รถม้าของเถ้าแก่หวังวิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้านสกุลจางในเวลาเช้าตรู่ไม่ขาดไม่เกินจากเวลาที่นัดหมายวันนี้สามคนพ่อแม่ลูกสกุลจางจะเข้าเมืองไห่ถังไปด้วยกันจางอี้หมิงเล่าเหตุการณ์เมื่อวานตอนบ่ายให้บิดาฟังเรียบร้อยแล้วซึ่งจางอี้เทาก็เข้าใจดี
อี้หมิงยังได้เตรียมทั้งน้ำตาลผัก เกลือผักและน้ำมันให้ท่านพ่อใส่ในตะกร้าไม้ไผ่แบกขึ้นหลังมาด้วยเด็กชายให้พี่อาคุนแวะที่เหลาซิ่งฝูเพื่อไปขอยืมตัวท่านลุงอู๋เจ๋อไปช่วยทำอาหารให้หนิงอ๋องโดยเด็กน้อยให้เหตุผลกับท่านปู่ว่าการที่ท่านลุงอู๋ได้ทำอาหารถวายให้กับหนิงอ๋องจะทำให้ชื่อเสียงของเหลาซิ่งฝูโด่งดังยิ่งขึ้นหากว่าเป็นที่พอพระทัยของหนิงอ๋องแล้วนั้น โอกาสที่หนิงอ๋องจะสนับสนุนเหลาซิ่งฝูจึงมีมากตามไปด้วยอีกอย่าง ให้หัวหน้าพ่อครัวได้เรียนรู้ไว้ จะได้นำมาทำเป็นรายการอาหารชนิดใหม่ในเดือนถัดไป
ส่วนเหตุผลสำคัญที่จางอี้หมิงไม่ได้บอกออกไปคือเขารู้สึกคุ้นเคยกับท่านลุงอู๋มากกว่าคนครัวของหนิงอ๋อง ถ้าเกิดว่าเขาพูดไม่เข้าหูหัวของเขาอาจจะไม่ได้ตั้งอยู่บนบ่าอีกต่อไปก็เป็นได้พ่อครัวที่ไหนก็หยิ่งยโสทั้งนั้น โดยเฉพาะเหล่าพ่อครัวหลวงที่ทำงานใกล้ชิดราชวงศ์ ดังนั้นการทำงานร่วมกับท่านลุงอู๋เจ๋อจึงเป็นทางออกและคำตอบที่ดีที่สุด
“ท่านลุงตื่นเต้นหรือไม่ขอรับวันนี้ท่านลุงจะได้ทำอาหารชนิดใหม่อีกแล้วนะขอรับ”จางอี้หมิงเอ่ยเย้าหัวหน้าพ่อครัวอย่างอารมณ์ดีเขารู้ว่าท่านลุงอู๋หลงใหลการทำอาหารเป็นที่สุด
“ลุงตื่นเต้นนิดหน่อย เกรงว่าจะทำอันใดให้เป็นที่ระคายพระทัยหนิงอ๋องน่ะสิ” อู๋เจ๋อกล่าวด้วยความวิตกกังวลแม้ปากจะบอกว่าเล็กน้อยแต่ก็มีเหงื่อผุดพรายบนใบหน้า
“ท่านลุงอู๋อย่าได้เป็นกังวลเลยขอรับท่านลุงเพียงแต่ทำอาหารในห้องครัว คงมิได้ออกมาพบกับหนิงอ๋องแต่ข้านี่สิคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นนั้นท่านลุงอู๋ต้องทำอาหารให้สุดฝีมือนะขอรับบางทีท่านลุงอาจจะได้รางวัลหากเป็นที่ถูกพระทัยท่านอ๋องก็เป็นได้”เด็กน้อยเอ่ยปลอบใจและให้กำลังใจไปในคราวเดียวกัน
“ท่านลุงให้คนเตรียมวัตถุดิบตามรายการนี้ด้วยนะขอรับได้แก่...”จางอี้หมิงบอกให้หัวหน้าพ่อครัวจัดเตรียมวัตถุดิบจากเหลาซิ่งฝูไปตามที่เขาจะต้องใช้ที่สำคัญคือไม่ลืมให้ท่านลุงเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำอาหารในครั้งนี้ด้วย
