หลังจากเอกส่งตาสีกับยายนากลับบ้านแล้ว ตัวเขาก็พาเด็กๆ เข้านอนเพราะเขายังต้องพาเด็กๆ เข้าโรงเรียนในวันพรุ่งนี้เช้า“ป่ะ พวกเราก็เข้านอนได้แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพ่อจะพาน้ำทิพย์กับไมค์ไปหาโรงเรียนกันดีไหม” เอกก้มหน้าลงมาถามลูกๆ“เอ๋ คุณพ่อจะพาหนูไปเข้าโรงเรียนใหม่เหรอ หนูไม่ไปได้เหรอคะน้ำทิพย์อยากอยู่กับพ่อมากกว่า” น้ำทิพย์ปฏิเสธที่จะไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้เช้าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ฮือ เป็นอะไรไปละนั่น น้ำทิพย์ไม่อยากเข้าโรงเรียนใหม่เหรอ” เอกถามอย่างสงสัยเมื่อก่อนตอนที่น้ำทิพย์เข้าศูนย์เด็กเล็กใหม่ๆ เธอก็เข้ากับที่นั้นได้ดีนิ
“ไม่ใช้หรอกครับคุณพ่อ คือพวกเราไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเข้ากลับเพื่อนๆ ที่นั่นได้ไหมนะครับ” ไมค์เป็นตอบคำถามแทนน้ำทิพย์เพื่อไม่ให้พ่อได้สงสัยเขานานพ่อ
“ใช้แล้วค่ะ หนูกลัวว่าเพื่อนๆ ที่นั่นจะไม่ดีกลับหนูพ่อรู้ไหมคะว่าตอนที่หนูอยู่ศูนย์เด็กเล็กมีเพื่อนคนหนึ่งเข้ามาใหม่ พ่อรู้ไหมว่าเด็กคนนั้นต้องเจอกับอะไร” น้ำทิพย์พยักหน้าตอบพ่อของเธอและถามพ่อของเธอกลับมา "ตอนนั้นหนูเห็นเด็กใหม่คนนั้นต้องโดนเพื่อนๆ ในห้องแกล้งเพราะว่าเขาเป็นเด็กใหม่ที่ยังไม่มีเพื่อนค่อยช่วยจนสุดท้ายเด็กคนนั้นทนไม่ไหวฟ้องพ่อแม่ของเขาจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ทั้งโรงเรียนเลยค่ะ" น้ำทิพย์เล่าเหตุการณ์ภายในศูนย์เด็กเล็กให้เอกฟังด้วยสีหน้าจริงจังแบบเด็กๆ ไม่รู้ว่าเขาต้องจริงจังกับเธอด้วยไหมเพราะหน้าตาของเธอมันดูน่ารักมากกว่าสีหน้าจริงจังของเธอที่แสดงออกมา แต่เอกมาคิดในใจที่หลังว่าทำไมเรื่องแบบนี้เขาถึงไม่รู้ จริงๆ เรื่องแบบนี้อาจารย์ต้องขอให้ผู้ปกครองทุกท่านช่วยตักเตือนเด็กๆ สิ แล้วทำไมถึงไม่บอกพวกเราละ ดีแล้วที่น้ำทิพย์กลับไมค์ไม่ได้อยู่ที่นั่นนานหรือเข้าไปที่นั่นช่วงกลางเทอมไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าเด็กๆ ต้องเผชิญกลับอะไร
