สถาบันศึกษานิวอีร่า 19.00 น
ณ ห้องเก็บของใต้บันไดชั้น 1 แอนโทนี่ล้วงการ์ดสีดำมีรูปผึ้งทองตรงกลางออกมาจากกระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็สอดมันเข้าไปยังช่องเล็กๆ ข้างประตู
พั่บบ
พอบานประตูเหล็กเปิดออก ชายหัวล้านก็พบว่าด้านในทั้งรกและสกปรก ควรเรียกว่าห้องเก็บขยะมากกว่าห้องเก็บของถึงจะถูก
[เดินไปมุมขวาของห้องสิบก้าว ลูบหัวแมลงสาบตัวที่ 3 ใต้โต๊ะไม้ปลวกขึ้นสามครั้ง นี่เป็ข้อความที่นายเหนือหัวฝากกระผมมาบอกท่านครับ]
เ้าผึ้งตัวจิ๋วคู่ใจที่เกาะอยู่บนหัวล้านพูดขึ้น
"@&*%!!!"
แอนโทนี่สบถออกมาแทบไม่เป็ภาษา เขาเกลียดแมลงสาบที่สุด ทำไมต้องเป็มันด้วยฟะ
หลังจากทำใจยู่สักพักเขาก็ค้นหาโต๊ะไม้เก่าๆนั่นพบ ซึ่งด้านใต้ก็มีแมลงสาบอยู่ 7 ตัว จริงๆ อืม...น่าจะพันธุ์อเมริกันเสียด้วย
"!?!"
ทันทีที่ก้มลงมองชายหัวล้านก็แทบสติแตก เมื่อเห็นสหายน้อยทั้ง 6 กำลังโบกขาหน้าทักทายอยู่
ช่างมีอัชฌาสัยดีจริงๆ ทำไมไม่พูดสวัสดีด้วยไปเลยล่ะ!
หลังจากทำใจครั้งที่สองเสร็จเขาก็กลั้นใจเอื้อมมืออันสั่นเทาบรรจงลูบไปที่หัวสหายน้อยตัวที่สาม 3 ครั้ง
เงียบ....ไม่มีอะไรเกิดขึ้น! ต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง
[นายท่าน บางทีอาจเป็ตัวที่สามจากขวามือก็ได้] เ้าผึ้งแนะนำ
"......"
"ต้องจับมันอีกครั้งหรอ เวรเอ๊ย$@*&" เขานึกอยากจะด่าย้อนไปถึงบรรพบุรุษทั้ง18 รุ่นของเ้านายตัวน้อย
"อ๊ากกกก!!!"
ทันทีที่กลั้นใจััครบสามครั้งชายหัวล้านก็ต้องกรีดร้องสุดเสียง เพราะเ้าแมลงสาบนรกได้ไต่ขึ้นมาตามนิ้วมือพร้อมกับเอาตัวถูไถราวกับแมวตอแหล....เพียงแต่มันไม่ใช่แมว
[DNA ถูกต้อง ยินดีต้อนรับรองครูใหญ่ครับ]
เ้าหุ่นแมลงสาบเอ่ยขึ้นหลังจากตรวจสอบดีเอ็นเอเสร็จสิ้น
"ฮ๊า ฮ๊า"
แอนโทนี่หอบหายใจแรง ดีนะที่ไม่ได้เป็โรคหัวใจ
กริ๊ก
ทว่า ยังไม่ทันหายใเสียงสวิทซ์บางอย่างใต้เท้าก็ดังขึ้น จากนั้นพื้นห้องก็เลื่อนลงช้าๆ ส่วนที่เคยเป็สิ่งของระเกะระกะได้ถูกพลิกกลับด้านจนกลายเป็เฟอร์นิจเจอร์และอุปกรณ์ทันสมัยที่เขาไม่รู้จัก
ไม่กี่วินาทีต่อมากระบวนการทุกอย่างก็เสร็จสิ้น จากห้องเก็บของได้กลายเป็ราวกับลิฟท์แก้ว กลางห้องมีเก้าอี้นุ่มๆวางเรียงอย่างเป็ระเบียบอยู่หลายแถว บริเวณผนังกำแพงที่เคยดูทึบก็แปลเปลี่ยนโปร่งใสจนมองทะลุออกไปได้
[กรุณานั่งลงบนเก้าอี้และกดปุ่มล็อกนิรภัยด้วยครับ มิเช่นนั้นระบบจะไม่สามารถดำเนินการต่อได้] เสียงระบบอัตโนมัติแจ้งเตือน
"อืม...ชั้น G50 สินะ ก็แค่ลงลิฟท์ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากด้วย"
แอนโทนี่บ่นพึมพำพร้อมกับหย่อนก้นลงนั่ง จากนั้นก็กดปุ่มตรงที่พักเเขนและก็พบคำตอบทันทีว่าทำไมต้องทำให้ยุ่งยาก
“อ๊าาาาาา!!”