“หมิงหมิงน้อย เหตุใดต้องเอามีด หม้อ กระทะขนาดต่าง ๆเหล่านี้ไปด้วย ที่จวนท่านอ๋องไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้เช่นนั้นหรือ”อู๋เจ๋อเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ท่านลุง รู้จักการป้องกันไว้ดีกว่าแก้หรือไม่ขอรับข้าไม่รู้ว่าที่จวนหนิงอ๋องจะมีสิ่งเหล่านี้หรือไม่พวกเราไม่ได้แบกหามไปเสียหน่อย หากไม่ได้ใช้ก็เพียงนำกลับมาเท่านั้นแต่หากว่าพวกเราไม่เตรียมไป แต่จำเป็นต้องใช้ ต้องเสียเวลากลับมาเอาที่เหลาอีกเวลาก็เหลือไม่มากในการทำอาหาร หากทำให้ท่านอ๋องเสวยพระกระยาหารช้าแล้วพระองค์ไม่พอพระทัย เหลาซิ่งฝูคงรับไม่ไหวเช่นนั้นสู้เตรียมไว้ตั้งแต่แรกดีที่สุดขอรับ”
จางอี้หมิงต้องป้องกันไว้ก่อนเพราะเขาไม่รู้จักนิสัยใจคอของท่านอ๋องผู้นี้อะไรก็ตามให้ผิดพลาดน้อยที่สุดจะดีกว่า
“ท่านลุงให้พี่ชายหมินไปเป็นผู้ช่วยท่านลุงด้วยนะขอรับ”จางอี้หมิงเอ่ยสำทับอีกครั้ง
เมื่อทุกอย่างลงตัว จางอี้หมิงจึงนั่งรถม้าต่อไปที่ร้านเถ้าแก่หวังเพื่อไปหาวัตถุดิบในการจัดทำหัวเชื้อน้ำตาลและจะกลับมารับอู๋เจ๋อและอู๋หมินในยามซื่อ (09.00 – 10.59) เพื่อเดินทางต่อไปยังจวนที่พักของหนิงอ๋อง
“หมิงเอ๋อร์พ่อจะพาท่านแม่ของเจ้าไปพบเถ้าแก่เนี้ยร้านขายผ้าเจ้าอยู่พูดคุยกับเถ้าแก่หวังที่นี่เถิด พ่อกับแม่จะกลับมาให้ทันเวลาที่เจ้าจะไปรับท่านอู๋ที่เหลาซิ่งฝูเจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” จางอี้เทาแจ้งกำหนดการของตนเองและหลี่อ้ายพลางเอ่ยถามบุตรชายไปด้วย
เขาคิดดูแล้วว่าหากไปด้วยกันคงไม่ทันการณ์หลี่อ้ายเองก็เพิ่งเข้ามาในเมืองครั้งแรก จะปล่อยให้ไปคนเดียวคงหลงทางเป็นแน่จางอี้ หมิงเองก็พอจะเอาตัวรอดได้ด้วยความเฉลียวฉลาดอีกทั้งเถ้าแก่หวังก็เอ็นดูบุตรชายไม่น้อย เขาจึงตัดสินใจเช่นนี้
“ท่านพ่อ ข้าอยู่ได้ เชิญท่านพ่อกับท่านแม่ตามสบายขอรับ”จางอี้หมิงเอ่ยตอบบิดาแล้วจึงแยกตัวเดินเข้าไปที่ร้านเถ้าแก่หวัง ส่วนสองสามีภรรยาก็แยกไปร้านผ้าตามที่ได้บอกบุตรชายไว้เช่นกัน
“คารวะเถ้าแก่หวังขอรับ”จางอี้หมิงยกมือคารวะชายชราที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะคิดเงินใกล้กับประตูทางเข้าร้านขายของ
“ไม่ต้องมากพิธีหมิงหมิงน้อยเห็นอาคุนบอกว่าเจ้าต้องการหาวัตถุดิบในการทำหัวเชื้อน้ำตาลผักเช่นนั้นหรือ มีอันใดที่ข้าพอช่วยเจ้าได้หรือไม่”เถ้าแก่เจ้าของร้านเอ่ยทักทายเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและเสนอตัวช่วยเหลือด้วยความยินดี
“ขอบคุณเถ้าแก่ แต่ว่าข้าขอเดินดูก่อนนะขอรับ”
จางอี้หมิงยิ้มรับและเริ่มเดินสำรวจรายการสินค้าที่ขายภายในร้านของเถ้าแก่หวังไปทุกส่วนเมื่อสำรวจจนทั่วแล้วก็ต้องทึ่งกับรายการของในร้านมันมีทั้งแบบที่เขารู้จักและไม่รู้จัก ด้วยความเป็นคนที่ทำอาหารมาก่อนและในภพนี้ศาสตร์การทำอาหารยังไม่แพร่หลายมากนัก เมื่อเห็นวัตถุดิบอันใดน่าสนใจรายการอาหารก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที
จางอี้หมิงตื่นตาตื่นใจกับสมุนไพรและเครื่องเทศต่าง ๆ ที่วางเรียงกันพวกมันมีชื่อติดไว้ด้วย บางอย่างก็อ่านเข้าใจ บางอย่างก็ไม่เข้าใจโชคดีที่ร่างนี้มีบิดาเป็นบัณฑิต เขาจึงได้ร่ำเรียนเขียนอ่านมาตั้งแต่เด็ก
“โอ้ เจอแล้ว เจ้าดอกเก็กฮวยสีเหลืองอยู่นี่เอง”สิ่งที่จางอี้หมิงกำลังมองหาอยู่คือดอกเก็กฮวยแห้งเพื่อนำมาใช้ทำหัวเชื้อน้ำตาลผัก
ดอกเก็กฮวยมีกลิ่นหอมและสีสันสวยงามในเมื่อหันมาใช้หญ้าหวานใบสดในการทำหัวเชื้อจางอี้หมิงจึงคิดเอาสีเหลืองของดอกเก็กฮวยไปทำให้สีเขียวและกลิ่นของหญ้าหวานลดลง
“เถ้าแก่ ข้าต้องการดอกเก็กฮวยแห้งเป็นจำนวนมากในการทำน้ำตาลผักขอเถ้าแก่เตรียมไว้ให้พร้อมด้วยในวันที่ไปรับน้ำตาลผักทุก ๆ เจ็ดวัน ท่านต้องเอาดอกเก็กฮวยไปส่งให้ข้าที่เรือนสำหรับค่าใช้จ่ายท่านสามารถหักเอาไว้ได้เลยขอรับ”
“แล้วเจ้าต้องใช้ดอกเก็กฮวยแห้งมากเพียงไหนเล่าหมิงหมิงน้อย”
“หนึ่งพันจินขอรับ สำหรับน้ำตาลผักหนึ่งแสนไห”
“โอ้ มากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ได้ ๆ ข้าจะได้จัดเตรียมไว้ให้”เถ้าแก่หวังอุทานออกมาแต่ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“นายช่างเหอจะเริ่มสร้างบ้านในอีกสี่วันข้างหน้าระหว่างนี้เถ้าแก่สามารถนำไหไปส่งไว้ที่หัวหน้าหมู่บ้านได้เลยขอรับ อีกสิบวันนับจากวันนี้ เถ้าแก่สามารถไปรับน้ำตาลผักรอบแรกได้เลยและหลังจากนั้นสามารถไปรับได้ทุกสามวันเช่นที่ผ่านมาขอรับ”
“ได้ ตกลงตามนี้”
“เถ้าแก่ ท่านสามารถจัดหาเมล็ดข้าวสาลีจำนวนมากได้หรือไม่ขอรับ”จางอี้หมิงเอ่ยถามต่อ
เมื่อครู่นี้เขาเดินผ่านมาเห็นว่ามีข้าวสาลีอยู่แต่นั่นไม่เพียงพอกับความต้องการของเด็กน้อย
“เจ้าต้องการเมล็ดข้าวสาลีจำนวนมากไปทำไมหรือหมิงหมิงน้อย”
“ข้าอยากทำสินค้าตัวใหม่ออกมาขายน่ะขอรับ แต่มันต้องใช้เมล็ดข้าวสาลีจำนวนมาก”
“โอ้ สินค้าตัวใหม่เช่นนั้นหรือ น่าสนใจยิ่งนักต่อให้หายากแค่ไหนข้าก็จะหามาให้เจ้าให้จงได้ แต่ว่าเจ้าต้องการเร่งด่วนหรือไม่”
“ไม่ขอรับข้าจะทำหลังจากส่งน้ำตาลผักให้ท่านอ๋องเสร็จสิ้นแล้วขอรับ”
จางอี้หมิงได้คำตอบที่ต้องการแล้วจึงเดินสำรวจไปทั่วร้านขายของและจดจำไว้ว่ามีวัตถุดิบหรือสินค้าตัวไหนบ้างเมื่อถึงเวลากำหนดที่จางอี้เทาและหลี่อ้ายกลับมาที่ร้านเถ้าแก่หวังเด็กน้อยจึงค่อยเลิกการมองหาวัตถุดิบเพิ่ม
เมื่อสองสามีภรรยามาถึงทุกคนจึงเดินทางไปที่เหลาอาหารซิ่งฝูเพื่อรับอู๋เจ๋อกับอู๋หมินต่อเหลาอาหารซิ่งฝูมีรถม้าไปส่งสองพ่อครัวถึงที่หมายเพราะมีวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำอาหารไปด้วยมากมายและจะได้ไม่นั่งเบียดกันในรถม้าของเถ้าแก่หวัง
.
