บทที่ 6 การสำรวจ
ทันทีที่ก้าวกลับขึ้นมาบนตู้ขบวนรถไฟสิ่งที่รอต้อนรับผมอยู่คือภาพของผู้โดยสารที่พากันนั่งเหม่อมองออกไปในความว่างเปล่าอย่างเลื่อนลอยจะมีก็เพียงบางส่วนที่กำลังโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน
“ไปตายซะเถอะ!ฉันไม่ยอมเข้าไปในป่าเฮงซวยนั่นเด็ดขาด! ถ้าอยากตายนักแกก็ไปเองคนเดียวเลยไป!”
นั่นแหละครับ...วิธีการหารือสถานการณ์ที่ใจเย็นที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ในตอนนี้ดูเหมือนเ้าหมาป่าจะทำให้ทุกคนขวัญกระเจิงจนกู่ไม่กลับซึ่งมันก็เป็เื่ที่เข้าใจได้
แต่ผมรู้ดีว่าพวกเราจะมัวมานั่งขังตัวเองอยู่ในตู้ขบวนรถไฟตลอดไปไม่ได้เพราะร่างกายของคนเรา้าน้ำและอาหาร
แม้ตอนนี้จะเพิ่งผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียวแต่ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ก็เริ่มทำพิษจนผมรู้สึกหิวและกระหายน้ำขึ้นมาแล้ว
ต่อให้ตอนนี้คนอื่นจะยังทนได้หรือมีเสบียงติดกระเป๋ามาบ้าง แต่มันก็เป็เพียงการประวิงเวลาเท่านั้นสุดท้ายทุกคนก็ต้องออกไปหาเพิ่มอยู่ดี
“กลับมาแล้วเรอะ”
ชายสวมเสื้อแจ็กเก็ตเดินตรงมาหาผมเขาเงียบไปครู่หนึ่งพลางเหลือบมองเ้าหน้าที่รถไฟที่กำลังคุยอยู่กับชายวัยกลางคนอีกสองสามคนก่อนจะหันมาสบตาผมตรงๆ
“นายโอเคไหม?”
ผมพยักหน้าสั้นๆ
“ก็พอไหว”
เขาพยักหน้าตอบรับก่อนจะเข้าประเด็นทันที
“ผมคิดว่าพวกเราคงต้องติดอยู่ที่นี่อีกหลายวันเพราะฉะนั้นเื่น้ำและอาหารคือปัจจัยสำคัญ ทางที่ดีเราควรออกไปหาข้อมูลรอบๆก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน”
ดูเหมือนเขาจะเป็คนประเภทใจเย็น และมีสติมากกว่าคนส่วนใหญ่ที่นี่เขาจ้องมองผมอยู่นานนับนาที สายตานั้นดูลุ่มลึก และเฉียบคมราวกับพยายามจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงข้างในหัว
ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกประหม่าอยู่ลึกๆโดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเขาก็เป็อีกคนที่เลเวลอัปเหมือนกันใครจะไปรู้ว่าเขาได้ทักษะอะไรมา หรือใช้แต้มสถานะไปกับค่าอะไรบ้าง
ผมตัดสินใจทำลายความอึดอัดนั้นด้วยคำถามตรงๆ
“ถ้าต้องออกไปสำรวจข้างนอกนั่นเราคงต้องหวังพึ่งปืนของคุณ... แล้วคุณเหลือะุอยู่กี่นัดล่ะ?”
เขาเงียบไปอีกครั้งพลางจ้องหน้าผมก่อนที่รอยยิ้มบางๆ จะปรากฏขึ้น
“ไม่มากเท่าไหร่”
น้ำเสียงของเขามีร่องรอยความเป็มิตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเขาเตี้ยกว่าผมไม่มากนักแต่รูปร่างหนาและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
หน้าตาดูมีอายุราวสี่สิบปลายๆเขามีออร่าของความน่าเกรงขามแผ่ออกมาซึ่งผมไม่คิดว่าเป็เพราะปืนที่ถืออยู่เพียงอย่างเดียวหรอกนะ
ตรรกะในหัวเริ่มวิเคราะห์ว่าเขาอาจจะเป็ตำรวจหรือคนในเครื่องแบบแต่เพียงแค่ถือปืนคงบอกอะไรได้ไม่มากนัก
“ผม เนเทล”
ผมแนะนำตัวพลางยื่นมือออกไป
เขารับไปเขย่าด้วยแรงบีบที่หนักแน่นพร้อมกับจ้องลึกเข้ามาในตาผมเพื่อประเมินค่า เช่นเดียวกับที่ผมกำลังทำกับเขา
“ผม แฮดวิน... คุณเลเวลอัปด้วยใช่ไหม?”
