บทที่ 26
ฉันจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
บริเวณน่านน้ำลึกห่างไกลจากชายฝั่งอาณาจักรเทอร์ควอยซ์ เรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่กำลังเคลื่อนตัวตามกระแสลม ด้านท้ายเรือมีตัวอักษรสลักร่องลึกอย่างประณีตด้วยคำว่า ’REJINA’
เหล่าลูกเรือต่างรู้สึกเบื่อหน่ายกับการขัดถูลำเรือให้เป็มันวาวอยู่เสมอ โดยคำสั่งของกัปตันชราที่สวมใส่ชุดผ้าไหมสีเขียวอมส้มราคาแพง ด้วยความเชื่อว่าความสะอาดนั้นเป็สิ่งสำคัญ มันทำให้ตัวของเขากับสินค้าที่มีดูน่าเชื่อถือสมเหตุสมผลในราคา ถึงแม้เขามักจะชอบกดราคาซื้อขายอยู่เสมอก็ตาม
เป็เวลาร่วมอาทิตย์ที่กัปตันชราไม่ได้เข้าไปพักผ่อนในห้องของตนเอง เนื่องจากแขกคนสำคัญที่ติดเรือมาด้วยได้ใช้ห้องของเขาเป็ที่อยู่อาศัยชั่วคราว เขาเริ่มไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็โดยการรับคนทั้งสามติดสอยขึ้นเรือมาด้วย อากาศอันร้อนอบอ้าวมันทำให้เขาคิดอะไรไม่ออกท่ามกลางเหล่าลูกเรือขยันขันแข็ง
"กัปตันครูซ! อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด" ชายร่างท้วมยืนมองแผนที่บนมือคิ้วสองข้างของเขาขมวดเข้าหากัน การแต่งกายของเขาขัดกับลูกเรือคนอื่นๆ เนื่องจากชายเสื้อหลุดลุ่ยออกมานอกกางเกงดูไม่เรียบร้อยส่วนบนหัวไหล่มีเกราะสีเงินซึ่งเหลือเพียงข้างเดียว
"อีกเดือนนึง..." กัปตันครูซตอบแบบส่งๆ อาจมีเขาเพียงคนเดียวที่รู้สึกหงุดหงิดเมื่อได้เห็นหน้าอวบอิ่มของชายที่ชื่อว่าน็อกซ์ ผิดจากลูกเรือทั้งลำกลับรู้สึกชอบเขาเป็พิเศษ ั้แ่ชายผู้นี้กับคู่หูของเขาใช้อำนาจไม่ชอบธรรมขึ้นเรือมาเมื่ออาทิตย์ก่อนแบบทุลักทุเลจากอาณาจักรเทอร์ควอยซ์ เขาก็วางท่าใหญ่โตเหมือนเป็กัปตันเรือ
"เป็ไปไม่ได้ ดูจากแรงลมแล้ว ไม่เกินสองอาทิตย์นับจากนี้เราจะเข้าใกล้เมืองท่าที่ใกล้ที่สุด บวกลบแล้วไม่เกินสามวัน..." น็อกซ์เริ่มลากนิ้วอวบๆไปตามแผนที่ส่วนอีกมือนับคำนวณอย่างจริงจัง ภายใต้ท่าทีไม่ใส่ใจของกัปตัน
เสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกลชายอีกคนที่แต่งกายไม่ต่างไปจากน็อกซ์วิ่งขึ้นบันไดมายังระเบียงเรือ ใบหน้าซูบผอมกับแววตาลนลานมาหยุดอยู่ต่อหน้าคนทั้งสอง
"ว่าไงไคเลอร์" น็อกซ์ยิ้มให้คู่หูของเขา
"ธะ....เธอ...เธอตื่นแล้ว!!!" ไคเลอร์น้ำเสียงสั่นเครือ สร้างบรรยากาศวูบวาบไปมา ทั้งหมดยืนนิ่งตะลึงกับข่าวสารที่ได้รับ
"งั้น...เราลงไปหาเธอกัน" ใบหน้าของน็อกซ์เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาบรรจงม้วนแผนที่เหน็บไว้ข้างเอวก้าวเดินอุ้ยอ้ายตามไคเลอร์ไปติดติด กัปตันครูซเห็นดังนั้นจึงเดินตามคนทั้งสองไปด้วย
"ท่านจะไปไหน?" น็อกซ์หันกลับมาทันควันส่งผลให้กัปตันผงะเล็กน้อย เขาดันวงแขนออกกันชายชราเอาไว้