จวนที่พำนักของหนิงอ๋องอยู่ตรงบริเวณชานเมืองติดกับกำแพงเมืองและห่างจากตัวเมืองไปอีกเล็กน้อยเนื่องจากมีกองกำลังทหารจำนวนถึงห้าร้อยนายคุ้มครองเงินทองและอาหาร จึงทำให้ไม่สามารถซื้อจวนในตัวเมืองได้ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่
รถม้าสองคันแล่นจากตัวเมืองมุ่งสู่จวนอ๋องจางอี้หมิงดูตื่นเต้นกว่าใคร เด็กน้อยนั่งไม่เป็นสุข เขาขยับตัวขยุกขยิกตลอดเวลาจนจางอี้เทาทนไม่ไหวต้องอุ้มบุตรชายขึ้นมานั่งบนตักแล้วกอดเอาไว้
“หมิงเอ๋อร์ อย่าได้เป็นกังวลเจ้ามิได้ไปพบท่านอ๋องคนเดียว อย่าลืมว่าเจ้ายังมีบิดาและมารดามาด้วยไม่ว่าจะเป็นใคร พ่อจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันใดเจ้าได้ หายใจเข้าลึก ๆ ไม่ต้องประหม่าคิดเสียว่าท่านอ๋องคือท่านอา ท่านลุง ท่านปู่คนหนึ่งดีหรือไม่”
จางอี้เทาลูบแขนให้กำลังใจและเอ่ยปลอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านพ่อ ข้ากลัวขอรับ” จางอี้หมิงซุกใบหน้าเข้าหาอกอุ่นของบิดาเขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาไม่น้อยเลยในอ้อมแขน
นี่สินะคือความรักของบิดามารดาอ้อมกอดที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตของอานนท์มันอบอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยเช่นนี้นี่เอง
“หมิงหมิงน้อย ข้าก็จะอยู่เคียงข้างเจ้าด้วยอีกคนไม่ต้องกลัวหรอก ท่านอ๋องใจดีมาก ท่านไม่ได้ดุร้ายอันใด”เถ้าแก่หวังเอ่ยปลอบใจเด็กน้อยอีกคน เขาไม่แปลกใจเลยเด็กชายตรงหน้าต่อให้เฉลียวฉลาดแค่ไหนก็เป็นเด็กอายุเพียงห้าขวบปีเท่านั้น
เมื่อรถม้าสองคันมาถึงหน้าประตูจวนอ๋องอาคุนจึงลงไปบอกกล่าวทหารที่ยืนรักษาการณ์อยู่ ไม่นานก็มีชายชราซึ่งคาดว่าจะเป็นพ่อบ้านของจวนอ๋องออกมาต้อนรับและให้ทุกคนเดินตามไปที่ห้องครัว
เนื่องจากตอนนี้ท่านอ๋องยังติดธุระจึงมีคำสั่งให้บ้านสกุลจางทำอาหารให้พร้อมนำขึ้นโต๊ะเสวยในยามอู่ (11.00– 12.59) หลังจากที่เสวยเสร็จแล้วจึงจะให้คณะของเถ้าแก่หวังเข้าพบต่อไป
ด้วยข้อจำกัดมากมายทำให้เถ้าแก่หวังจางอี้เทาและหลี่อ้ายนั่งรออยู่ที่ห้องรับรอง ไม่ได้เข้าไปที่ห้องครัวเช่นเดียวกับอู๋เจ๋ออู่หมินและจางอี้
หมิงหลี่อ้ายจึงให้กำลังใจบุตรชายแล้วมองเด็กน้อยเดินเข้าไปในครัวโดยมีจางอี้เทากุมมืออยู่ข้างๆ
“ตี้ปิน นี่คืออู๋เจ๋อ อู๋หมินและจางอี้หมิงผู้ที่จะมาทำอาหารให้ท่านอ๋องได้เสวยในกลางวันนี้ขอให้เจ้าอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขาด้วย พวกท่านทั้งหลายนี่คือตี้ปิน หัวหน้าพ่อครัวประจำจวนอ๋อง หากพวกท่านต้องการสิ่งใดตี้ปินพร้อมช่วยเหลือ อย่าลืมเวลาที่ต้องนำอาหารขึ้นโต๊ะเสวยเล่า”
พ่อบ้านจวนเอ่ยแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายได้รู้จักกันก่อนที่จะเอ่ยกำชับถึงเวลาตั้งโต๊ะเสวยอีกครั้งแล้วเดินจากไป
“คารวะท่านตี้ปิน พวกข้าขอรบกวนด้วยนะขอรับ”อู๋เจ๋อเป็นตัวแทนเหลาซิ่งฝูเอ่ยทักทายหัวหน้าพ่อครัวตี้ปินผู้ซึ่งมีร่างกายสูงแต่ไม่หนาดังเช่นพ่อครัวทั่วไป