ลิฟท์เลื่อนลงไปด้านล่างด้วยความเร็วสูงมากจนทำเอาแทบฉี่เล็ด
เนื่องจากเฟรีสคอยต่อเติมฐานลับของตนอยู่เรื่อยๆ อู่ต่อยานแห่งนี้จึงอยู่ค่อนข้างลึกและเขาก็ไม่อยากเสียเวลาเดินทางลงมามากเกินไป นี่จึงเป็สาเหตุที่ลิฟท์ตัวนี้เร็วมากๆ แน่นอนรวมทั้งขาขึ้นก็ด้วย
ไม่กี่วินาทีต่อมารองครูใหญ่ผู้น่าสงสารก็เดินขาสั่นออกมาจากลิฟท์ โชคดีที่เขาหัวล้านอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นคงจะได้เห็นว่าผมฟูแค่ไหน
“เ้านาย คะ คราวหน้า ผมจะไม่ลงมาพบคุณอีกเด็ดขาด” แอนโทนี่มองเฟรีสด้วยแววตาตัดพ้อ
“เดี๋ยวก็ชินน่า ยังไงเดี๋ยวก็ต้องขึ้นไปอยู่ดี” เฟรีสกระดกยิ้มมุมปาก
“….”
“เอาล่ะ คุยธุระกันดีกว่า แต่ว่าก่อนที่เราจะพูดถึงเื่ธุรกิจใหม่ ผมอยากขอคำยืนยันจากคุณอีกครั้ง” เฟรีสมองแอนโทนี่ด้วยสีหน้าจริงจัง
“ลุงรู้ไหม? ในอีกไม่กี่ปีประเทศไซแอนจะล้มละลายและเป็เมืองขึ้นกลายๆ ของต่างชาติ สาเหตุก็คือระบอบาาธิปไตยแบบแอบแฝงยังไงล่ะ ผมพบว่าพวกราชวงศ์ได้แอบให้สัมปทานต่างๆแอนแลกกับผลประโยชน์จากประเทศอื่น
ดังนั้น เมื่อสาเหตุเกิดจากราชวงศ์ปรสิตนี้ ผมก็จะทำลายมันซะ แล้วค่อยสร้างระบอบใหม่ขึ้นมา ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจ เพียงแต่ว่าภารกิจนี้ค่อนข้างอันตราย” เฟรีสบอกแอนโทนี่อย่างตรงไปตรงมา
"ผมจะให้โอกาสถอนตัว แต่ข้อตกลงเื่รักษาเฟลิเซียและขาของคุณจะยังคงอยู่ นอกจากนั้นยังจะได้เงินก้อนใหญ่ติดตัวไปด้วย…แบบที่ว่าชีวิตนี้ใช้ไม่หมดเลยล่ะ"
เฟรีสไม่้ากดดันชายตรงหน้าให้เข้าร่วมแต่อย่างใด เขามีความรู้สึกดีๆ กับทั้งแอนโทนี่และเฟลิเซียจึงเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เลือก ถ้าไม่อยากเสี่ยงก็ไม่ว่ากัน
หลังจากฟังเฟรีสอธิบายจบ แอนโทนี่ก็หวนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีต่ที่ภรรยาเสียชีวิต เขามองนิ่งไปยังเด็กน้อยตรงหน้าพร้อมกับพูดอย่างหนักแน่น
“เ้านายคงรู้ประวัติของผมดีอยู่แล้ว ถ้าคิดจะล้มไอ้ปรสิตสวะและราชวงศ์บัดซบของมัน ผมยินดีร่วมด้วยครับ ขอแค่ช่วยปกป้องเฟลิเซียไว้ให้ดีก็พอ” แอนโทนี่พูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด
