เ้าของชื่อมองสบตาหล่อนโดยไม่หลบสายตาเมื่อได้พิจารณาดูใกล้ ๆ นรธิปเติบโตเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมากจนหล่อนเองก็แทบจำไม่ได้ชายหนุ่มตรงหน้าหล่อน ช่างมีแววตาที่ต่างจากเด็กหนุ่มเมื่อวันวานเสียจริง ๆ
ฝ่ายท่านหญิงกนกวดีซึ่งสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆ ของผู้เป็ลูกสาว จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“รู้จักพ่อหนุ่มคนนี้ด้วยหรือจ๊ะหญิงแพรว ?”
พรรณวรินทร์พยักหน้าน้อยๆ
“เนเป็ลูกศิษย์ของแพรวเองค่ะคุณแม่”
...ชายหนุ่มเ้าของชื่อสะอึกเล็กน้อยกับคำนี้
‘ลูกศิษย์’
หลังจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 นรธิปก็ไม่ได้ติดต่อกลับไปหาหล่อนอีกเลยยิ่งเมื่อได้รับรู้เื่ราวบางอย่างด้วยแล้วทำให้ความรู้สึกที่เขามีต่อหล่อนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมชนิดที่เรียกว่าจากหน้ามือเป็หลังมือเลยทีเดียว !
“แบบนี้ก็ดีเลยสิจ๊ะหญิงแพรวจะได้คุยกันง่าย ๆ หน่อย ว่าแต่พ่อหนุ่มชื่ออะไรหรือจ๊ะ ?”
“ผมชื่อนรธิปครับ”
เสียงนุ่มเอ่ยตอบอย่างสงบเสงี่ยม
ท่านหญิงกนกวดีดูจะมีความยินดีอยู่ไม่น้อยที่ได้สถาปนิกหนุ่มคนนี้มาทำงานให้หญิงสูงวัยพยักหน้าเป็เชิงขอบอกขอบใจวรวุฒิเป็การใหญ่
“คุณวุฒิฉันนี่เลือกคนไม่ผิดจริง ๆว่าแต่พ่อหนุ่มเขาทราบหรือยังว่าจะต้องมาอยู่เพื่อติดตามงานที่นี่จนกว่างานจะแล้วเสร็จ”
แต่แล้วคำพูดของท่านหญิงกลับทำให้นรธิปต้องเอ่ยถามออกไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มแทบจะไม่อยากเชื่อหูตนเอง
“ว่าอะไรนะครับ ?อยู่ที่นี่ ?”
“ใช่แล้วล่ะคุณนรธิปผมถึงระบุว่าต้องเป็คุณเท่านั้น คนที่มีผลงานเป็ที่น่าพอใจ และเป็เด็กเรียนเก่งระดับ‘หัวกะทิ’ อย่างคุณ เห็นทีคงจะไม่มีอีกแล้วเื่รายละเอียดปลีกย่อย เอาไว้คุณคงต้องคุยกับคุณหญิงในภายหลัง”
ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววไม่แน่ใจนักนี่ถ้าเป็เมื่อก่อนที่เขายังเป็เด็กมัธยม ฯ อยู่ล่ะก็เขาคงจะรู้สึกยินดีที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้หญิงคนนี้
แต่ว่ามันไม่ใช่เดี๋ยวนี้...ไม่ใช่ตอนนี้อีกแล้ว !