ถึงแม้จะเป็นพ่อครัวแต่ก็หาได้มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ไม่ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ตี้ปินผู้นี้มีรูปร่างบอบบางคล้ายอิสตรีสีผิวขาวกว่าชาวแคว้นฉินอย่างเห็นได้ชัด อาจจะเพราะเป็นคนเมืองหนาว
“ไม่ต้องมากพิธี”
หืม หน้าตาและเสียงพูดดัดให้แหลมคล้ายอิสตรีเช่นนี้ชัดเลย สงสัยร่างกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงแน่นอน
จางอี้หมิงคิดในใจเมื่อเห็นท่าทางของพ่อครัวจวนอ๋องเด็กน้อยไม่ได้กล่าวอันใด เขายิ้มให้บาง ๆ และหันไปสนใจเรื่องการทำอาหารต่อ
“พวกเจ้ามีรายการอาหารที่จะนำขึ้นตั้งโต๊ะเสวยแล้วหรือไม่”ตี้ปินเอ่ยถามขึ้น
“เรียนท่านตี้ข้าได้รับคำสั่งให้ทำเพียงหนึ่งรายการเท่านั้น ขอท่านตี้ปรุงอาหารดังเช่นปกติแต่ให้ตัดออกหนึ่งรายการสำหรับอาหารของเหลาซิ่งฝูขอรับ”
จางอี้หมิงเอ่ยตอบ ส่งผลให้ตี้ปินเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจว่าเหตุใดเด็กน้อยเช่นนี้จึงสามารถเข้ามาที่ห้องครัวซึ่งเป็นสถานที่หรืออาณาจักรการทำงานของเขาได้
“เด็กน้อย เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาป้วนเปี้ยนในห้องครัวเช่นนี้อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นพ่อครัวอีกคนของเหลาซิ่งฝู”
“เรียนท่านตี้ ข้าอู๋เจ๋อ เป็นพ่อครัวในการทำอาหารในวันนี้ขอรับส่วนนี่อู๋หมิน เป็นผู้ช่วย และเด็กน้อยที่ท่านตี้เอ่ยถาม ชื่อว่าจางอี้หมิงข้าน้อยเรียกว่าหมิงหมิงน้อยเป็นคนคอยกำกับการทำอาหารสำหรับตั้งโต๊ะเสวยในวันนี้ขอรับ”อู๋เจ๋อเอ่ยตอบคำถามหัวหน้าพ่อครัวจวนอ๋องด้วยความฉะฉาน
“เจ้าว่าอันใดนะ เด็กน้อยเพียงเท่านี้แต่ถึงกับรู้วิธีการทำอาหารเช่นนั้นหรือบังอาจเกินไปแล้ว เจ้ามิรู้หรือว่าอาหารที่ทำขึ้นตั้งโต๊ะเสวยของท่านอ๋องต้องได้รับการปรุงจากพ่อครัวอันดับหนึ่งที่มีฝีมือและมากประสบการณ์เท่านั้นแต่นี่เหลาซิ่งฝูถึงกับให้เด็กน้อยปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกล้านำอาหารขึ้นโต๊ะ”ตี้ปินตวาดออกมาเสียงดังเขารู้สึกเหมือนกับถูกหลู่เกียรติของการเป็นพ่อครัวตำหนักอ๋องยิ่งนัก
ทำงานมาหลายปี กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายพ่อครัวมากมายต่างก็ฝึกฝนฝีมือมาอย่างยาวนานแต่นี่เหลาอาหารซิ่งฝูกลับให้เด็กตัวเล็ก ๆ มากำกับเช่นนั้นหรือ
“ขอท่านตี้อย่าเพิ่งโมโหนี่เป็นรับสั่งของท่านอ๋องขอรับและท่านหัวหน้าพ่อบ้านก็แจ้งให้ท่านตี้ทราบตั้งแต่แรกแล้วขอท่านตี้ให้ความร่วมมือด้วยขอรับ”อู๋เจ๋อยังสนทนาด้วยความอดทนและใจเย็นที่เหลาอาหารซิ่งฝูโดนดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้
“ได้ ข้าจะคอยดูว่าเด็กน้อยเช่นเจ้าจะทำรายการอาหารอันใดออกมา”ตี้ปินกล่าวเสียงแข็งแล้วจึงหันไปทำอาหารในส่วนที่เหลือของตนแต่ก็ไม่ลืมเรียกคนครัวซึ่งเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งให้มาคอยช่วยคนของเหลาซิ่งฝูในการทำอาหารในครั้งนี้
“ขอบคุณท่านตี้ ขอบใจน้องชาย” อู๋เจ๋อกลาวขอบคุณตี้ปินอีกครั้งที่ไม่สร้างปัญหาให้กับพวกเขาและเอ่ยขอบใจคนงานในครัวของจวนอ๋อง ที่มารู้ทีหลังว่าชื่อหยู๋หยางซึ่งคนจากเหลาซิ่งฝูพร้อมใจกันเรียกชายหนุ่มว่า อาหยาง