“ดี ถ้าอย่างนั้นเราก็เห็นตรงกัน แต่อย่ากังวลมากเกินไป เปอร์เซ็นต์ที่พวกมันจะทำอันตรายลุงกับเฟลิเซียได้นั้นน้อยกว่า 1% เสียอีก ผมขอรับรอง" เฟรีสพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง
"อืม…จบเื่แรก ต่อไปเราจะพูดถึงเื่ธุรกิจกัน เกี่ยวกับเื่นี้ผมตัดสินใจแล้วว่า แนวทางธุรกิจในอนาคตของเราจะเน้นหนักไปที่การซื้อใจชาวไซแอน
"ซื้อใจ?" แอนโทนี่ถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ถ้าจะสู้กับพวกตระกูลเธเร่ เราต้องเข้าไปมีอิทธิพลในใจของชาวไซแอนให้ได้ก่อน จากนั้นพวกเขาถึงจะรับฟัง ตอนนี้เห็นว่าค่าไฟแพงมากใช่ไหม? ดังนั้น ธุรกิจใหม่ของเราจะเกี่ยวกับพลังงาน”
จากนั้นเฟรีสก็อธิบายถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชนิดใหม่ให้แอนโทนี่ฟัง มันประกอบไปด้วยอุปกรณ์สามอย่าง ได้แก่ เครื่องปั่นไฟแบบลูกรอก แบตเตอรี่อัจฉริยะและสายไฟชนิดพิเศษ ทั้งหมดต้องใช้ร่วมกันขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้
ในส่วนของเครื่องปั่นไฟลูกรอกนั้นเป็อะไรที่ดูเบสิคมากๆ แต่ก็น่าทึ่งด้วยเช่นกัน หลักการของมันก็คือใช้แรงจากมนุษย์มาสร้างพลังงาน พูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือใช้แรงคนปั่นนั่นเอง
ทว่า สิ่งที่ทำให้มันพิเศษก็คือ แค่ปั่นไม่ถึงยี่สิบรอบก็จะได้พลังงานเพียงพอสำหรับใช้งาน 1 วัน แล้วสำหรับบ้านขนาดกลางที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเต็มสูบ
ถ้าเป็ครัวเรือนขนาดใหญ่อย่างตึกสูงๆ ก็อาจต้องใช้หลายเครื่องหน่อย นอกจากนั้นถ้าี้เีปั่นเองก็ใช้พลังงานทางเลือกมาช่วยได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือไฟบ้าน เป็ต้น
“สุดยอดมาก! เตรียมตัวนั่งนับตังค์ได้เลย เดี๋ยวผมจะรีบไปหาซื้อที่ดินว่างๆ ตั้งโรงงานกับร้านให้เอง” แอนโทนี่อุทานออกมาหลังจากฟังรายละเอียดจนจบ ตอนนี้เขารู้สึกกระปี้กระเปร่ามาก
“ไม่ต้อง โรงงานเราจะสร้างไว้ที่นี่ ก็แค่ขุดลงไปอีกชั้น อืม...แต่เื่ร้านค้ายังเป็ปัญหาอยู่บ้าง…." เฟรีสหยุดคิดเล็กน้อย
