รถม้าหลายสิบคันเคลื่อนออกจากกำแพงสูงของเขตพื้นที่โรงเรียนเรียนเวทย์มนต์แห่งอาณาจักรโคมัน
รถเหล่านี้แม้มีต้นสายเดียวกันแต่กระจายไปทั่วหลายทิศทาง ถ้าถ้ามว่าทำไมถึงมีรถมากมายขนาดนี้หละก็ เหตุผลหนีไม่พ้น วันนี้เป็วันที่ที่เหล่านักเรียนผู้สำเร็จการศึกษาจำต้องย้ายออกจากโรงเรียนเวทย์มนต์ที่พวกเขาอยู่มาตลอด 5 ปี รถม้าเหล่านี้ตรงกับภูมิลำเนาของเหล่านักเรียน
ในรถม้าคันหนึ่ง คิริว วินเซนท์ นั่งอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนอย่างี้เี แต่ในหัวกำลังทบทวนการกระทำในอดีตของตน หรือจะกล่าวว่าในอนาคตดีหละ เอาเป็ว่าเื่ของตนในชาติที่แล้วหลังจากจบการศึกษา และเริ่มวางแผนในอนาคตหลังกลับเขตปกครองของบิดา “หลังกลับไปขั้นแรกก็ต้องฝึกกองกำลังส่วนตัวกับสร้างโครงข่ายข่าวสารสินะ ถ้างั้นก่อนอื่นก็เริ่มจากจ้างกองกำลังทหารรับจ้าง แล้วก็ตามหาหาเ้าพวกนั้น” ภาพเหล่าสหายในาที่ล้มหายตายจากค่อยๆปรากฏ
เอาเถอะก่อนอื่นก็เริ่มจากฝึกตัวเองก่อนเนี้ยแหละ ถ้าเป็ปริมาณมานาในตอนนี้เข้าาคงตายในไม่ช้าแน่ๆ เขาเริ่มคิดวิธีที่จะฝึกตัวเองให้แกร่งยิ่งกว่าาครั้งนั้นด้วยเวลาที่เพิ่มขึ้นมาหลายปี จริงสิ!!! ในสมัยาไม่เคยฝึกด้วยวิธีนี้เลยเพราะมันอันตรายเกินไปที่จะหมดแรงขนาดนั้นในสภาวะาแต่ถ้าเป็ตอนนี้หละก็ความสามารถของเราคงเติบโตอย่างบ้าคลั่งแน่ๆ แววตาของชายผู้มาจากอนาคต เป็ประกายขึ้น ก่อนจะหลับตาและเริ่มการฝึก พิศดารที่พึ่งคิดได้สดๆ
.
.
.
ในโลกแห่งนี้มานาก็เป็ส่วนประกอบหนึ่งของร่างกาย ในการใช้เวทย์มนต์ก็มีองค์ประกอบหลากหลายแต่โดยหลักก็ประกอบด้วย มานา ถ้าให้กล่าวก็คือ ปริมาณพลังที่สามารถกักเก็บเวทย์มนต์ในร่างกายได้ ซึ่งมันจะเพิ่มขึ้นตามการฝึกฝน เหมือนฝึกฝนกล้ามเนื้อนั้นแหละ ต่างกันที่ กล้ามเนื้อถ้าไม่ฝึกก็จะฝ่อ แต่มานาหนะปกติมันไม่ลดลงเป็สิ่งเดียวที่พอจะวัดได้ ถ้าถามว่าวัดยังไงก็ใช้หลักการเดียวกับการเดียวกับการวัดความต่างศักย์ไฟฟ้านั้นแหละ มันเลยเป็ความแข็งแกร่งที่เด่นชัด จนถึงขั้นใช้จำแนกคุณค่าของจอมเวทย์เลยแหละ ถัดมาคือความเข้าใจธาตุ ยิ่งเข้าใจธาตุก็ยิ่งทำให้ใช้พลังในธาตุนั้นได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หลากหลายมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น ในขณะที่ใช้พลังเวท์น้อยลง และ ถ้าเข้าใจไปถึงระดับหนึ่งพลังนั้นสามารถแหกกฎเกณฑ์ธรรมชาติอย่างแปลงองค์ประกอบร่างกายได้เลยทีเดียว แต่คนที่เข้าใจธาตุถึงขั้นนั้นได้ในแต่ละอาณาจักรก็นับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียวเลยหละ สมาธิ และ จินตนาการ การจะใช้เวทย์มนต์ไม่จำเป็ต้องร่ายคาถา แต่ก็ต้องเข้าใจองค์ประกอบของเวทย์มนต์นั้นและมีมานาที่เพียงพอ ความเป็ไปได้ของเวทย์มนต์นั้นกล่าวได้ว่าไร้ที่สิ้นสุดอย่าแท้จริง
.