“หมิงหมิงน้อย พวกเราจะทำรายการอาหารอันใดเล่า”อู๋เจ๋อเอ่ยถามขึ้น
“ข้าจะทำเนื้อย่างสมุนไพรขอรับ กินกับข้าว ผักและมันบด”
“เจ้าว่าอันใดนะ อาหารมื้อพิเศษเจ้าทำเพียงแค่เนื้อย่างมันไม่ธรรมดาเกินไปเช่นนั้นหรือ” อู๋เจ๋ออุทานออกมาอย่างตกใจเขาก็นึกว่าเด็กน้อยจะมีรายการอาหารที่เขาไม่เคยได้ทำมาก่อนเสียอีกคำตอบของเด็กชายถึงกับทำให้เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“ท่านลุงอู๋ท่านคิดว่าเนื้อย่างของข้าจะธรรมดาเช่นนั้นหรือขอรับ”จางอี้หมิงถึงกับยิ้มและยกคิ้วให้กับหัวหน้าพ่อครัวซิ่งฝูไปหนึ่งที
อู๋เจ๋อหัวเราะเบาๆกับท่าทางเช่นนั้นเขาลืมคิดไปได้อย่างไรว่าขนาดพะโล้ธรรมดา เด็กคนนี้ยังรังสรรค์ออกมาเป็นอาหารเลิศรสอย่างนิลเง็กเซียนได้
“เช่นนั้นก็มาเริ่มทำกันเถอะข้าต้องทำอันใดบ้างหมิงหมิงน้อย” อู๋เจ๋อเอ่ยถามออกมาด้วยความตื่นเต้น
“พี่อาหยางขอรับ ข้าอยากได้เนื้อสองส่วนชิ้นแรกขอเป็นเนื้อสันในที่ไม่มีมันติด และเนื้อสันติดมันขอรับและเครื่องเทศได้แก่...” จางอี้ หมิงหันไปบอกสิ่งที่ต้องการให้คนครัวของจวนอ๋องได้ฟังจนครบรอไม่นานวัตถุดิบที่ต้องการจึงวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ผักหรือเครื่องเทศ
สมกับเป็นจวนอ๋อง วัตถุดิบช่างอุดมสมบูรณ์ยิ่ง
วันนี้จางอี้หมิงจะทำเนื้อสเต็กกินกับผักต้ม มันบดและมีข้าวสวยด้วยด้วยไม่มีเนยและนมแพะ ก็อาจจะทำให้คาวและมีกลิ่นแรงเกินกว่าจะเอามาใส่ลงไปในอาหารได้เขาจึงต้องประยุกต์มันบดตามสิ่งที่มีแทน
“พี่อาหยาง รบกวนท่านตั้งหม้อน้ำให้เดือดด้วยขอรับพี่ชาย หมิน ท่านนำมันฝรั่งไปปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เอาไปต้มให้เนื้อเละเลยนะขอรับเสร็จแล้วทำดอกไม้สำหรับจัดจานไว้ด้วย พี่ชายหมิน คนที่นี่เรียกแครอทว่าอันใดนะขอรับ”จางอี้หมิงเริ่มแจกแจกงานให้ผู้ช่วยทั้งสองทำ แต่เพราะลืมคำเรียกของแครอท จึงสะกิดถามอู๋หมินด้วย
“หูหลัวโป” อู๋หมินก้มหน้ามากระซิบบอก
“ใช่แล้วพี่อาหยางต้มน้ำเสร็จแล้วรบกวนเอาหูหลัวโปปอกเปลือกหั่นเป็นแท่งตามยาวนำไปลวกน้ำร้อนด้วยนะขอรับ ไม่ต้องลวกนานเพราะข้าต้องการความกรอบลวกน้ำร้อนเสร็จแล้วเอาไปแช่ในน้ำเย็นนะขอรับ ส่วนท่านลุงอู๋ มาหมักเนื้อกับข้าขอรับ”จางอี้หมิงแจกแจงงานทั้งหมดต่อให้กับทุกคน
“หมิงหมิงน้อยเหตุใดต้องใช้เนื้อส่วนที่แตกต่างกันเช่นนี้เล่าหรือจะเหมือนนิลเง็กเซียนเช่นนั้นหรือ” อู๋เจ๋อเอ่ยถามในฐานะที่เป็นพ่อครัวการทำอาหารด้วยเนื้อสองส่วนที่แตกต่างกันทำให้เขาสงสัยและนึกขึ้นได้ว่าอาจจะมีข้อสันนิษฐานเช่นเดียวกับพะโล้ก็เป็นได้
“ท่านลุงอู๋เข้าใจถูกต้องแล้วขอรับนำเนื้อวางลงไปบนชามไม้ ใส่เกลือ น้ำมัน พริกไทยนิดหน่อยอย่าลืมทุบเนื้อและนวดเล็กน้อยให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันแล้วพักไว้ก่อนจะทำให้เนื้อนุ่มขอรับ”
ในระหว่างที่รอหมักเนื้อ อู๋หมินก็ทำดอกไม้ตกแต่งจานผักรอไปด้วยเมื่อมันฝรั่งสุกแล้ว จางอี้หมิงจึงให้อู๋หมินทำมันบดต่อทันทีซึ่งนั่นก็คือเพียงบดมันให้ละเอียดเท่านั้น อู๋หมินจึงบดมันฝรั่งด้วยสาก