ตอนนี้เขาต้องประหยัดเงินให้มากที่สุด แพลทินัมพวกนั้นแพงไม่ใช่เล่นเลย
"เอาเป็ว่าหามุมเล็กๆ ในร้านอาหารวางขายไปก่อนแล้วกัน ไว้อนาคตค่อยสร้างห้างสรรพสินค้าของตัวเองทีหลัง”
หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยหารือรายละเอียดกันอีกพักใหญ่ จนเสร็จธุระแล้วแอนโทนี่ก็พูดขึ้นด้วยแววตาอ้อนวอน
"เ้านาย ช่วยลดความเร็วไอ้ลิฟต์นั่นหน่อยได้ไหมครับ"
"ขึ้นๆ ลงๆ บ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง ในอนาคตยังต้องลงมาอีกหลายรอบน่า" เฟรีสพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง การแกล้งชายหัวโล้นตรงหน้าเป็อะไรที่ทำให้รู้สึกบันเทิงนิดๆ
ถ้ากับอีแค่นี้ยังกลัว แล้วต่อไปจะท่องอวกาศได้ยังไงกัน ไม่ได้! เขาต้องฝึกให้ชายตรงหน้าชินไว้เสียแต่เนิ่นๆ
จากนั้นเฟรีสก็วางแผนเพิ่มความเร็วลิฟท์ขึ้นอีกขีดนึง
5 นาทีต่อมา แอนโทนี่ก็ขึ้นมา้าพร้อมกับเป้ากางเกงที่เปียกพอชุ่มๆ แต่ดูเหมือนเคราะห์กรรมจะยังไม่หมด เขาเพิ่งนึกได้ว่าลืมไอ้ผึ้งบัดซบไว้ข้างล่าง (บี 99)
"...."
------------------
15 วัน ให้หลัง
บริเวณมุมหนึ่งของภัตราคารนิวอีร่าก็มีแท่นวางสินค้าใหม่โผล่ขึ้นมา
[สวัสดีค่ะ ดิฉันหนูบีคนเดิม วันนี้เรามีสินค้าชนิดใหม่มาอวดคุณลูกค้าด้วยค่าาา]
หนูบีที่กลายเป็มาสคอตประจำเมืองไปแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหวานฉ่ำ
[สำหรับสินค้าตัวใหม่ของเรา ได้แก่ แท่นแท๊น!! เครื่องกำเนิดไฟอัจฉริยะ ค่าาาา]
พอยัยผึ้งน้อยพูดจบหุ่นเอช (ย่อมาจาก humanoid) รูปร่างมนุษย์ก็ดึงผ้าคลุมขึ้น ใต้ผ้าคลุมเป็เครื่องสีเหลี่ยมสีน้ำเงินขนาดประมาณตู้ซักผ้า การออกแบบของมันดูเรียบง่าย
นอกจากโลโก้ผึ้งสีทองแล้วด้านหน้าก็มีจอมอนิเตอร์แสดงสถานะของระบบ ด้านข้างติดตั้งลอกไว้สำหรับหมุนปั่นไฟ ส่วนด้านหลังมีช่องให้เชื่อมต่อปลั้กและอุปกรณ์ต่างๆ
[ด้วยความสามารถของเครื่องนี้ คุณลูกค้าก็ไม่จำเป็ต้องเสียค่าไฟให้รัฐบาลอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นทางเรามีบริการติดตั้งฟรีด้วยนะคะ สำหรับวิธีใช้ก็....]