“ใช่”
ผมตอบสั้นๆ
พริบตานั้น เสียงเซ็งแซ่ในตู้ขบวนพลันเงียบสนิทผมรู้ได้ทันทีว่าทุกคนกำลังแอบฟังบทสนทนาของเราอยู่
“ผมใช้แต้มสถานะไปแล้วมีเด็กคนหนึ่งบอกให้ลองน่ะ”
เขาพยักพะเยอไปทางกลุ่มนักเรียน
“พอลองมาคิดดูแล้วมันก็น่าเหลือเชื่อนะทั้งการที่เรามาโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้ มีดวงอาทิตย์สองดวงแถมยังมีหมาป่าั์บ้าบอนั่นอีก”
เขาหัวเราะแห้งๆ พลางมองไปรอบตัวทว่าพอหันกลับมาสบตาผม รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปแทนที่ด้วยความลังเล
“เพราะแบบนั้นแหละ...ผมว่าเราควรออกไปสำรวจพื้นที่รอบๆ เรา้าน้ำและเราอาจจะได้รู้อะไรเพิ่มเกี่ยวกับโลกใบนี้บ้าง”
ผมพอจะเดาประโยคต่อไปของเขาออกอยู่แล้ว
“นายอยากจะไปด้วยกันไหม?”
สายตาของเขาดูซื่อตรงและเด็ดเดี่ยวขณะที่เอ่ยปากชวนผมไปเสี่ยงชีวิตช่างเป็คำชวนที่หน้าด้านเสียจริงๆ
“เอาสิ ผมเอาด้วย”
เขาดูประหลาดใจเล็กน้อยกับคำตอบที่รวดเร็วของผมก่อนจะลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“บอกตามตรงนะผมเผื่อใจไว้แล้วว่านายจะปฏิเสธ”
“ผมไม่ปฏิเสธหรอก ผมเห็นด้วยกับคุณ”
ผมกล่าวด้วยท่าทีราบเรียบ
“ตามหลักการแล้วเราควรออกไปสำรวจในขณะที่ร่างกายยังมีแรง ไม่ใช่รอจนหิวโซหรือขาดน้ำจนก้าวขาไม่ออกเพราะนั่นจะทำให้สถานการณ์ลำบากยิ่งกว่าเดิม”
“แม้ตามหลักการมันจะถูกต้องแต่ในสถานการณ์จริงคนเรามักจะกลัวจนก้าวไม่ออก ยกเว้นพวกที่บ้าบิ่นจริงๆ ละนะ”
เขาถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะยิ้มออกมา
“ดูเหมือนนายจะเป็พวกหลังสินะ”
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกปรามาสกลายๆแต่ก็ช่างมันเถอะ ผมค่อนข้างพอใจที่เื่ราวดำเนินไปในทิศทางนี้ปล่อยให้แฮดวินเป็ฝ่ายจัดการและออกหน้าไป ส่วนผมคอยสังเกตการณ์อยู่ข้างๆแบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว
“คนอื่นคอยดูต้นทางไว้ระหว่างที่พวกเราไม่อยู่”
แฮดวินสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
ผมสังเกตเห็นว่าเขาคงได้คุยกับคนบางกลุ่มไว้บ้างแล้วและดูเหมือนคนพวกนั้นจะเกรงใจเขาพอสมควรจึงยอมทำตามอย่างว่าง่าย
หรือบางที...ที่พวกนั้นยอมฟังก็อาจจะเป็เพราะปืนในมือเขานั่นแหละผมพนันได้เลยว่าเป็เพราะปืนแน่ๆ
เห็นได้ชัดว่าบางคนดูไม่ค่อยพอใจนักที่คนมีอาวุธเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มกำลังจะทิ้งพวกเขาไปแต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากบ่น ส่วนใหญ่คงเพราะกลัวว่าถ้าเผลอไปสบตาเข้าแฮดวินจะชวนให้เข้าป่าไปด้วยกันมากกว่า