.
.
ถัดไปไกลที่มหาทวีปมากัน ในดินแดนตอนเหนือนามเอซเกียน ณ ปราสาทตระกูล โฮมเกนซ์
เด็กน้อย อเล็กซ์ โฮมเกนซ์กำลังนั่งฝึกพลัง อยู่ในห้องส่วนตัวของเขา ร่างเล็กให้ความรู็สึกราวกับเป็ผืนดินอันยิ่งใหญ่ จากนั้นร่าของเขาก็ค่อยเปลี่ยนไปไให้ความรู้สึกราวกับตุ๊กตาทราย และตุ๊กตาโคลน ช่างเป็ภาพที่ดูขัดแย้งยิ่งนัก สิ่งที่เค้าทำอยู่นี้เป็สิ่งทที่เค้าค้นพบในชาติที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสฝึกมากนักเพราะอยู่ในสภาวะาแต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้พลังของเค้าพัฒนาอย่างก้าวะโ และนำเค้าพิชิตศึกทั่วทุกสารทิศ มันคือการฝึกหน่วงร่างพลังธาตุ และมันก็ช่างบังเอินว่าเป็สิ่งเดียวกับที่คิริวพึ่งคิดออกพอดี
ก่อนหน้านี้เล็กน้อย
พ่อและแม่ หรือก็คือ ดยุค โฮมเกนซ์และภรรยาหลังจากทราบข่าวว่าลูกชายของเค้าฟื้นขึ้นมา ก็เร่งเข้าห้องมาพร้อมกับแพทย์หลังจากตรวจรักษาเสร็จหมอบอกว่าไม่มีอาการผิดปกติอะไรเหลืออยู่เลย แม่ของอเล็กซ์กอดร่างเล็กด้วยความคะนึงหา และน้ำตาแห่งความดีใจไหลออกมา เธอกอดร่างบางราวกับโหยหาเหลือเกิน หลังจากเหตุการณ์อันอบอุ่น อเล็กซ์ก็เปิดปากขอคุยกับพ่อและแม่เค้าเป็การส่วนตัว ร่างเล็กนั่งอยู่บนเตียงจ้องมองไปยังผู้ใหญ่สองคนร่างหนึ่งกำลังกอดเขา อีกร่างกำลังจ้อเค้าด้วยสายตาคมกริบ เขาไม่รู้ว่าควรจะแสดงความรู้สึกอย่างไรเช่นกัน สองคนนี้เป็พ่อแม่ของเ้าของร่างกายก็จริงแต่ไม่ใช่กับเค้า
ร่างเล็กลังเลเล็กน้อยว่าจะกล่าวอย่างไรก่อนจะค่อยๆเปิดปากออก แต่ทันใดนั้นร่างของหญิงสาวก็ผละออกทั้งน้ำตาที่ยังซึมอยู่ขอบตา “เธอคือใครงั้นหรอ” อดีตจักรพรรดิอึ้งค้างก่อนจะเปิดปาก “ไม่ธรรมดาจริงๆ ข้ากำลังจะบอกพอดี นามของข้าคือ ‘ซานเดส เอล เดอร์เกรส’” สองสามีภรรยาอึ้งค้างกับคำตอบ โดยเฉพาะหญิงสาวที่ไม่อาจะสะกดกั้นน้ำตาไว้ได้ขาของเธอสั่นเทาเล็กน้อย แต่ยังประคองไว้ได้มิได้ล้มลง เธอพอจะรู้อยู่แล้วว่าคนนี้ไม่ใช่ลูกของเธอ เหตุผลคงเป็สัญชาตญานของ‘แม่’ในขณะที่ฝ่ายชายกลับอึ้งและดวงตามเบิกโพรงกับนามที่พึ่งออกมาจากปากของเด็กน้อย ร่างเล็กเปิดปากต่อ “ข้าถูกพระเ้าเรียกกลับมาจากอดีตเพื่อกอบกู้โลกใบนี้ ข้ามีเวลา 20 ปี ก่อนวันแห่งคำพิพากษาจะมาถึง ข้าขอโทษที่ข้าไม่อาจคืนลูกของเ้าให้ได้ เขาได้ตายไปแล้ว แม้ข้าจะมีความทรงจำของเขาแต่ข้าไม่ใช่เขา” “ท่านจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าคำพูดของท่านเป็ความจริง” เสียงต่ำดังแทรก ไม่มีความเศร้าโสกในน้ำเสียง ไม่มีความอาลัย อาวรณ์ ดยุคกลางคนเปล่งวาจาถาม นี้คือเขาดยุค ‘ไฮเรนซ์ โฮมเกนซ์’ ก่อนเป็ขุนนางเขาเป็ราชวงศ์ ก่อนเป็คนเขาเป็ราชวงศ์ ก่อนเป็พ่อเขาเป็ราชวงศ์ ความมั่นคงถูกยกมาเป็ความสำคัญระดับแรกเสมอ
เด็กชายหาได้ตอบคำถามไม่ แต่ร่างกายของเขาค่อยๆเปลี่ยนเป็ดินก่อนจะกลับมาเป็เช่นเดิม การกระทำแทนวาจานับร้อยพัน การเข้าถึงธาตุดินระดับกายาดิน แทบไม่มีใครทำได้ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ เพราะนี้คือธาตุที่เข้าใจยากที่สุด และถูกมองข้ามมากที่สุดคนที่ไปถึงจุดนั้นตลอดหมื่นปีที่ผ่านมานับได้ด้วยมือข้างเดียว!!!
ร่างสูงคุกเข่าข้งหนึ่งลงทันที “คารวะองค์จักรพรรดิ พระองค์ประสงค์สิ่งใดโปรดบัญชาบัญชามาได้เลย” ภรรยาจ้องมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา แม้แต่เด็กชายเองก็ไม่คิดว่าเื่ราวจะเรียบง่ายถึงเพียงนี้ “กองทัพ! เราจะสร้างกองทัพที่เกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์ ขอเวลาเรา หนึ่งสัปดาห์ในการวางแผนตอนนี้ช่วยปฏิบัติกับเราดังเป็ลูกของพวกเ้าไปก่อนเถิดจากนี้ไปนาม ของเราคือ อเล็กซ์ โฮมเกนซ์” อดีตจักรพรรดิครุ่นคิดเล็กน้อย หลังจากพูดคุยอีกไม่กี่คำ ร่างใหญ่ทั้งสองก็ก้าวเดินออกไปจากห้อง
กองกำลังยอดฝีมือใต้ดิน และกองทัพอันเกรียงไกรคือแผนของ 2 ผู้หวนคืน
นี้คือจุดเริ่มต้นของกองกำลังแห่งมนุษยชาติที่จะท้าทายทุกความเป็ไปได้ของโลกใบนี้