส่งของมันกลับเหมือนถูกดึงหายเข้าไปกลางวงโลหะครึ่งหนึ่ง เส้นชาดที่พันอยู่รอบปลายแส้ยุบวูบลง แต่ยังทิ้งรอยร้อนรูปโค้งบาง ๆ ไว้บนขอบโล่
วายุกลืนกิน
ไม่ใช่วิชาที่แสดงออกด้วยเสียงลมครืนครั่น
หากเป็การกินน้ำหนักของแรงที่เข้ามา แล้วทำให้สิ่งนั้นยุบลงจากภายใน
แส้เส้นนั้นจึงขาดน้ำหนักไปหนึ่ง่ วิถีเบนออกจากเดิมเพียงน้อย
แต่เพียงน้อยนั้นก็พอให้ลั่วจวินลอดผ่านได้
อวี้เซียวไม่หยุดแค่นั้น
เมื่อกินแรงเส้นแรกไว้แล้ว เขากดเท้าซ้ายลงต่ำ ใช้โล่หมุนเฉียงออกอีกมุมหนึ่ง บังคับให้แส้อีกเส้นที่กำลังฟาดตามมาพันขอบโล่เพียงเสี้ยวเดียว ก่อนปล่อยแรงเดิมคืนไปด้านข้าง
แส้เส้นนั้นฟาดลงข้างร่องทางแทน
ดินแข็งแตกเป็รอยยาว ขอบรอยแตกร้อนจนขึ้นสีดำ ฝุ่นแห้งพุ่งขึ้นมาจากพื้นเหมือนควันบาง
สตรีชุดเืหมูเข้มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
นั่นเป็ครั้งแรกที่นางแสดงอาการประหลาดใจออกมาตรง ๆ
และในเสี้ยวเดียวกับที่แรงของแส้ทั้งสองไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม ลั่วจวินก็เข้าไปถึงระยะของตนอีกครั้ง
เงาหมอกพร่าไหวขึ้นรอบกายเขาเพียงชั่วพริบตา
ร่างที่ควรอยู่ด้านหน้าเฉียงออกไปอีกครึ่ง่อย่างยากจะจับ กระบี่ทั้งฝักในมือซ้ายกดต่ำปิดแนวแส้ไว้ ส่วนฝ่ามือขวาส่งออกต่ำ ๆ ไม่ได้หวังเอาชนะด้วยแรงดิบ หากกดช่องว่างใต้ข้อศอกของอีกฝ่าย
นางพลิกตัวหลบได้
ปลายแขนเสื้อสีเืหมูเข้มถูกแรงฝ่ามือเฉือนขาดไปเพียงเส้นเดียว รอยชาดบนแส้ที่กำลังจะวกกลับสั่นพร่าไปครึ่งจังหวะ
ทว่าครั้งนี้ นางไม่ได้ตามด้วยแส้กลับ
กลับถอยออกไปสามก้าวรวด
แส้ทั้งสองเส้นห้อยลงข้างกาย
“คุยกันก่อนดีหรือไม่”
ลั่วจวินไม่ลดมือ
อวี้เซียวก็ยังไม่คลายท่ารับ
นางมองคนทั้งสองสลับกันครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งว่าควรเลือกคำใดจึงจะได้ผลที่สุด แล้วจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบกว่าเดิม
“พวกเ้าไม่ได้รู้จักนางมาก่อน”
สายตาของนางเหลือบไปทางเยว่หลันแวบหนึ่ง
“เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลต้องเป็ศัตรูกับข้า”
ไม่มีผู้ใดตอบ
ลั่วจวินยังยืนขวางอยู่เช่นเดิม