“ท่านลุงอู๋ เราต้องทำน้ำสำหรับราดเนื้อย่างด้วยขอรับ”
“โอ้ ข้าเชื่อแล้วว่าเนื้อย่างสูตรบ้านสกุลจางไม่ธรรมดาจริง ๆ เพียงวิธีการเตรียมการหมักก็แตกต่างแล้วบอกลุงคนนี้มาได้เลย ข้าพร้อมที่จะทำแล้ว” อู๋เจ๋ออุทานออกมาเบา ๆแต่เต็มไปด้วยความชื่นชม
“ท่านลุงนำหม้อเปล่ามาแล้วใส่หอมหัวใหญ่ กระเทียมโป๊ยก๊ก อบเชย ใบกระวาน พริกไทย น้ำตาลผัก และเกลือ นำไปต้มให้เดือดเสร็จแล้วกรองเอากากออกให้เหลือแต่น้ำราด นำไปตั้งไฟอีกครั้ง พอน้ำราดเดือดเติมแป้งมันลงไปพอให้น้ำราดข้นเล็กน้อยขอรับ” จางอี้หมิง อธิบายขั้นตอนการทำน้ำราดเนื้อย่างโดยละเอียดเขาเล่าสองรอบเพื่อความมั่นใจว่าอู๋เจ๋อจะได้ยินไม่ผิด
ในส่วนของตี้ปิ้น เขาก็ทำอาหารใกล้จะเสร็จแล้วเช่นกันจึงได้มายืนดูเหลาซิ่งฝูทำอาหารและเอ่ยเยาะเย้ย
“เหลาซิ่งฝูถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก ทำเนื้อย่างขึ้นโต๊ะเสวยเช่นนั้นหรือเจ้าไม่รู้หรือว่าท่านอ๋องทรงเบื่ออาหารจานเนื้อย่างนี้เป็นอย่างมากเพราะไม่ว่าเหลาไหน ๆ ก็คิดว่าท่านอ๋องต้องชอบทานอาหารจานเนื้อกันทั้งนั้น”ตี้ปินหัวเราะเสียงสูงพลางใช้สายตามองมายังเหลาซิ่งฝูอย่างดูแคลน
“เร่งมือเข้าอีกไม่ถึงสองเค่อต้องนำอาหารขึ้นโต๊ะเสวยแล้ว เหลาซิ่งฝู พวกเจ้าทำอาหารเสร็จแล้วหรือยัง”หัวหน้าพ่อบ้านคนเดิมเดินเข้ามาในห้องครัวพลางเอ่ยเร่งและแจ้งกำหนดการตั้งโต๊ะเสวย
“ข้าใกล้เสร็จแล้วขอรับรับรองว่าทันเวลาตั้งโต๊ะเสวยแน่นอนท่านพ่อบ้าน” ตี้ปินตอบด้วยท่าทีลำพอง
“เหลาซิ่งฝูก็ทันเวลาขอรับ”จางอี้หมิงเป็นคนตอบคำถามเมื่อเห็นว่าท่านลุงยุ่งกับการทำน้ำราดอยู่
“เช่นนั้นก็ดี”หัวหน้าพ่อบ้านจวนอ๋องเอ่ยเสร็จแล้วจึงเดินออกไปจากห้องครัวอีกครั้งปล่อยให้เหล่าพ่อครัวทำอาหารกันต่อไป
“หมิงหมิงน้อยอาหารจะเสร็จทันแน่หรือ”อู๋เจ๋อเอ่ยถามด้วยความกังวล
“ท่านลุงไม่ต้องเป็นห่วงเสร็จทันแน่นอนขอรับ พวกเรามาทำเนื้อย่างกันต่อเถอะ”จางอี้หมิงเอ่ยปลอบใจอู๋เจ๋อด้วยน้ำเสียงมั่นใจเขาเห็นว่าน้ำราดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นมันจึงต้องทันอย่างแน่นอน
“ท่านลุง เอากระทะตั้งไฟให้ร้อนมาก ๆ เลยนะขอรับใส่น้ำมันลงไปนิดหน่อย ถ้าเห็นเริ่มมีควันออกก็ให้วางเนื้อลงไปแต่อย่าเพิ่งพลิกกลับนะขอรับรอให้เนื้อสุกสักครึ่งหนึ่งก่อนแล้วถึงจะพลิกอีกด้าน ส่วนพี่ชายหมิน ท่านตั้งกระทะใส่น้ำมันสับกระเทียมลงไปเจียวให้หอม อย่าให้กระเทียมเจียวไหม้นะขอรับ พอมีสีเหลืองก็ให้นำลงไปคลุกลงในมันฝรั่งต้มที่บดไว้ เติมเกลือพริกไทย น้ำตาลผักนิดเดียวเท่านั้นนะขอรับ ให้มีรสชาติเค็มและหวานขอรับ ท่านลุงพี่ชายหมิน เข้าใจที่ข้าบอกหรือไม่”จางอี้หมิงอธิบายวิธีการทำเนื้อย่างและมันบดให้ทั้งสองคนฟัง
อู๋เจ๋อและอู๋หมินต่างพยักหน้ารับพวกเขารีบไปจัดการตามที่เจ้านายตัวน้อยบอกจางอี้หมิงเดินไปดูพี่อาหยางลวกแครอทเพราะไม่มั่นใจว่าคนครัวของจวนอ๋องจะทำได้ตามที่บอกหรือไม่ซึ่งแตกต่างจากอู๋เจ๋อและอู๋หมินที่รู้ฝีมือกันดีอยู่แล้ว
