‘เหลือเพียงข้าเสียแล้ว แต่น่าเสียดาย ต่อให้ร้านปิดข้าไม่มีวันจากไปจนกว่าจะพอใจ’ ชุนบอกตัวเองในใจ ก่อนสั่งปลาย่างและสุรามาเพิ่ม แม้จูหวงหลานจะมีความรู้สึกไม่พอใจตอนมาเสิร์ฟอาหาร เขาก็นั่งทานเพียงผู้เดียวในร้านจนถึงเวลาปิดร้าน
“ร้านใกล้ปิดแล้ว นี่คือปลาย่างกับสุราทั้งหมดของร้าน เชิญลูกค้านำกลับไปบ้าน” จูหวงหลานกล่าว ขณะเดินมาเสิร์ฟปลาย่างสิบตัวกับสุราลงบนโต๊ะ
“แล้วไง เจ้าไล่ข้าก็ไม่สน หน้าข้าหนาพอ” ชุนตอบสั้นๆ เขาไม่ได้ใส่ใจคำกล่าวของจูหวงหลาน และไม่สนใจว่าร้านจะเปิดหรือปิด เขาเพียงสนใจสุรากับปลาย่าง และอยากทานมันให้พอใจ
“เช่นนั้นตามใจท่าน” จูหวงหลานกล่าวตัดบท แล้วเดินจากไปทันที ปล่อยให้ชุนนั่งทานปลาย่างและสุราอยู่ในร้าน เพียงลำพัง
หลังจูหวงหลานไปได้สักพัก ชุนได้แหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน สำหรับบางคนมันอาจเป็นเพียงเพดานมิน่ามอง แต่กับชุน เขาสามารถมองทะลุผ่านเห็นท้องนภายามราตรี ขณะดื่มด่ำกับความสุขได้
ภายในห้องครัว
จูไป๋หลานกำลังเก็บกวาดห้องครัว เตาย่างที่เคยจุดมอดดับไปเหลือเพียงขี้เถ้า มันถูกจูไป๋หลานเก็บกวาดเอาไว้ใช้คุมไฟในวันต่อไป ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ นางยังเก็บมาล้างให้สะอาดตามเดิม ซ้ำนางยังปัดกวาดเช็ดถูห้องครัวเสียสะอาดส่องประกาย ประหนึ่งมันเป็นสิ่งที่นางรักที่สุด
“เสี่ยวหลาน หนูเก็บกวาดเสร็จไปพักได้เลย เดี๋ยวแม่จะตามหนูไปนะ" จูหวงหลานที่พึ่งกลับมาจากการเสิร์ฟปลาย่างและสุราให้ชุน บอกกับจูไป๋หลาน ก่อนนางจะเดินเข้าไปห้องด้านในของห้องครัว
หลังจากนั้นไม่นานจูไป๋หลานเก็บของอีกสองสามอย่าง ก่อนออกไปจากห้องครัว
ภายในร้าน
หลังออกมาจากห้องครัว จูไป๋หลานยืนมองชุนครู่หนึ่ง เหมือนนางกำลังคิดอะไรบางอย่าง สุดท้ายนางเลือกเดินผ่านชุนขึ้นไปยังประตูบานหนึ่ง เพื่อไปยังห้องนอนของนาง
ผ่านไปสักพัก
จูหวงหลานได้เดินออกมาจากห้องครัว นางเองยังยืนมองชุนคล้ายจะบอกอะไรสักอย่าง แต่นางก็ไม่ได้บอกและเดินผ่านไปชุนเหมือนจูไป๋หลาน ในร้านอันเงียบสงบจึงมีชุนนั่งอยู่ใต้แสงไฟอ่อน
เวลาเคลื่อนผ่านไปช้าๆ ชุนนั่งดื่มสุรา กินปลาย่างเงียบๆ พลางมองท้องนภาที่มีเมฆาคล้อยไปตามสายลม บดบังดาราและเผยดาราให้ปรากฏ จนเขาไม่รู้ตัวว่ามีใครบางคนฉีกมิติมานั่งร่วมโต๊ะกับเขา กระทั่งคนผู้นั้นเอ่ยขึ้น
“บรรยากาศในร้านไม่เลว เจ้านั่งดื่มคนเดียวไม่เรียกข้า ไม่รู้สึกว่าโหดร้ายเกินไปหน่อยรึ”
“ปรมาจารย์หลิน” ชุนเลื่อนสายตามามองเจ้าของเสียง ก่อนจะถามบางอย่าง
“ไม่ใช่ว่าท่านกำลังสร้างร่างหยาบอยู่ หรือว่าสร้างเสร็จแล้ว?”