อวี้เซียวแม้ไม่พูด แต่สายตาก็ยังไม่หลุดจากข้อมือที่ถือแส้ทั้งสองของนางเลยแม้แต่น้อย
นางจึงกล่าวต่อ
“ข้า้าเพียงพานางกลับตระกูล ไม่ได้จะฆ่านางเสียหน่อย”
ปลายตาเลื่อนมาทางลั่วจวินอย่างจงใจ
“หากเ้าถอยตอนนี้ ข้าอาจใจดีพอจะไม่ทิ้งรอยไว้บนหน้าเ้า”
นางหยุดไปเสี้ยวหนึ่ง คล้ายให้ถ้อยคำนั้นซึมลงไป
“เื่นี้เป็เื่ของตระกูลเยี่ยน”
อวี้เซียววางมือบนขอบโล่แน่นขึ้นเล็กน้อย
“ตระกูลเยี่ยนทางเหนือหรือ”
สตรีชุดเืหมูเข้มปรายตามองเขา
“รู้จักก็ดี จะได้รู้ว่าควรถอย”
ลั่วจวินยังคงเงียบ
นางยกมือข้างหนึ่งขึ้นเล็กน้อย ปลายแส้ไหวตามแรงข้อมือเพียงนิด
“แต่หากพวกเ้าจะยืนขวาง...” นางว่า “ตระกูลเยี่ยนไม่ใช่คนที่ชอบลืมหน้าผู้ใดง่ายนัก”
คำพูดนั้นตกลงบนถนนโล่งอย่างสงบเกินคำขู่
อวี้เซียวไม่หันไปมองเยว่หลัน
เพียงเอ่ยเสียงต่ำโดยไม่ละสายตาจากแส้ทั้งสอง
“ลั่วจวิน เื่นี้...”
อวี้เซียวพูดยังไม่ทันจบลั่วจวินก็แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“ข้ารู้นางแซ่เยี่ยน ชื่อเยว่หลัน”
เขาหยุดไปเพียงชั่วลมหายใจ
“แต่ข้าไม่รู้จักตระกูลเยี่ยน”
ลมบนถนนโล่งพัดผ่านช้า ๆ หนหนึ่ง
สตรีชุดเืหมูเข้มนิ่งไปเพียงเสี้ยวเดียว
ครั้งแรกั้แ่ลงมาถึงพื้น สายตาของนางจึงหยุดนิ่งอยู่ที่ลั่วจวินนานกว่าที่ควร
คำตอบนั้นไม่ใช่การยอมถอย
ไม่ใช่การขู่กลับ
และไม่ใช่การแสร้งไม่กลัว
มันเป็การตัดสิ่งที่นางใช้กดผู้คนทิ้งไปทั้งชิ้น
ราวกับในสายตาของคนตรงหน้า มีเพียงชื่อของคนผู้หนึ่งที่สำคัญพอให้จดจำ
ส่วนชื่อตระกูลใหญ่ทางเหนือกลับไม่คู่ควรแม้แต่จะเก็บไว้ในใจ
ซึ่งนั่นทำให้คำพูดเมื่อครู่บาดหูยิ่งกว่าการดูแคลนตรง ๆ เสียอีก
ปลายนิ้วที่ถือแส้ของนางกระชับขึ้นเพียงน้อย
แต่สุดท้าย รอยตึงนั้นก็คลายลงอีกครั้ง
“เช่นนั้นก็ดี”
นางกล่าวเพียงเท่านั้น
จากนั้นก็ถอยหลังออกไปอีกก้าว
แส้สั้นทั้งสองสะบัดกลับเข้าข้างแขนอย่างเรียบร้อย ท่าทางของนางไม่ได้เหมือนคนล่าถอย หากเหมือนคนที่เพิ่งจดจำบางอย่างไว้กับตัวมากกว่า
“หวังว่า คราวหน้าพวกเ้าจะยังตอบได้สั้นเท่านี้”
ลั่วจวินไม่ตอบ
อวี้เซียวก็ไม่ตอบเช่นกัน
นางทอดตามองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกนิ้วแตะริมฝีปาก