“อย่างนี้นี่เอง นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก จริงๆ แล้ว พวกลูกๆ ไม่ต้องกลัวนะถึงพวกเราจะเป็นคนต่างถิ่นลูกจงจำไว้เสมอว่าถึงแม้จะไม่มีใครอยากจะคบกับเราแต่พวกลูกๆ ก็ยังมีพ่อและมีพี่ค่อยอยู่ข้างๆ อีกอย่างถ้าน้ำทิพย์มีปัญหาอะไรก็ให้พี่ไมค์ช่วยสิ เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวสักหน่อยจริงไหม ถ้าคนพวกนั้นแกล้งเราน้ำทิพย์ก็แค่เอาคืนพวกนั้นซะ ถึงเราจะสู้ไม่ได้แต่อย่างน้อยเราก็สู้คนดีกว่าให้เขาแกล้งเราจนได้ใจ เพราะเมื่อไรที่เราไม่สู้เมื่อนั้นเขาก็จะแกล้งเราไปเรื่อยๆ แต่จะให้ดีเราลองพูดด้วยเหตุผลดีกว่านะคะ” เอกลูปหัวน้ำทิพย์อบอุ่น
เขายังจำได้ดี ตอนที่เขาย้ายโรงเรียนใหม่ๆ ช่วงกลางเทอม ม.ปลาย เพราะเป็นเด็กใหม่ที่ย้ายออกมาจากโรงเรียนเก่า ทำให้ตัวเขายังไม่รู้จักใครเลยโดนเจ้าถิ่นในห้องรังแกบ่อยๆ แต่เพราะความไม่ยอมคนเลยอดทนสู้ และตอบโต้กับอีกฝ่ายเพราะทั้งปู่และพ่อมักจะสอนให้เอกเป็นคนสู้คนพวกเขาถึงขนาดจับเอกฝึกศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่เด็กๆ เลยทำให้เขาสามารถเอาชนะคนพวกนั้นไปได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็เล่นเขาซะน่วมเหมือนกันก็อย่างว่าอีกฝ่ายเยอะกว่าเขาตั้งหกเจ็ดคน ที่เขาชนะมาได้ก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครคิดจะมารังแกเขาเลยแม้เขาจะอยู่ตัวคนเดียวก็ตามแต่พอขึ้น ม.5 ไอพวกหัวโจกทั้งหลายที่เคยรังแกเขาก็กลายมาเป็นเบ๊ให้กับเขาแบบงงๆ
“งื้อ...หนูเข้าใจแล้วค่ะ ถ้าน้ำทิพย์มีปัญหาอะไรน้ำทิพย์จะวิ่งไปขอให้พี่ไมค์ช่วย ถ้าพวกนั้นยังไม่เลิกแกล้งหนูหนูจะต่อยหน้าพวกนั้นให้ล้มเลย" น้ำทิพย์ตั้งท่าเหมือนตัวเองกำลังชกคนอื่นตามที่พ่อของเธอบอก "งื้อ....คุณพ่อลูปหัวหนูไปเรื่อยๆ อย่างนั้นละค่ะ น้ำทิพย์ชอบที่คุณพ่อลูปหัวหนูที่สุด ” น้ำทิพย์พูดกับพ่อของเธอในขณะที่ทำหน้าเคลิ้มไปด้วย“เรานี้ชอบโดนลูปหัวจริงๆ เลยนะฮ่าๆ” เอกกล่าวพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี“แล้วเราละอยากให้พ่อลูปหัวบ้างไหม” เอกถามไมค์ในขณะที่ลูกเขาจ้องมองน้ำทิพย์อย่างอิจฉา“ไม่เอาหรอกครับ” ไมค์ส่ายหน้าอย่างจริงจัง จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าไมค์ไม่อยากโดนลูปหัวเมื่อน้ำทิพย์ แต่เพราะเขาเป็นลูกผู้ชายจะให้ทำอย่างนั้นไมค์คงรู้สึกอายที่พ่อทำกับเขาแบบนั้น