มันไม่ใช่เื่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะหวาดกลัวจนก้าวขาไม่ออกเพราะสถานการณ์แบบนี้ความกลัวคือเื่ปกติ ที่น่าแปลกใจจริงๆคือผมกับแฮดวินต่างหากที่กล้าเดินเข้าป่าไปหน้าตาเฉยในเวลานี้
แฮดวินหยิบเป้สะพายหลังกับท่อเหล็กขึ้นมาสองอันผมดูก็รู้เลยว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากอาวุธชั่วคราวของผมเขาโยนมาให้ผมอันหนึ่งซึ่งผมก็รับไว้ได้ทันท่วงที
ผู้โดยสารบางคนที่เห็นภาพนั้นเริ่มพากันซุบซิบและผมก็เห็นบางคนเริ่มมองหาทางแงะท่อเหล็กออกมาจากตู้ขบวนบ้าง...ช่างเป็พวกที่ความรู้สึกช้ากันจริงๆ
ในจังหวะที่ผมกับแฮดวินกำลังจะก้าวเท้าออกจากตู้ขบวนรถไฟชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาขวางทางไว้
“มีที่ว่างให้ผมสักที่ไหม?”
ชายคนนี้อายุราวสามสิบต้นๆสูงเกือบสองเมตร รูปร่างผอมเพรียวทว่ามี่ไหล่ที่กว้างใบหน้าจัดว่าหล่อเหลาและสะอาดสะอ้านจากการโกนหนวดเครามาอย่างดี
“ยินดีเลยล่ะ”
แฮดวินตอบรับพร้อมยื่นมือออกไปทักทาย
ชายคนนั้นปรายตามองผมครู่หนึ่งแววตาเขาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปหาแฮดวิน
“ผม เดนี่”
เขากล่าวพลางเขย่ามือแฮดวินก่อนจะหันมามองผมอีกครั้ง
ผมไม่ได้คิดอะไรมากแค่ยื่นมือออกไปทักทายตามธรรมเนียม แต่เดนี่กลับบีบมือผมจนแน่น
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยเขาจ้องหน้าผมอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะยอมปล่อยมือ...ผมไปทำอะไรให้ไอ้หมอนี่ไม่พอใจตอนไหนกันนะ?
“ผมอยากไปด้วย ผมโตมาในชนบทเพราะฉะนั้นผมจะไม่เป็ภาระแน่นอน”
แฮดวินดูพอใจที่มีเพื่อนร่วมทางเพิ่มขึ้นแต่สำหรับผม... ผมเริ่มไม่ถูกชะตากับเ้าหมอนี่ขึ้นมาตะหงิดๆ แล้ว
แต่ก็ช่างเถอะ หากสถานการณ์มันแย่ลงอย่างน้อยผมก็อาจจะใช้เขาเป็เหยื่อล่อได้แม้จะเดาว่าคนอย่างแฮดวินคงไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้แน่ๆ
“ตกลงตามนั้น”
แฮดวินสรุป ส่วนผมทำเพียงพยักหน้า
เดนี่จ้องตาผมอีกครั้งด้วยสายตาที่ประกาศความเป็ศัตรูอย่างชัดเจนผมทำได้แค่ยักไหล่ ผมไม่รู้จึงๆ ว่าหมอนี้แค้นอะไรผม
เมื่อตกลงกันเสร็จสิ้นพวกเราทั้งสามก็ก้าวเท้าลงจากตู้ขบวน
ที่หางตาผมเห็นกลุ่มนักเรียนทำท่าเหมือนอยากจะตามมาด้วยแต่ถูกเพื่อนๆรั้งไว้ ที่ผมเรียกพวกเขาว่าเด็ก จริงๆ แล้วพวกเขาก็อายุราวสิบแปดปีกันแล้วไม่ได้เด็กกว่าผมเท่าไหร่หรอก
ไว้รอให้มีตัวอะไรมางับเดนี่ไปก่อนแล้วพวกนายค่อยตามมาร่วมวงแล้วกันนะ ผมคิดในใจ