เมื่อเห็นว่าพี่อาหยางทำได้ตามที่บอก เด็กน้อยจึงเดินไปที่พี่ชายหมินเงยหน้าดูก็เห็นว่าตอนนี้กระเทียมเจียวกำลังส่งกลิ่นหอม สีเหลืองกำลังสวยเมื่อยกลงมาจากเตาและพักให้หายร้อนนิดหน่อย อู๋ หมินจึงนำมาคลุกกับมัดบดและเติมสิ่งต่างๆ ตามที่อี้หมิงบอก เพียงไม่นาน เขาก็ตักมันฝรั่งบดวางไว้บนถาดที่ได้ทำดอกไม้ไว้รออยู่แล้ว
“ท่านลุงอู๋ พลิกกลับส่วนที่มีมันก่อนเลยขอรับเพราะสุกไวกว่าเนื้อชิ้นที่ไม่มี...”คำว่า มัน ยังไม่ทันได้เอ่ยออกจากปากของเด็กน้อยเสียงดังที่เอ่ยถามขึ้นมาถึงกับทำให้จางอี้หมิงสะดุ้ง หันหลังไปมองทางบานประตู
“กลิ่นอาหารอันใดถึงได้หอมออกไปถึงห้องทำงานจนทำให้ข้าเสียสมาธิทนทำงานต่อไปไม่ไหวต้องเดินตามกลิ่นมาถึงที่นี่”
จางอี้หมิงเห็นชายคนหนึ่งอายุประมาณไม่เกินสามสิบปี ท่วงท่าสง่างามใบหน้าประกอบด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีขาวสลับดำ มองเพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าคงมีราคาสูงไม่น้อยบนศีรษะสวมกวานสีเงินดูน่าเกรงขาม ชายคนนี้เดินเข้ามาพร้อมกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง อายุน่าจะไม่เกินห้าสิบปีดูเหมือนว่าชายวัยกลางคนจะเดินขากะเผลกนิดหน่อยด้วย
“อาหารสำหรับมื้อกลางวันวันนี้กระหม่อมทำเสร็จเรียบร้อยพร้อมนำขึ้นโต๊ะเสวยแล้วพะยะค่ะ”ตี้ปินรีบเดินเข้าไปก้มศีรษะเอ่ยตอบทันที
“ตี้ปิน นี่คงมิใช่อาหารฝีมือเจ้าหรอกนะกลิ่นหอมเช่นนี้ข้าไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนทั้งที่เจ้าเป็นพ่อครัวจวนอ๋องมากี่ปีแล้ว”เหลียงหนิงหลงหรือหนิงอ๋องถึงกับเอ่ยขัดคำตอบของพ่อครัวประจำจวน
“ท่านลุงอู๋ พลิกกลับเนื้อส่วนที่ไม่มีมันเลยขอรับแล้วพลิกส่วนที่มีมันอีกครั้งก็เสร็จแล้วขอรับ”จางอี้หมิงหาได้สนใจบทสนาของคนจวนอ๋องเพราะตอนนี้เขากำลังตั้งใจมองความสุกของเนื้อย่างบนเตาอยู่ต่างหาก เขาจะพลาดทำไหม้ไม่ได้
ซี่ ซี่ ซี่
เสียงเนื้อย่างบนเตาที่กำลังสุกทั้งเสียงทั้งกลิ่นเนื้อย่างและกลิ่นกระเทียมเจียวสำหรับใส่มันบดส่งผลให้ท่านอ๋องหนุ่มถึงกับท้องไส้ปั่นป่วนทนรอไม่ไหว ต้องตามมาถึงในห้องครัวเช่นนี้
“เด็กน้อย เจ้าเป็นคนทำรายการอาหารนี้เช่นนั้นหรือ”ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงด้านหลังท่านอ๋องเอ่ยถามขึ้น
“ขอรับ”
“เอาล่ะ ขอโทษที่มารบกวนพวกเจ้า อีกไม่นานอาหารคงพร้อมใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะไปรอที่ห้องอาหารก็แล้วกันพวกเจ้าจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ไปกันเถอะท่านอาจารย์”หนิงอ๋องเอ่ยบอกคนในห้องครัวก่อนที่จะเอ่ยปากชวนชายวัยกลางคนที่ยืนข้างหลังตนเองให้เดินออกไปพร้อมกัน
“หึ หึ”
เมื่อเดินออกมาได้ไม่นาน หนิงอ๋องถึงกับหัวเราะเสียงทุ้มในลำคอเด็กน้อยคนนั้นช่างน่าสนใจยิ่งนัก ท่าทางตื่นตระหนกเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าเขาแต่ก็ไม่ร้องไห้ออกมายังคงมีสติบอกให้พ่อครัวทำต่อไปถ้าเขาไม่กลัวว่าจะต้องอดกินอาหารที่มีกลิ่นหอมเช่นนั้นเนื่องจากเนื้อย่างไหม้เสียก่อนเขาก็อยากจะอยู่แกล้งให้สำราญใจอีกนิด
ไม่เป็นไร อีกไม่นานเขาก็จะได้ชิมอาหารที่มีกลิ่นหอมนั่นแล้ว
จะแกล้งหลังจากท้องอิ่มแล้วก็ถือว่ายังไม่สายเกินไป