“เอาละๆ ไม่เอาก็ไม่เอาตอนนี้ถึงเวลานอนของพวกเราแล้วถ้าอย่างนั้นไปกันเถอะเด็กๆ” เอกพูดเสร็จก็จูงมือไมค์ข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งก็อุ้มน้ำทิพย์เดินเข้าห้องนอนของทั้งสองคนหลังจากที่เอกพาทั้งสองเข้านอนแล้วเขาก็เดินกลับมายังห้องรับแขกและนั่งลงบนโซฟา พลางคิดในใจว่าจะเอายังไงกับกล่องนี้ดี“เอาละในเมื่อพ่อกับปู่ต้องการยกเจ้านี้ให้กับเรา เราก็ควรจะดูว่าข้างในมันคืออะไร”จากนั้นไม่นานเอกก็หาวิธีเปิดกล่องดู ด้วยความที่มันเก่าและไม่เห็นว่าจะมีช่องให้เปิดกล่องนี้เลยเอกก็เลยพยายามหาวิธีเปิดกล่องนี้จนได้“สำเร็จ พ่อนะพ่อทำไมต้องทำอะไรให้ยุ่งยากด้วยเนี่ย เล่นปิดผนึกแบบนี้ กว่าคนเขาจะเปิดออกมันเหนื่อยรู้ไหม” เอกปาดเหงื่อที่ไหลออกมา“มาดูกัน ตกลงแล้วเจ้านี้มันคืออะไร”จากนั้นไม่นานเอกก็เปิดกล่องออกมาพบว่ามันเป็นแค่กุญแจดอกหนึ่งพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งและหนังสือสองสามเล่มไม่รอช้าเอกรีบเปิดอ่านกระดาษทันทีเพราะเขารู้ว่ากระดาษแผ่นนี้พ่อเขาต้องเขียนอะไรไว้ให้แน่
“ถึงเอกเมื่อเองเห็นจดหมายแผ่นนี้แล้วละก็ แกคงรู้ประวัติของครอบครัวเราแล้วสินะ ถ้าเองรู้แล้วว่าครอบครัวของเราเคยเป็นใครมาก่อนก็ถึงเวลาที่เองต้องตัดสินใจเอาเองแล้วจะเลือกใช้ชีวิตธรรมดาต่อไปหรือจะสืบทอดวิชาต่อจากพ่อและปู่ของเอง กุญแจที่แกเห็นมันจะพาแกไปหาทรัพย์สมบัติที่ปู่และพ่อเก็บไว้ให้รวมถึงเคล็ดวิชาต่างๆ ไว้ให้เองแล้ว เอาละพ่อก็ไม่มีอะไรจะพูดกับเองขอให้รู้ไว้ว่าพ่อกับแม่เองรักเองมากจาก..พยัคฆ์ พิชิตเอกอะ”
เพียงแค่เอกรู้ว่ากระดาษแผ่นนี้เป็นจดหมายของพ่อเขา เขาก็รู้สึกดีใจมากแล้ว ถึงเนื้อหาภายในจะไม่ได้เขียนอะไรถึงตัวเขามากนักแต่เขาก็รู้ว่าพ่อกับแม่ของเขารักเขามากขนาดไหน
“ผมก็รักพ่อกับแม่มากนะครับ เสียดายที่พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่จนได้เห็นหน้าหลานๆ รู้ไหมครับว่าพวกเขาเป็นเด็กดีขนาดไหนโดยเฉพาะแม่ถ้าได้เห็นเจ้าตัวแสบทั้งสองแล้วละก็ผมคงตกกระป๋องไปเลยละ” เอกหัวเราะเมื่อนึกถึงตอนที่พวกท่านได้เห็นหน้าหลานๆ เมื่อถึงตอนนั้นพวกท่านคงจะแย่งกันเลี้ยงดูเจ้าสองตัวแสบนี้อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ภาพที่เอกจิตนรการไว้เท่านั้น เพราะมันไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในเมื่อท่านจากเขาไปแล้ว