"รอมีคำสั่งก่อนท่านถึงจะเข้าไปได้ ท่านน่าจะรู้จักมารยาทมากกว่านี้..." น็อกซ์ก้าวเดินต่อไปทิ้งความงุนงงของกัปตันครูซไว้ด้านหลัง ภายในใจผู้เป็กัปตันรู้สึกเหมือนตนเองเป็ส่วนเกิน นี่เขาไม่สามารถไปส่วนใดก็ตามของเรือได้ั้แ่เมื่อไหร่ ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจแต่สุดท้ายก็ยอมทำตามแต่โดยดี เขารอชายทั้งสองเดินลับตากำหมัดทุบขอบระเบียงระบายอารมณ์ ส่งผลให้ลูกเรือด้านล่างที่แอบมองขึ้นมาอมยิ้มให้กับท่าทางที่ดูเหมือนเด็กน้อยถูกขัดใจ กัปตันครูซจึงรีบสงวนท่าทีกระแอมไอเล็กน้อยยืนหันหลังให้ทำทีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ภายในห้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในลำเรือสิ่งที่เห็นได้ชัดคงเป็รูปวาดเต็มตัวของเ้าของห้องกับโต๊ะไม้และเตียงที่ถูกแกะฉลุลวดลายประณีตตามขอบตามมุม
ผมสีฟ้าตรงส่วนปลายยังคงได้กลิ่นไหม้อ่อนๆ ต้นขาขาวเนียนค่อยๆหย่อนขาลงจากเตียง เธอลองขยับนิ้วมือนิ้วเท้าไปมามันดูเป็ปกติดี ดวงตาสีฟ้ามองกวาดไปรอบๆห้องด้วยความสับสน แต่ต้องหยุดชะงักข้างแก้มแดงเรื่อตัดกับผิวนวลผ่องเมื่อเธอเห็นร่างเปลือยของตนสะท้อนในกระจก เธอจึงรีบดึงผ้าห่มบนเตียงที่เต็มไปด้วยเืมาคลุมร่างกายเอาไว้
ภายในหัวเริ่มมีอาการปวดขึ้นมาทีละนิดจนเธอต้องเอามือข้างหนึ่งกุมเอาไว้พยายามเชื่อมโยงเื่ราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน สิ่งแรกที่เธอคิดที่นี่คือที่ไหน เธอพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงลากผ้าห่มผืนบางเดินไปรอบๆ ปลายเท้าััได้ถึงพื้นไม้โคลงเคลงไปมา ส่งผลให้รูปของชายชราในชุดผ้าไหมสีเขียวอมส้มยืนกุมหัวไม้เท้าสีทองสั่นตาม เธอรู้สึกคลับคล้ายว่าเคยเจอชายผู้นี้ที่ไหนมาก่อน แต่ความคิดทั้งหมดถูกสลัดออกไปเมื่อชายสองคนรีบถลาตัวเข้ามา ทั้งคู่นั่งคุกเข่าเบื้องหน้าสายตาที่ดูมึนงง
"องค์หญิง! ท่านฟื้นแล้ว!" ชายร่างท้วมออกอาการดีใจจนออกนอกหน้า
"เ้าอ้วน...รักษามารยาทหน่อย" ชายร่างผอมกระซิบคู่หูของเขาเบาเบา
เธอผงะไปด้านหลังเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ กลไกป้องกันตัวทำงานทันทีเกร็ดน้ำแข็งจับตัวกันเป็ก้อนบนฝ่ามือ เธอมีท่าทีใจึงรีบซ่อนฝ่ามือไว้ด้านหลังเมื่อดูเหมือนไม่มีอะไรน่าผิดสังเกตจึงคลายมันออก
"คือ...ว่า..." สตีผมฟ้ายิ้มเจื่อนๆ ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก
"องค์หญิงอย่าเพิ่งพูดอะไร ตอนนี้ท่านพักผ่อนให้เยอะๆ ไว้ใจทางนี้ได้เลยพวกเราจะจัดการเอง" น็อกซ์พูดโพล่งขึ้นมาอีกครั้ง
"ไออ้วน! ข้าบอกกี่ครั้งแล้วอย่าคิดเองเออเอง ให้องค์หญิงทรงตัดสินใจ" ไคเลอร์อดทนไม่ไหวที่คู่หูของเขาไม่เปิดโอกาสให้สตรีผู้มีผมสีฟ้าได้พูดเลยั้แ่ก้าวเข้ามาในห้อง
"คือว่า...ที่นี่คือที่ไหน?" เป็คำพูดแรกที่ออกจากปากด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจ ทั้งคู่มองหน้ากันตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียง
"บนเรือขนส่งสินค้า พะยะค่ะ!"
"อย่างนั้นหรอกเหรอ..." สีหน้าเธอดูเจื่อนๆแววตาพยายามครุ่นคิด แต่พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
"พวกเราเป็คนพาองค์หญิงขึ้นมาบนเรือลำนี้เมื่ออาทิตย์ก่อน" ไคเลอร์รีบตอบชัดถ้อยชัดคำ เกรงว่าคู่หูที่ไม่รู้กาลเทศะจะพูดอะไรเหลวไหลอีก
"ใช่แล้วๆ! พวกเราเป็คนดูแลองค์หญิงั้แ่เกิดเื่ตอนนั้นมันวุ่นวายมาก..." น็อกซ์ยืนขึ้นด้วยความลืมตัวหมายจะเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟังอย่างออกรส แต่คู่หูของเขาต้องฉุดให้นั่งอยู่กับที่เอาไว้ เมื่อเห็นแววตาสีฟ้ารู้สึกประหม่าจ้องมองเสื้อผ้าของพวกเขาแล้วหลบตากลับมามองเสื้อผ้าของตนเองซึ่งมันว่างเปล่ามีเพียงผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้ ใบหน้าของเธอแดงเรื่ออีกระลอกรีบกระชับวงแขนแนบชายผ้าเข้ากับส่วนบนของร่างกายให้แน่นขึ้น
"คือ! คือ! เื่นั้นเราอธิบายได้! พวกเราไม่เห็นอะไรทั้งนั้น! คนรับใช้สตรีในเรือลำนี้เป็ผู้ดูแลทั้งหมด กับสภาพในตอนนั้นมันเหมือนกับว่าท่านไม่ควรใส่เสื้อผ้าใดใด" น็อกซ์มีสีหน้าจริงจังพยายามเล่าความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด
"ไอ้บ้า...ดูเธอสิ...แกเงียบไปเลย!" ไคเลอร์แทบจะกดคู่หูปากสว่างให้จมลงกับพื้น เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเธอเหลือบลงต่ำไม่กล้าสบตาผู้พูดทั้งสองเข้าไปใหญ่
"ฉัน...ฉัน...ไม่ควรใส่เสื้อผ้าอย่างนั้นหรือ..." เธอดูมีความวิตกกังวลเป็อย่างสูง สองเท้าเปลือยเปล่าขยับไปข้างหลังแบบไม่รู้ตัวใบหน้าดูหวั่นวิตก
"มัน! มันไม่ใช่แบบนั้นองค์หญิง! คือจริงๆแล้ว..."