“เพ้ย! เจ้าเห็นข้าเป็นคนใช้เจ้ารึไง คนอย่างข้าไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสร้างร่างหยาบเสร็จในเสี้ยวพริบตา ข้าแค่ให้เวลาเจ้าผ่อนคลาย” ปรมาจารย์หลินกล่าวพลางฉกสุรากับปลาย่างบนโต๊ะมาทาน
“สรุปว่าท่านสร้างเสร็จแล้ว ข้าควรกลับไปกับท่าน?”
“สร้างเสร็จแล้วน่ะใช่ แต่เจ้ายังไม่ต้องกลับ เพราะข้าต้องปรับแต่งร่างหยาบอีกหน่อย แค่ข้าเห็นเจ้านั่งดื่มอยู่คนเดียวเหงาๆจึงมานั่งดื่มเป็นเพื่อน ถือว่าพักมือ” ปรมาจารย์หลินกล่าวทั้งที่ยังกินปลาย่าง น่าแปลกที่เขายังดูดีในมาดของผู้อาวุโส
“ท่านทำเช่นนี้ ไม่กลัวว่าสุราท่านจะหายไปในอากาศรึไง” ชุนทำทีเป็นจริงจัง ปรมาจารย์หลินถึงกับต้องกลั้นขำ
“ฮ่า เจ้ายังไม่รู้รึว่าข้าเอาสุราคืนไปแล้ว ลืมไปแล้วรึไงว่าข้าควบคุมห้วงมิติและกาลเวลา ตอนเจ้าเหม่อลอยอยู่ยังไม่รู้ตัวว่าข้ามาสักนิด”
“เอาเถอะ จะทำอะไรเชิญตามสบาย ขอข้านั่งครุ่นคิดเงียบๆสักหน่อย” กล่าวจบชุนเลื่อนสายตาไปมองเพดานอีกครั้ง ความเงียบจึงครอบงำในร้านปลาย่างดังเดิม
ในช่วงเวลาอันนิ่เงียบ ปรมาจารย์หลินดื่มสุราไปหนึ่งกา ทานปลาย่างไปสามตัว ซึ่งกินเวลาไปถึงรัตติกาลเงียบสงัด
“เอาล่ะ ข้าพักพอแล้วได้เวลากลับไปปรับแต่งกายหยาบต่อ ส่วนเจ้าอย่าไปคิดอะไรมากนัก ข้ารู้ว่ากำลังหนักใจเรื่องภรรยาตระกูลหลิว มีภาระค้ำคอ แต่ขอเพียงไม่เคร่งเกินไป ปล่อยใจให้สบายบ้าง ฟังเสียงหัวใจสักหน่อยเป็นพอ..ข้าไปล่ะ” สิ้นเสียงปรมาจารย์หลิน ร่างปรมาจารย์พลันหายวับ
“นี่ข้ายังไม่ปล่อยใจให้สบายอีกหรอ?” ชุนพึมพำ ไม่นานสุราทั้งหมดล้วนถูกเขาดื่มกินไม่มีเหลือ
“ไม่พอ ต้องใช้สุราไหนั้น” ชุนกล่าวเสียงดัง น้ำเสียงเขาฟังดูไม่พอใจ
“ไม่มี! ไม่เป็นไร ข้าควบคุมกฎเกณฑ์ให้มันมาอยู่ในมือข้าได้” ว่าแล้วชุนสะบัดมือผ่ามิติ ล้วงมือเข้าไปในมิติรวบดึงกฎเกณฑ์สี่อย่าง ไม่เกินอึดใจไหสุราของปรมาจารย์ได้มาอยู่ในกำมือเขา
สุราอยู่ในมือชุนไม่รีรอ เขาดึงมันออกมาจากมิติ ก่อนจะกระดกมันทั้งไห โดยที่เขาไม่รู้ว่าสุราของปรมาจารย์ ดื่มหนึ่งจอกปรมาจารย์หลินยังรู้สึกมึนงง กับชุนที่กระดกทั้งไหไม่ยั้งคิด ย่อมแน่นอนว่าจากนี้เขาจะเมาหัวราน้ำ ชนิดที่ว่าตัวตนอย่างเขายังไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้างระหว่างมึนเมา
.