“ถ้าอย่างนั้นพี่คงจะไม่รบกวนคุณวุฒิแล้วอย่างไรก็ขอบคุณมากที่ส่งสถาปนิกฝีมือดีมาทำงานให้ลืมบอกไปนะจ๊ะพ่อหนุ่มว่าไม่ใช่ฉันหรอกนะ หญิงแพรวต่างหากล่ะรายละเอียดงานก็ถามหญิงแพรวได้เลยนะ ฉันคงต้องขอตัวไปพักผ่อนเสียหน่อยคนแก่แล้วนั่งนาน ๆ ไม่ดี เส้นสายยึดหมด”
ท่านหญิงกนกวดีลุกออกจากที่นั่งไปเกือบจะพร้อมๆ กับวรวุฒิ ที่หลังจากนั้นไม่นานก็ขอตัวไปทำงานที่สำนักงานต่อโดยให้เหตุผลกับชายหนุ่มรุ่นน้องว่ามีนัดกับลูกค้าสำคัญอีกรายใน่บ่าย
นรธิปรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศเช่นนี้เหลือเกินเพราะตอนนี้ก็เท่ากับว่าเหลือแต่เพียงเขากับพรรณวรินทร์แค่สองคนเท่านั้น
ต่างฝ่ายต่างเงียบไม่มีใครพูดอะไรอาจเพราะความที่ไม่ได้พบกันมานานเกือบสิบปี เลยทำให้รู้สึกขัดเขินใบหน้าสวยมองเขาด้วยความคิดถึงอย่างสุดหัวใจต่างจากเขาที่มองตอบกลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเน โตขึ้นเยอะเลยจริง ๆ”
เสียงหวานพึมพำหล่อนยังคงเรียกเขาด้วยชื่อเล่น เหมือนเมื่อครั้งวันวานไม่มีผิด
“ครู...เอ้อ... ไม่ใช่สิ คุณไม่เห็นจะเคยบอกผมเลยนะว่าคุณเป็ถึง ‘คุณหญิง’ของบ้านนี้”
ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ภายใต้กรอบแว่นถึงอย่างไรก็ยังคงใช่นรธิปคนเดิมแน่ ๆ แต่แววตานี่สิพรรณวรินทร์รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนไปของเขาที่มีต่อหล่อน ใบหน้าสวยฉายแววผิดหวังแต่ถึงกระนั้น หญิงสาวก็ยังคงเอ่ยต่อไป
“มาคุยกันตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยนะ เธอเปลี่ยนไปมากจริง ๆ จนฉันเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อ...”
คำสรรพนามแทนตัวของคนทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปเช่นกันมันเป็ความรู้สึกห่างเหินแปลก ๆ เสียจนหล่อนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
“ผมคงจะไม่เปลี่ยนไปหรอกถ้าคุณไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้แม่ตัดสินใจหย่ากับพ่อของผม”
ั์ตาคู่สวยเบิกกว้างนี่มันเื่อะไรกัน! ที่ทำให้นรธิปเปลี่ยนไปกับหล่อนได้มากถึงเพียงนี้
“เธอไปฟังอะไรจากใครมา? ฉันไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เธอคิดเลยนะ”
เสียงของหล่อนเริ่มสั่นจนเขาเองก็รู้สึกได้
“เพื่อนห้องเดียวกับผมหลังจากที่จบ ม.6 แล้ว ใคร ๆ ก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้นที่จริงถ้าคุณคิดอย่างนี้ั้แ่แรก... ถ้าคุณอยากจะ ‘จับ’พ่อผมล่ะก็ !คุณไม่น่าเสียเวลามาทำดีกับผมเลยนะ แล้วผมเองก็ไม่น่า ‘โง่’รักคุณด้วย !”
ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงขอบตาของตนที่รื้นขึ้นด้วยหยาดน้ำตาพรรณวรินทร์นิ่งเงียบไป ก่อนที่จะค่อย ๆ พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ถ้าอย่างนั้น...ขึ้นไปคุยกันข้างบน ดูเหมือนฉันกับเธอคงจะมีเื่ต้องพูดกันอีกมาก”
ชายหนุ่มเดินตามหล่อนขึ้นไปบนชั้นสองอย่างเงียบๆ ั์ตาคมทอดมองแผ่นหลังบอบบางของเ้าของบ้านที่ค่อย ๆ ก้าวเดินอย่างช้า ๆ
...หล่อนยังคงเหมือนเดิมทุกอย่างแม้เวลาจะผ่านไป แต่พรรณวรินทร์ก็ยังคงความงดงามได้เสมอ อายุของหล่อนห่างจากเขา 10ปี คาดว่าตอนนี้หล่อนคงจะมีอายุราว ๆ 34-35 ปีแล้วเขายังจำวันแรกที่เขารู้จักกับหล่อนได้ เพียงแต่เื่นั้น น่าเสียดายที่สำหรับตอนนี้มันเป็อดีตไปเสียแล้ว
“นั่งลงสิ”
หญิงสาวเอ่ยเรียบๆ ทันทีที่พาเขามายังห้อง ๆ หนึ่ง ซึ่งเมื่อมองดูแล้วก็คาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็ห้องโถงที่ใช้พักผ่อนส่วนตัวคงจะไม่ได้ใช้รับรองแขกเหมือนกับห้องด้านล่าง
นรธิปทำตามที่หล่อนบอกเช่นเดียวกับพรรณวรินทร์ที่ทรุดกายลงนั่งข้าง ๆเขาโดยที่ไม่ลืมเว้นระยะห่างไว้พอสมควร
“ที่ฉันไม่เคยบอกเธอเื่ที่ฉันเป็คุณหญิงเพราะฉันไม่อยากให้รู้สึกว่าเราห่างไกลกันมากไปกว่าที่เป็อยู่...”หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดช้า ๆ จากนั้นจึงพูดต่อว่า“ส่วนเื่ที่คุณพ่อคุณแม่เธอหย่ากัน มันไม่เกี่ยวกับฉันจริง ๆ นะ”
“มันจะไม่เกี่ยวกับคุณได้อย่างไรถ้าไม่ใช่เพราะคุณทำให้แม่ผมเข้าใจผิด คิดว่าพ่อผมกับคุณมีอะไรต่อกันแม่คงไม่ต้องหย่ากับพ่อ !!”
ชายหนุ่มโพล่งออกไปอย่างสุดกลั้นใบหน้าหล่อเหลาของเขาแสดงอารมณ์ที่เกลียดหล่อนอย่างสุดแสนพรรณวรินทร์เม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ไหลรินลงมาอย่างช่วยไม่ได้
“ฉันเสียใจนะที่เธอเป็แบบนี้ ฉันคงไม่มีทางทำให้เธอกลับมาเป็คนเดิมได้อีกแล้วแต่ฉันอยากจะบอกอะไรเธอไว้สักอย่างว่าฉัน...”
‘ยังรักเธอ’
...คำสุดท้ายของประโยค ถูกกลืนหายไปแค่เพียงในห้วงความคิดเท่านั้นเพราะความเป็จริงในขณะนี้ เขาคงจะไม่รับฟังที่หล่อนพูดอีกแล้ว
“ส่วนเื่ที่เธอได้ยินมามันไม่จริงเลย แต่ถ้าเธอจะเชื่อคำพูดของคนเ่าั้มากกว่าฉันฉันก็คงจะเปลี่ยนใจเธอไม่ได้...”
หญิงสาวได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอย่างเงียบๆั์ตาคมภายใต้กรอบแว่นของนรธิปหันมองร่างบอบบางที่ยกมือขึ้นปิดปากพยายามกลั้นเสียงสะอื้นชายหนุ่มกัดฟันกรอด ยั้งตัวเองอย่างเต็มที่ไม่ให้เข้าไปปลอบหล่อนทั้งที่ความรู้สึกจริง ๆ เขากำลังเ็ปยิ่งกว่าที่เห็นหล่อนร้องไห้ !
“ก็ได้ผมตกลงที่จะทำงานให้คุณ เื่รายละเอียดไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้ รวมถึงเื่ที่ผม ‘จำเป็’จะต้องมาอยู่ที่นี่เป็การชั่วคราวด้วย...”