เสียงทั้งคู่ต้องหยุดลง เมื่อประตูด้านนอกถูกผลักเข้ามาอย่างรุนแรง ผู้ที่สาวเท้าเข้ามาด้วยอารมณ์อดรนทนไม่ไหว รู้สึกบันดาลโทสะเนื่องจากเขาแนบหูฟังบทสนทนาอันไร้สาระนี้อยู่นอกห้องได้ซักพักแล้ว
"ถวายบังคมองค์หญิง" กัปตันครูซกุมมือประสานโค้งตัวหนึ่งทีก่อนเดินมาข้างหน้าชายทั้งสอง แล้วคุกเข่าลงด้วยความนอบน้อมอย่างรู้ธรรมเนียม
"หม่อมฉันเป็กัปตันเรือลำนี้มีนามว่าครูซ พวกเราเคยเจอกันแล้ว" เขาโค้งลำตัวลงต่ำอยู่แบบนั้น
"เรือ’เรจิน่า’ และลูกเรือทั้งหมดเป็เกรียติอย่างยิ่งที่ได้รับใช้องค์หญิงแห่งอาณาจักรเทอร์ควอยซ์ เรือของหม่อมฉันมันอาจดูเก่าคร่ำครึอาจก่อความไม่สะดวกใจให้องค์หญิงโปรดทรงอภัยให้ด้วย" น้ำเสียงของชายชราดูจริงจัง คำพูดของเขามันช่างขัดกับความเป็จริงในเมื่อสภาพรอบๆกลับดูใหม่และสะอาดสะอ้าน
"คือ...ไม่ขนาดนั้นหรอก..." สตรีผมฟ้ารู้สึกเกร็งไปหมด เธอจำเขาได้ในทันทีจากรูปวาดบนผนังที่เห็นเมื่อครู่
"ดูพวกคุณคงจะเหนื่อยมาก...ฉันคงสร้างความลำบากให้...คือ..."
"ไม่เลยองค์หญิง!"
"ไม่เลยซักนิด!" ทั้งหมดแย่งกันตอบในทันที สายตาทั้งหมดเหลือบมองกันแทบจะห้ำหั่นกันด้วยแววตา
"คือ...คือว่า...ฉันมีเื่อยากถามพวกคุณทั้งหมดมันอาจเป็เื่แปลกซักหน่อย..." เธอหลบใบหน้าไปอีกทาง ผมสีฟ้ายาวสลวยขยับตาม แววตาเธอยังคงดูหวาดวิตกอยู่อย่างนั้น
"หม่อมฉันยินดีตอบทุกคำถาม องค์หญิงโปรดไว้วางใจ" กัปตันครูซรีบตอบทันควัน หากช้ากว่านี้เพียงน้อยนิดต้องโดนแทรกแซงทางคำพูดอย่างแน่นอน ชายร่างท้วมรู้สึกเหมือนโดนทำคะแนนนำไปหนึ่งแต้มรีบพูดสวนคำพูดกัปตันทันที
"องค์หญิงทรงถามหม่อมฉันจะดีกว่าตาแก่ผู้นี้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ั้แ่ต้น แถมยังปฏิเสธพวกเราไม่ให้ขึ้นเรือในตอนแรก" น็อกซ์ส่งรอยยิ้มอันเยือกเย็นไปยังชายชราที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้า ร่างของกัปตันกระตุกเล็กน้อยชายชรากำลังรู้สึกเหมือนถูกชายไร้หัวนอนปลายเท้าผู้นี้หักหน้าต่อบุคคลสำคัญ
"หนอย....ไอ้อ้วน!!!" แม้ร่างจะชราภาพแต่กัปตันครูซไม่คิดจะทนอะไรอีกต่อไป เขาลุกขึ้นโถมตัวเข้าหาชายร่างท้วม
"บังอาจนัก! มาเรียกข้าว่าตาแก่! ข้าเป็ถึงหัวหน้าภาคีการค้าแห่งตะวันออกเลยนะเหวย” เขาบรรจงปล่อยหมัดอันไร้เรี่ยวแรงกระทบใบหน้าอวบอิ่ม
"ไอแก่ แกเป็บ้าอะไร!" น็อกซ์รู้สึกใกับท่าทางดังกล่าว
"ฉันเป็ทหารแห่งอาณาจักรเทอร์ควอยซ์รับใช้องค์หญิง แต่แกริบังอาจทำร้ายข้า!"