ยัยผึ้งสีชมพูเริ่มสู่โหมดประจบประแจง ทุกคำที่มันเอ่ยล้วนอ่อนหวานน่ารักน่าชังมีทั้งลูกล่อลูกชน ทำให้ผู้ที่เพิ่งเข้าร้านมาต่างก็เข้ามามุงดูด้วยความสนใจ
เฟรีสคิดไม่ผิดจริงๆ ที่มาเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ร้านอาหารแห่งนี้ เพราะมันแน่นขนัดจนล้นออกมานอกร้านแทบทุกวัน
[ทางเราอนุญาตให้นำไปทดลองใช้ที่บ้านได้ 7 วันนะคะ ถ้าท่านชอบก็ค่อยซื้อทีหลังได้ค่ะ หนูบีเชื่อใจลูกค้าที่น่ารักทุกคนอยู่แล้ว]
หนูบีรีบพูดขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงซุบซิบจากพวกวัยรุ่นหัวเกรียนว่าเธอขี้โม้
[แต่ถ้านำไปลองใช้ที่บ้านก็ระวังพลาดส่วนลดนะคะ เพราะในสองวันนี้เราจะขายเพียง 34,990 จากราคาเต็ม 44,990 ไซนี่ ช้าหมดก็อดไปนะคะ]
แน่นอนว่านี่ก็เป็จิตวิทยาอย่างหนึ่ง ถ้าเอาไปลองใช้แล้วเกิดหมดโปรโมชั่นขึ้นมาก็ต้องจ่ายเต็มน่ะสิ
[เื่การติดตั้งก็ไม่ต้องเป็ห่วง พี่เอชหัวหน้าทีมพร้อมให้บริการค่า สวัสดีค่าพี่เอช]
ยัยหนูบีพูดพร้อมกับชี้เหล็กในทู่ๆ ไปที่หุ่นรูปร่างมนุษย์ข้างๆ
[สวัสดีครับท่านบี 5 และคุณลูกค้า ผมเอช 112 ยินดีรับใช้ ขอรับรองว่าบริการติดตั้งของพวกกระผมเป็มืออาชีพแน่นอน]
เ้าเอช 112 พูดจบก็โค้งคำนับชาวไซแอนมุงทั้งหลาย เล่นเอาพวกเขาตะลึงไม่น้อย เพราะปกติเ้าหุ่นรุ่นนี้มักทำหน้าที่เก็บจานและรักษาความปลอดภัย พวกมันจึงไม่ค่อยได้แสดงความฉลาดเท่าหุ่นผึ้ง
หลังจากได้ยินว่าบริการติดตั้งฟรี แถมช่างยังเป็หุ่นยนต์อีกต่างหาก สัญชาติญาณของกระจอกข่าวทั้งหลายก็ถูกปลุกขึ้นโดยพลัน พวกเขาต่างกรูกันเข้าไปรุมสัมภาษณ์แอนโทนี่ที่แวะเข้ามาพอดี
"ไม่ไหวแล้ว ไม่น่าติดบัตรพนักงานบัดซบนั่นไว้เลย"
หลังจากนักข่าวคนที่ 99 จากไป แอนโทนี่ก็พึมพำด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เขาก็แค่แวะมากินข้าวฟรีเอง(พนักงานได้กินฟรีแต่ต้องติดบัตรไว้)
เมื่อพูดไม่ออกแล้ว ชายหัวล้านจึงบอกให้พวกนั้นไปสัมภาษณ์เ้าเอช 112 โดยตรงเองไปเลย ซึ่งนั่นก็ทำให้เรตติ้งช่องข่าวของสำนักต่างๆ พุ่งกระฉูดจนทะลุปรอท
พวกเขาพบว่าเ้าเอชมันตอบคำถามฉลาดกว่าชายหัวล้านเสียอีก และก็เป็อีกครั้งที่สินค้าของเฟรีสกลายเป็ไวรัลดังไปทั่วเอิร์ทเทร่า
"โรงงานผลิตไม่ทันอีกแล้ว" เด็กน้อยที่ขอบตาดำคล้ำพึมพำกับตัวเองเบาๆ เขาดันลืมสร้างผู้ช่วยเพิ่มอีกแล้ว