ความคิดพิสดาร
“ท่านเ้าเมือง...พวกเราจะทำอย่างไรกันดี? ยามนี้เสบียงในคลังได้หมดเกลี้ยงไปเรียบร้อยแล้วแต่ยังไร้วี่แววว่าฝนจะตกในเร็วๆ นี้”
‘ชูชาง’ขุนนางผู้ทำหน้าที่ดูแลคลังเสบียงเอ่ยด้วยสีหน้าเป็กังวลเนื่องด้วยยามนี้สิ่งที่เขาเฝ้าดูแลรักษามาเกือบทั้งชีวิต ได้มลายหายไปจนสิ้น
หลังเกิดภัยพิบัติแห้งแล้งมาเป็เวลาร่วมห้าปีเต็มสายน้ำค่อยๆ แห้งเหือดไปจากแม่น้ำลำธาร พื้นดินร้อนระอุแตกระแหงไร้ความชุ่มชื่นส่งผลให้พืชพันธุ์นานาชนิดที่ชาวบ้านเพาะปลูกไว้ทยอยล้มตาย
สัตว์จำนวนมากมายขาดน้ำและอาหารผอมโซบางตัวยังไม่ทันโตเต็มวัย ก็ถูกจับเชือดเพื่อนำไปทำเนื้อตากแห้งไว้ประกอบอาหารเพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจล้มตายเสียเปล่า
จากวันเป็เดือนจากเดือนเป็ปีที่ท้องฟ้าไร้ซึ่งเมฆฝนบรรดาเมืองทั้งสามในแผ่นดินต้าหวง ต่างพากันหาวิธีเอาตัวรอดผู้คนล้วนเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ผู้มีศักดิ์ฉกฉวยกดขี่ข่มเหงผู้ต้อยต่ำกว่า
ใช้อำนาจในมือบีบเคล้นแย่งชิงสิ่งที่ตน้าอย่างไร้ความเมตตาสงสาร ขูดเืรีดเนื้อเอาอาหารจากชาวบ้านตาดำๆ ช่างเป็ภาพที่ดูหดหู่น่าเวทนายิ่งนัก
หลังดินแดนของตนว่างเปล่าจึงเริ่มรุกล้ำไปยังพื้นที่ของเมืองข้างเคียง จนก่อให้เกิดาระหว่างเมืองทหารล้มตายมากมายจากการถูกส่งไปรบ
ประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้าแค่ปัญหาปากท้องก็ทุกข์ทรมานเกินทนแล้ว ยังต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆเพราะกลัวโดนลูกหลงจากา
มีเพียงเมืองจุนเฟิงเท่านั้นที่เปิดคลังเสบียงแจกจ่ายอาหารช่วยเหลือชาวบ้านในดินแดนของตน ขณะที่เมืองอื่นเอาแต่ริบของประชาชนเข้าคลังหลวงปล่อยพวกเขาให้เผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดายไร้การแยแส
“ข้าจะจัดพิธีบวงสรวงขึ้นอีกครั้งในวันพรุ่งนี้พวกท่านช่วยไปเตรียมข้าวของที่จำเป็ต้องใช้ให้พร้อมด้วย”
บุรุษหนุ่มซึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้อันทรงเกียรติที่มีเพียงแต่ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเ้าเมืองเท่านั้นถึงจะขึ้นไปััได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลังขณะหยัดกาย ลุกขึ้นก้าวเดินออกมาด้านหน้าบัลลังก์ของตน
‘เหวินหยาง’เ้าเมืองซึ่งอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์แผ่นดินต้าหวงขึ้นปกครองเมืองจุนเฟิงสืบต่อจากบิดาด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น
หลังจากเ้าเมืองคนก่อนล้มป่วย ด้วยโรคที่มาพร้อมกับภัยแล้งกะทันหันบุตรชายเพียงคนเดียวอย่างเขา จึงต้องรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้
เด็กชายซึ่งพึ่งแตกเนื้อหนุ่มอายุเพียงสิบเจ็ดอาศัยเอาความรู้ที่ครูพักลักจำมาจากบิดาจัดการบริหารบ้านเมืองตามคำแนะนำของเหล่าขุนนาง เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนมีทัศนคติที่ค่อยๆแตกต่าง เริ่มออกปากออกเสียงเมื่อข้อเสนอบางประการดูไม่น่าเห็นควรด้วย
ยกตัวอย่างเช่นการส่งทหารไปสู้รบกับเมืองอื่นเพื่อหาเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ของเมืองนั้นๆ มาเป็ของตนเหวินหยางก็เอ่ยปฏิเสธเพราะมองเห็นแต่ความรุนแรงสูญเสีย มากกว่าการได้รับประโยชน์ใดๆ
หรือการเก็บข้าวปลาอาหารและน้ำสะอาดที่มีเอาไว้ใช้กันเองเหมือนดั่งที่เมืองอื่นๆ ทำกัน แทนที่จะแจกจ่ายให้ประชาชนของตนได้กินดื่ม
ทว่าเหวินหยางกลับเลือกที่จะคัดค้านออกคำสั่งให้เปิดคลังช่วยเหลือชาวบ้าน เปิดบ่อน้ำบาดาลของเมืองให้ผู้คนได้ใช้สอยโดยที่เหล่าขุนนางทั้งหมดไม่เห็นชอบด้วย
จากวันนั้นถึงวันนี้เป็เวลาร่วมสามปีเต็มที่เขาดูแลประชาชนไม่ให้อดอยากปากแห้ง ปกครองดินแดนด้วยความเที่ยงธรรมมาโดยตลอด
เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ด เติบโตขึ้นเป็บุรุษอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ที่ทั้งสง่างามและมีจิตใจโอบอ้อมอารี ทว่าเขากลับยังไม่มีสตรีเคียงข้างกายแม้บรรดาขุนนางจะพากันเสนอบุตรสาวของตนให้ก็ตามทีเหวินหยางกลับเมินเฉยไม่สนใจดอกไม้งามเ่าั้
คำสั่งที่ได้รับทำเอาขุนนางทั้งหมดถอนหายใจยาวพรืดส่ายศีรษะเบาๆ คล้ายเหนื่อยใจเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เ้าเมืองมีคำสั่งให้จัดตั้งโต๊ะบวงสรวงขึ้น