ไคเลอร์ได้แต่นั่งมองการต่อสู้ที่เหมือนเด็กน้อยสองคนแย่งของเล่นกัน สองร่างกอดกันกลมกลิ้งสลับกันไปอยู่บนพื้นมันดูน่าขันอย่างบอกไม่ถูก เขาอยากเข้าไปห้ามแต่ยังคงหาช่องว่างไม่ได้
"หยุดเดี๋ยวนี้!!!" เสียงแหลมสูงตวาดดังลั่นพร้อมแท่งน้ำแข็งจำนวนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้นไม้ ทั้งสองตาเบิกกว้างมองพลังดังกล่าวรีบผละร่างออกจากกัน ต่างล้มลุกคลุกคลานกลับมานั่งในตำแหน่งเดิม
"คือฉัน...มีเื่อยากจะถาม...เห็นพวกท่านพูดมาั้แ่...เมื่อสักครู่แล้ว..." เธอขบคิดไม่รู้ว่าสิ่งที่จะถามนั้นควรถามหรือไม่ เวลานี้ภายในหัวเริ่มปวดขึ้นมาอีกรอบ
"ว่ามาเลยองค์หญิงพวกเราพร้อมรับฟังเป็อย่างดี" ทั้งหมดพร้อมใจกันตอบ
เธอมองสีหน้าคนทั้งสามที่เอี้ยหูตั้งใจฟังจนออกอาการเกินเหตุ
"...................." ทั้งหมดรอฟังคำถามอย่างตั้งใจ สตรีผมฟ้าหลับตาลงถอนหายใจแรงก่อนจะลืมตาเรียกสติกลับขึ้นมาอีกครั้ง
"ว่าแต่องค์หญิงที่ทุกท่านเรียกอยู่เมื่อครู่...นั่นคือฉันอย่างนั้นหรือ?"
"..........."
"..............."
เป็คำถามที่คนทั้งหมดแทบจะหยุดลมหายใจ เวลานี้ทั้งสามคนกลับสามัคคีมองหน้ากันไปมาความรู้สึกกระอักกระอ่วน ภายใต้บรรยากาศที่เริ่มหนาวเย็นจากผลึกน้ำแข็งเมื่อครู่
"เอ่อ...ท่านคือ...องค์หญิงเอวาลินแห่งอาณาจักรเทอร์ควอยซ์ยังไงล่ะ" ชายชราพยามกลบเกลื่อนฝืนยิ้มโดยการชี้นิ้วขึ้นไปบนเพดาน
"แต่...แต่ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน..." เธอมีสีหน้าครุ่นคิด บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความรู้สึกกดดัน
"ฉัน...ฉันพยายามคิดมาครู่หนึ่งแล้ว แต่คิดเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก มันว่างเปล่าไปหมด" น้ำตาสายบางไหลลงอาบทั้งสองแก้ม เข่าสองข้างของเธอทรุดลงกับพื้น
“ความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไรกัน”
"หม่อมฉันว่าองค์หญิงควรพักผ่อนอีกซักนิด หลังจากเกิดเื่ราวทั้งหมด...คือ..." ไคเลอร์รู้สึกใจหาย เหงื่อแห่งความวิตกกังวลเม็ดเล็กผุดบนใบหน้าผู้คนทั้งหมด
"ไม่!!! ในใจมันว้าวุ่นไปหมด ฉันไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดี ฉันจะมีชีวิตต่อไปได้ยังไง....ฮือออ...ในเมื่อ...ฉัน" เธอกลั้นหายใจเฮือกหนึ่ง ก้มหน้ามองฝ่ามือขาวเนียนของตนทั้งสองข้างที่มันก่อเกิดไอเย็นแผ่ออกมา
"ในเมื่อ...ฉัน...ฉันไม่รู้...ไม่รู้ว่าตัวเองเป็ใคร!?”