.
.
ห้องนอนของจูไป๋หลาน
จูไป๋หลานกำลังฟังจูหวงหลานเล่าเรื่องราวของตัวนางตั้งแต่ถือกำเนิดให้ฟัง จูหวงหลานไม่ได้ปิดบังเรื่องใด ทุกอย่างล้วนถูกบอกทั้งหมด
จูไป๋หลานทำได้เพียงรับฟังและตามเรื่องราวให้ทัน กระทั่งจูหวงหลานเล่าจบ จูไป๋หลานนิ่งไปพักใหญ่ เพราะนางกำลังเรียบเรียงเรื่องราว
จูหวงหลานมองจูไป๋หลาน ก่อนจะดึงตัวเข้ามากอด “ลูกไม่ต้องคิดมากนะ ยังไงลูกก็เป็นลูกแม่”
“ค่ะ หนูไม่คิดมาก หนูรู้ว่าแม่เป็นแม่ของหนูก็พอแล้ว” จูไป๋หลานกล่าวถ้อยคำให้จูหวงหลานเผยรอยยิ้ม ความอ่อนโยนของผู้เป็นแม่
จูหวงหลานอยู่กับจูไป๋หลานจนนางผล็อยหลับไป จูหวงหลานเห็นว่าลูกสาวหลับไปแล้ว นางจึงออกไปจากห้อง เพราะยังมีลูกค้าหน้าด้านหน้าทนคนหนึ่งยังไม่ยอมกลับไป
.
.
.
ภายในร้านปลาย่าง
ช่วงที่จูหวงหลานเปิดประตูเข้ามาในร้าน นางเห็นชุนนั่งบ่นเสียงดังเหมือนกำลังพร่ำเพ้อตามภาษาคนเมา ถึงกับชะงักไป ย่อมแน่นอนว่าตัวตนระดับชุนไม่มีทางเมาเพราะสุราในร้าน เรื่องนี้นางรับรู้อยู่แก่ใจ กระนั้นก็อดตกใจไม่ได้ว่าสุราอะไรฤทธิ์ถึงรุนแรงเพียงนั้น
“สุขทุกข์อยู่ที่ใจ ครุ่นคิดเข้าใจไยมิอาจปล่อยวาง เป็นตัวข้าหรือสิ่งที่ข้าแบกรับ…ทำไมข้ารู้สึกไม่เป็นตัวเองเช่นนี้ เป็นภาระของเทพอสูรทำให้ข้ารู้สึก หรือเป็นเพราะข้ามีบ่วงติดอยู่กับอดีต” ชุนเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มเปลี่ยนเรื่องไปมา ใครฟังก็ล้วนไร้แก่นสาร เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ชุนเข้าใจผู้เดียว
จูหวงหลานเห็นว่าชุนเมาหนัก นางจึงอยากเข้าไปช่วย แต่พอคิดถึงเรื่องก่อนหน้า นางพลันถอยห่าง..กลับไปนอนห้องเดียวกับจูไป๋หลาน