เอกยืนยิ้มหลังจากที่เขาได้อ่านจดหมายเสร็จ เขาไม่รู้เลยว่าการที่เขากลับมาบ้านจะเป็นความคิดที่ถูกต้องไม่เพียงเขาจะได้รับรู้ความจริงจากครอบครัวเขาเท่านั้นแต่มันยังเป็นการเริ่มต้นใหม่ของเขาอีกด้วยตอนนี้ในหัวของเอกไม่มีความคิดเกี่ยวกับอดีตภรรยาของเขาอีกต่อไป“เอาละ ในดูสิว่าของที่พ่อกับปู่เก็บไว้ที่ไหน” เอกดูข้อมูลที่เหลือของจดหมายที่เขียนเป็นแผนที่ให้กับเขา
“หือ นี้บ้านเรามีห้องใต้ดินกับเขาด้วยเหรอเนี่ย” เอกขมวดคิ้วทำหน้าสงสัยขนาดตอนเด็กๆ ที่เขาอยู่ เอกยังไม่รู้เลยว่ามันมีห้องใต้ดินอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยทั้งๆ ที่เอกคิดว่าตัวเองรู้ทุกซอกทุกมุมของบ้านนี้ดีนะหลังจากที่เอกเดินตามแผนที่มาในที่สุดก็ถึงจุดที่บอกซ้อนของเขา
“อ๋อ อยู่ตรงนี้นี่เองมิน่าล่ะทำไมเราถึงไม่เห็น ใครจะคิดละว่าไอห้องใต้ดินที่ว่าจะเป็นห้องนอนของปู่ แถมยังอยู่ใต้เตียงท่านอีก แล้วอย่างนี้ใครเขาจะไปรู้” เอกบ่นอุบอิบในขณะที่ยกเตียงของปู่ขึ้น
เมื่อเอกยกเตียงท่านขึ้นแล้วเอกก็เห็นทางเดินลงบันไดลงไป ทำให้เอกต้องหาไฟฉายส่องลงไป เดินมาข้างล่างไม่นานเอกก็มาถึงห้องเก็บสมบัติของปู่เขา“ไหนดูสิว่าจะมีสมบัติให้เรามากแค่ไหน” ไม่รอช้าเอกรีบเสียบกุญแจเปิดประตูทันที
“โอ้โห่นี่มันทองคำแท่งชัดๆ แล้วนี่มันมีกี่ก้อนวะเนี่ย สักหมื่นก้อนได้มั่งไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวตัวเองจะรวยขนาดนี้ แล้วนี่มันอะไรกัน” หลังจากที่เอกเห็นทองแท่งกองกันเป็นภูเขาแล้วในขณะที่เขาสำรวจดูนั้นเขาก็ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ว่างไว้บนโต๊ะอย่างดีการที่หนังสืออยู่บนโต๊ะเขาจะไม่แปลกใจเท่าไรแต่การที่มันอยู่บนโต๊ะทองคำตัวใหญ่เล่มเดียวนี้สิทำให้เขาสงสัย“หรือว่านี้จะเป็นเคล็ดวิชาที่พ่อพูดถึงกัน” ไม่รู้ช้าเอกรีบหยิบมันขึ้นมาทันทีหลังจากที่รู้ว่ามันเป็นเคล็ดวิชาของปู่และพ่อที่เคยฝึกมันมา
“เคล็ดวิชากายาเอกภพ เป็นเคล็ดที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัยมีชีวิตที่ยืนยาว หืมทำไมเคล็ดวิชานี้ยิ่งอ่านยิ่งเหมือนเคล็ดวิชาที่ครอบคลุมไปทุกอย่าง” เอกบ่นพึมพำ
หลังจากที่เอกอ่านมาได้สักพักเอกก็เข้าใจได้ทันทีว่าไอวิชาที่เขาอ่านอยู่เนี่ยมันเป็นโคตรอภินิหารวิชา เอกเชื่อเลยว่าในโลกนี้ไม่มีวิชาอะไรมาเทียบกับวิชานี้ได้เลย
เพราะเจ้าเคล็ดวิชานี้เป็นเคล็ดวิชาที่ชักนำพลังงานของเอกภพเข้ามาสู้ร่างกายซึ่งแตกต่างจากพลังทั่วๆ ไป เช่น พลังเวทก็ต้องชักนำพลังเวทจากธรรมชาติเข้าช่วยอย่างลมปราณก็ต้องชักนำพลังของฟ้าดินเข้าสู้ร่างกาย พลังจิตก็เกิดจากจินตนาการที่แข็งแกร่งไม่สามารถนพลังภาพนอกเข้าสู้ร่างกายได้