คำตอบหรือคำถามที่มาพร้อมรอยยิ้มที่ดูเศร้าเกินคำบรรยาย เธอใช้นิ้วมือทั้งหมดจิกเส้นผมสีฟ้าจนยุ่งเหยิง เมื่อยิ่งคิดความรู้สึกปวดไปทั้งหัวมันเริ่มทวีความรุนแรงเหมือนสมองของเธอจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ ชายทั้งสามได้แต่อ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูกอีกต่อไป
"แล้วก็นี่!! มัน...มัน คือพลังอะไรกัน..." เมื่อเธอััพื้นไม้รอบตัวเกิดเป็วงน้ำแข็งล้อมรอบโดยพลัน
"ทำไมฉัน...ฉันถึงรู้สึกกลัว...กลัวสิ่งนี้...มันเป็เื่ปกติใช่มั้ย...ข้างในร่างมันเหมือนมีอะไรชอนไชเต็มไปหมด...ฉันกลัวเหลือเกิน...ฮือ......."
“……………”
มีเพียงความเงียบงันเกิดขึ้นภายในห้องไม่มีผู้ใดคิดจะตอบอะไร ใบหน้าทุกคนจมลงกับความว่างเปล่า ในหัวต่างคิดเื่ราวต่างๆนาๆว่าทั้งหมดนี้มันเื่อะไรกัน
"ได้โปรด...บอกฉันที!!!" เป็เสียงวิงวอนขอร้อง ก่อนภาพภายในหัวเอวาจะดับไปด้วยความสับสน ภาพชายทั้งสามค่อยๆไกลออกไป ความว้าวุ่นวิตกกังวลมันกำลังทำให้เธอหมดสติ
ร่างเปลือยเปล่าของเธอกับเส้นผมสีฟ้าโบกไสวอยู่ในความมืดมิด แสงสว่างจุดเล็กฉายเรืองๆในความคิด เป็ภาพของสตรีนางหนึ่งเส้นผมของเธอหยักศกสองมือเปื้อนไปด้วยเืที่ไหลนองยาวจับกันจนเป็ผลึกดาบสีแดงสดดูน่าสยดสยอง เอวารู้สึกเกรงกลัวต่อภาพที่ปรากฏร่างของเธอสั่นเทาด้วยความกลัว กับกลิ่นคาวเืรุนแรงแทบจะทำลายโสตประสาทรับรู้ของเธอ
“เธอคือใคร?”
เอวากลั้นใจจ้องไปยังใบหน้าสตรีผู้นั้นให้ชัดเจน เพียงใบหน้านั้นหันกลับมาสบตาหัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น เมื่อเห็นรอยยิ้มโเี้ดั่งปีศาจร้ายหมายกลืนชีวิตของเธอ ร่างเปลือยเปล่าอันบอบบางตะเกียกตะกายวิ่งหนีสุดชีวิต เพื่อหลบหนีตัวตนอันน่าหวาดกลัว ผลึกน้ำแข็งแช่ร่างทั้งร่างของตนเองอย่างเร่งด่วนหมายปิดกั้นตัวตนและจิตใจต่อทุกสิ่ง ร่างภายใต้ผลึกอันหนาวเย็นจมลงสู่ผืนทะเลแห่งความมืดอันเวิ้งว้างไร้ก้น ไร้ขอบเขต ไร้ซึ่งความรู้สึกรับรู้ใดใด
".........."
ภายในห้องสี่เหลี่ยมไม่มีผู้ใด ณ ที่นั้นคิดจะขยับตัวซักคนเดียว
"ฉันว่า...ควรให้องค์หญิงพักผ่อนอีกซักหน่อย อย่างน้อยก็จนกว่าจะเทียบท่าที่ใกล้ที่สุด" น็อกซ์พูดด้วยน้ำเสียงหวาดวิตกหางตากระตุกเป็ระยะ ส่วนไคเลอร์ฉายแววตาครุ่นคิดอย่างหนักมองไปยังร่างที่ล้มฟุปลงกับพื้น ทั้งหมดหันมาพยักหน้าเป็เชิงเห็นด้วย
ไอเย็นแผ่ออกมารอบร่างอันไร้สติขององค์หญิง มันให้ความรู้สึกเหมือนพวกเขาไม่ได้ถูกรับเชิญ ทำให้ชายทั้งสามขนลุกชูชันรีบพากันออกจากห้อง เกรงกลัวต่อพลังอำนาจที่พวกเขาไม่ค่อยได้พบเห็นทั่วไปตามท้องถนน