เสียงผิวปากสั้น ๆ ดังลอดออกมาเพียงครั้งเดียว
นกใหญ่ที่รออยู่ไม่ไกลกางปีกทันที ฝุ่นแห้งรอบตัวมันถูกแรงลมกดแตกออกเป็วงกว้าง ก่อนมันจะถลาเข้ามาใกล้ถนนเื้ันางอย่างเชื่องช้าแต่แม่นยำ
สตรีชุดเืหมูเข้มไม่หันกลับไปมองด้วยซ้ำ
เพียงแตะปลายเท้าลงพื้นเบา ๆ ร่างทั้งร่างก็ไหลถอยขึ้นไปบนหลังนกใหญ่อย่างคล่องแคล่ว แส้สองเส้นสงบนิ่งอยู่ข้างแขน ราวกับการต่อสู้เมื่อครู่เป็เพียงการทักทายสั้น ๆ เท่านั้น
ปีกใหญ่กระพือวูบหนึ่ง
ฝุ่นบนถนนพลันม้วนสูงขึ้นบังสายตา
พอฝุ่นบางลงอีกครั้ง นางกับนกตัวนั้นก็ร่อนห่างออกไปไกลแล้ว
ลั่วจวินไม่ได้ไล่ตาม
อวี้เซียวเองก็ไม่ขยับจากตำแหน่ง
คนทั้งสองยืนนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่ง รอให้แน่ใจว่าการถอยเมื่อครู่ไม่ใช่เพียงการหลอกดึงจังหวะ
จนเมื่อทางโล่งเบื้องหน้าว่างจริง อวี้เซียวจึงลดโล่ลงเล็กน้อย
“นางเหมือนจะาเ็อยู่”
ลั่วจวินมองฝุ่นที่ยังลอยอยู่บนถนน
“ข้ารู้”
“คนเช่นนาง ถอยคราหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะวางมือ”
คำพูดนั้นทำให้ความเงียบบนถนนหนักขึ้นอีกเล็กน้อย
อวี้เซียวจึงกล่าวต่อ
“เ้าไปดูนางเถอะ”
ลั่วจวินหมุนตัวกลับทันที
เยว่หลันหมดแรงค้างอยู่กลางฝุ่นแล้ว
ร่างของนางล้มตะแคงไปด้านหนึ่ง เส้นผมดำที่เคยเก็บไว้หลวม ๆ ยุ่งกระจายปิดครึ่งหน้า เืยังคงซึมลงมาตามข้อมือไม่หยุด ฝ่ามือข้างหนึ่งเหยียดไปข้างหน้า ราวกับพยายามคว้าอะไรบางอย่างเอาไว้แม้ในยามหมดสติ
ปลายทางของมือข้างนั้นอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
ลั่วจวินก้าวเลยร่างนางไปชั่วขณะ
แล้วจึงชะงักลง
ใต้พุ่มเตี้ยริมทาง นกคล้ายเหยี่ยวตัวนั้นนอนนิ่งอยู่
ปีกข้างหนึ่งบิดผิดรูป
ขนตามแนวอกเปื้อนเืเป็หย่อม
ดวงตาครึ่งหนึ่งของมันยังเบิกค้างอยู่ หากแต่ไร้ประกายตอบสนองใด ๆ แล้ว
ลมยามสายพัดผ่านแนวปีกดำเกือบสนิทนั้นเบา ๆ
ขนที่รับแสงสะท้อนประกายเขียวหม่นแ่หนึ่ง
มันไหวอยู่เพียงน้อย
แต่ร่างกลับไม่ขยับตาม
ลั่วจวินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจ้องมองไปยังปลายนิ้วที่ยื่นค้างอยู่ของเยว่หลัน
ปลายนิ้วนั่นอยู่ห่างจากเศษขนนกสีดำที่ร่วงหล่นอยู่ใกล้ ๆ เพียงครึ่งคืบเท่านั้น