แต่วิชากายาเอกภพของเอกนั้นเป็นเคล็ดที่นำพลังที่มีอยู่ในเอกภพทั้งหมดเข้ามาสู่ร่างกายได้แถมพลังทั้งหมดจะไปเสริมให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ทรงพลังมากยิ่งขึ้นยิ่งเอกทะลวงระดับได้มากขึ้นเอกก็ยิ่งแข็งแกร่ง และที่สำคัญมันยังช่วยให้สมองของเอกพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดนั้นก็เท่ากับว่าเอกสามารถใช้พลังจิตได้ด้วยนั้นเอง ยิ่งถ้าเอกสามารถบรรลุขั้นแรกของวิชาได้เอกจะมีพลังกายที่สามารถยกน้ำหนักได้ถึง 10 ตัน
เมื่อเอกอ่านจบไม่รอช้าเอกรีบฝึกมันทันที แต่ก่อนที่เอกจะฝึกเอกต้องเก็บหนังสือเข้าแหวนมิติที่อยู่ข้างๆ เคล็ดวิชากายาเอกภพนี้ซะก่อนเพราะเขาเห็นว่ายังมีหนังสือที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกเยอะ
“ฮ่าๆ ไม่น่าเชื่อว่าปู่ของเราจะเก็บหนังสือแบบนี้ไว้ให้เราด้วย” เอกหัวเราะดีใจเพราะหนังสือเล่มนี้มันจะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จกับการทำสวนทำไร่ของเขาอย่างแน่นอนและหนังสือเล่มนี้ยังมีชื่อว่า“ศาสตร์วิชาหมื่นพันธุ์ไม้ปลูก+ศาสตร์ปรุงยาหมื่นเอกภพ”
ใครเคยมีประสบการณ์อย่างนี้บ้าง อยากจะบอกว่่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับไรท์มาก่อน เพราะฉะนั้นใครที่กำลังโดนเพื่อนๆ แกล้งอยู่นั้นให้เราหัดกล้าที่จะเอาคืนพวกเขาบ้าง เพราะถ้าเราไม่กล้าโต้ตอบกลับมันจะทำให้คนที่แกล้งเราได้ใจและสุดท้ายจะกลายเป็นเราที่ไม่อยากไปโรงเรียนอีกเลยเพราะต้องทนต่อพฤติกรรมการรังแกของคนในห้องไม่ไหว ซึ่งไรท์ก็ใช้ไม้นี้ได้ผลตลอดจนในที่สุดไรท์ก็จบ ป.ตรี ตั้งแต่นั้นไรท์ก็ไม่เคยโดนใครรังแกไรท์ อีกเลย แต่ให้ดีที่สุดเราควรคุยกับเขาอย่างมีเหตุผลและถามตรงๆ ไปว่าทำไมต้องรังแกเราด้วยแต่ถ้าอีกฝ่ายไม่สนใจก็ให้ตะบันหน้ามันเลยไม่ต้องสนว่าเรื่องราวข้างหน้าจะเป็นยังไงที่เราทำอย่างนี้ก็เพื่อจะให้เขารู้ว่าเราก็สู้คนเป็นนะ ถึงเหตุผลข้างหลังไรท์ไม่ค่อยอยากจะแนะนำเท่าไรก็เถอะ และยิ่งฟ้องคุณครูละก็ตัวเรายิ่งโดนคนอื่นแกล้งมากกว่าเดิมสิ่งที่จะช่วยเราได้มันก็อยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น ขอให้คนที่กำลังโดนอยู่ตอนนี้สู้ๆ นะครับ